เมื่อวาน เวลา 22:38 • หนังสือ

มีนาคม

วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
ที่ ๙/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓ มีนาคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑) คุณหญิงสุรเสนาเคยมาบ่อยๆ เมื่อวันที่ ๒๔ เดือนก่อนให้หมากัดเอาได้ คุณหญิงก็สำคัญไม่รู้ว่าตัวไหนกัด ​ว่าเห็นตามมาดำตัวแดงตัวคืออีดำกับอ้ายหยุ่น เล่นเอาหญิงอามกับหญิงไอพากันวิ่งวุ่น เมื่อได้พยาบาลแล้ว จึงถามหญิงอามว่าเป็นอย่างไร
บ้างก็บอกว่าไม่เป็นไร เป็นแต่ห้อเลือดกับถลอกบ้างเล็กน้อยเท่านั้น แปลว่ากัดหยอกๆ ไม่จริงไม่จัง แต่จะกัดทำไมนั้นเดาไม่ถูก ที่กราบทูลว่าอีดำเห่าไม่มีมูลนั้น คือเห่าตะพาบน้ำและเห่ารถไฟซึ่งเขาเดินกลางคืน ที่จริงเห่ามีมูล แต่ไม่เข้าใจว่า คนเขาต้องการให้เห่าอะไร ไม่เหมือนกับที่ชายถาวรบอก ว่าหมาของเธอเห่าพระจันทร์นั่นไม่มีมูลจริง
แม้จะมีกฎหมายถอนชื่อตั้งแล้ว ใครเคยเป็นอะไรก็รู้ได้หลายอย่าง เช่น ภรรยาและการตายเป็นต้น
๒) “สหชาติ” ตามความหมายก็ว่าเกิดร่วม คือเกิดวันเวลาอันเดียวกัน แต่ติดจะหายาก จึ่งลดลงเป็นว่า “ร่วมวันทันคืน” หมายความว่าเกิดเวลาไรก็ได้แต่ต้องเป็นวันเดียวกัน ทีหลังก็คลายลงมาอีก เป็นว่าเกิดปีเดียวกัน ลางคนก็ไกลกันเกือบปี แล้วยังมีถือเอาปีที่เกิดในชื่อปีอันเดียวกันด้วยไม่คำนึงถึงอายุ ดูก็ชอบกลที่ลดลงเป็นชั้น ๆ
รายการ
๓) เมื่อวันที่ ๒๕ เดือนก่อน สำนักพระราชวังส่งหมายมาให้ ๔ ฉบับ
​(๑) หมายทักษิณานุปทานรัชมงคล สั่งให้แต่งตัวปรกติ และให้เฝ้าแต่พระบรมวงศานุวงศ์ กับเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่
(๒) หมายนำ
(๓) หมายกำหนดการรัชมงคล (ใบพิมพ์) สั่งให้แต่งตัวปรกติติดเหรียญ อนุญาตให้ข้าราชการเฝ้า รุ่งขึ้นได้รับหมายกำหนดการนั้นอีก ๒ ฉบับ ได้แบ่งส่งมาถวายฉบับ ๑ ตามเคย
(๔) หมายพระราชทานน้ำสังข์ในการสมรส หม่อมเจ้าสุวินิต กิติยากร กับ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา วันที่ ๙ มีนาคม ที่มุขตะวันตกพระที่นั่งจักรี
ในการที่กราบทูลถึงสำนักพระราชวังมีหมายมาว่ากระไรก็ดี หรือที่ส่งหมายกำหนดการไปถวายก็ดี ด้วยเพื่อจะให้ทราบฝ่าพระบาทด้วยเห็นว่าเสด็จอยู่ไกลหมายจะไปไม่ถึง บัดนี้ก็เสด็จกลับเข้ามาแล้ว เกล้ากระหม่อมได้รับหมายอย่างไร ฝ่าพระบาทก็คงได้ทรงรับอย่างนั้นเหมือนกัน จึงจะส่งถวายครั้งนี้เป็นที่สุด ต่อไปจะไม่กราบทูลและส่งถวาย
​ย้อนหลัง
๔) เกล้ากระหม่อมเคยพูดกับหมอจำรัสซึ่งอยู่ในบ้านปลายเนิน ถึงเรื่องฟันแกว่าถ้าว่าตาม “เทียวรึ” มันก็เป็นเช่นนั้น แต่ความจริงลางทีมันก็ไม่เป็น เกล้ากระหม่อมรู้สึกว่าแกได้สังเกตอะไรมามาก.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
หมายกำหนดการพระราชพิธีรัชมงคล ๒๔๘๖
​หมายกำหนดการ
พระราชพิธีรัชมงคล๑
๒๔๘๖
นายกรัถมนตรี ไนตำแหน่งบังคับบันชาสำนักพระราชวัง รับบัญชาคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ ไห้กำหนดการพระราชพิธีรัชมงคลปีนี้ ดั่งต่อไปนี้
วันที่ ๒ มีนาคม เวลา ๑๐ นาลิกา ๓๐ นาที โปรดไห้เจ้าพนักงานพระราชพิธีเลี้ยงพระสงค์ ๒๐ รูป ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไนพระบรมมหาราชวัง
(งานตอนนี้ มีจำเพาะเจ้าหน้าที่)
เวลาเที่ยงวัน คนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์มายังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประธานคนะผู้สำเหร็ดราชการแทนพระองค์ซงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ บูชาพระรัตนตรัยแล้ว​ซงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยบูชาสิริราชกกุธภันท์ แล้วซงประเคนจคตุปัจจัยไทยธัม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนาเปนเส็ดการ
(งานตอนนี้ เฝ้าที่ท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไนพระบรมมหาราชวัง ซึงคนะผู้สำเหร็ดราชการจะมาปติบัติพระราชกรนียกิจแทนพระองค์ไนเวลาเที่ยงวัน เข้าออกพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเสสไชยสรี-ประตูพิมานไชยสรี)
การแต่งกาย แต่งเครื่องแบบปรกติ ประดับเหรียนราชอิสริยาภรน์
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖
๑. พิมพ์ตามต้นฉบับ ↩
วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ดร
​ที่ ๕/๘๖
วังวรดิศ
วันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๕/๘๖ ลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ฉบับ ๑ ฉบับที่ ๖/๘๖ ลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ฉบับ ๑ แล้วข้ามไปรับ ฉบับที่ ๘/๘๖ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ อีกฉบับ ๑ แต่ฉบับที่ ๗/๘๖ อันต้องที่ลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์นั้นขาดไป ให้ค้นดูที่นี่ก็ไม่พบ ส่วนจดหมายเวรของหม่อมฉันฉบับที่ ๔/๘๖ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ที่ส่งถวายไปอันมีวินิจฉัยเรื่องผี กับบรรเลงเรื่องเจ๊กสูปฝิ่นก็หายไป ด้วยไม่เห็นตรัสถึงในลายพระหัตถ์ที่ประทานมาภายหลัง ขอให้ทรงตรวจดู
​สนองลายพระหัตถ์
(๑) รัศมีพระพุทธนั้น สังเกตดูแบบเดิมที่เขาทำในอินเดีย ทำรูปอย่างวงพระจันทร์เป็นสินเทาอยู่ข้างหลังพระ สันนิษฐานว่าเพราะปั้นหรือจำหลักพระพุทธรูปติดกับผนัง ทำรัศมีไว้ที่ผนัง เป็นเช่นนั้นจนชินตา ครั้นทำพระพุทธรูปออกตั้งต่างหากห่างฝา ไม่ทำรัศมีก็เห็นบกพร่อง จึงทำเป็นวงพระจันทร์ติดไว้ข้างหลังองค์พระ มักบัดกรีติดรัศมี
ไว้กับพระเศียรพระพุทธรูป รัศมีเช่นนั้นทำไม่ได้แก่พระพุทธรูปทุกปาง เช่นพระนอนก็ขัดข้อง หรือจะทำสำหรับพระพุทธรูปขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ แต่ไม่มีรัศมีก็ไม่สมบูรณ์ ในหลักพระพุทธรูปซึ่งถือกันมาเสียนานแล้วว่าต้องมีรัศมี จึงคิดทำรัศมีเป็นแต่รูปต่อมหรือรูปดอกบัวตูมไว้เหนือพระเกตุมาลาเช่นพระพุทธรูปเชียงแสนก่อน แล้วจึงแก้ไขให้เป็นอย่างเปลวเมื่อภายหลัง เห็นงามดีก็ใช้เป็นแบบทั้งพระพุทธรูปลังกาและ
พระพุทธรูปไทย ใครจะได้แบบไปจากใครข้อนี้สงสัยอยู่ แต่พระพุทธรูปพม่าหาทำรัศมีไม่ พระพุทธรูปจีนญวนและญี่ปุ่นก็ทำรัศมี แต่ทำเป็นวงเกลี้ยงกลมคล้ายกับลูกสะบ้าติดไว้ข้างหน้าพระเกตุมาลา พระพุทธรูปศรีวิชัย เช่นพระนาคปรกที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ถึงทำรัศมีเป็นรูปใบปรือติด​ไว้ข้างหน้าพระเกตุมาลา พิเคราะห์ดูเป็นความคิดของพวกมหายานจะเอาอย่างไปจากพระพุทธรูปที่ทำรัศมีเป็นต่อมไปทำ หรือพวกทำรัศมีเป็นต่อมจะเอาอย่างมหายานมาทำก็เป็นได้ หม่อมฉันคิดเห็นแต่เพียงนี้
พระพุทธรูปห้ามสมุทรนั้น ไทยเรามาเรียกเช่นนั้นโดยไม่รู้มูลเดิม พระพุทธรูปอินเดียถ้าเป็นรูปยืนมักทำพระหัตถ์ซ้ายกำชายบวบจีวร ยกขึ้นเสมอกับพระหัตถ์ขวา ส่วนพระหัตถ์ขวานั้นหันฝ่าพระหัตถ์ไปข้างหน้า ถ้าปลายนิ้วพระหัตถ์อยู่ข้างบนเรียกว่า
“ปางประทานพร” ถ้าปลายนิ้วพระหัตถ์ลงข้างล่างเรียกว่า “ปางประทานอภัย” เห็นจะเป็นแบบพวกมหายานบัญญัติขึ้น ไทยเรามาแยกเป็น ๓ อย่าง ถ้าตั้งฝ่าพระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้างเรียกว่า “ปางห้ามสมุทร” ถ้าตั้งข้างเดียว ตั้งพระหัตถ์เดียว (ข้างขวาหรือข้างซ้ายจำไม่ได้แน่) ข้างหนึ่งเรียกว่า “ปางห้ามญาติ” ข้างหนึ่งเรียกว่า “ห้ามแก่นจันทน์”
(๒) พราหมณ์สวดยกอุหลุบนั้นมีน่าพิศวงอยู่อย่าง ๑ เมื่อหม่อมฉันไปอินเดียใน พ.ศ. ๒๔๓๔ เขาพาไปดูมหาวิทยาลัยที่เมืองบอมเบ เขาให้นักเรียนคนหนึ่งสวดภาษาสังสกฤตให้หม่อมฉันฟัง ทำนองเหมือนอย่างพราหมณ์ในเมืองไทยสวดยกอุหลุบไม่มี
ผิดเลย ถึงหม่อมฉันพิศวงออกปากแก่เจ้าพระยา​เทเวศรฯ ในเวลานั้น ว่าพราหมณ์ไทยอุตส่าห์รักษาทำนองเดิมไว้ได้ แต่ถ้อยคำที่พราหมณ์ไทยสวดอุหลุบนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เคยทรงแก้ไขให้สวดแปลกไปคราวหนึ่ง เดี๋ยวนี้เขาจะสวดอย่างที่ทรงแก้หรือทวนไปสวดอย่างเดิม วันเมื่อเขามายกอุหลุบหม่อมฉันหูตึงไม่ได้ยินถนัดรู้ไมได้
(๓) หมายกรมวังนั้นเขาไม่ได้ส่งให้หม่อมฉัน แต่ก็ไม่ทำให้ลำบากอย่างไร เพราะหม่อมฉันไม่ไปงานพระราชพิธี แม้การไปมาที่แห่งอื่นหม่อมฉันก็ทำตามใจ ไม่ไปเสียเป็นพื้น งานศพเจ้าภาพเขาก็บอกให้รู้แทบทุกราย
(๔) อาการตายของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์นั้นอยู่ข้างแปลก ว่าป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ก่อน แต่อาการก็คลายมากจนลงจากเรือนได้แล้ว วันหนึ่งลงมาจากเรือนรู้สึกว่ามีอาการไข้กลับ ลองปรอทดูขึ้นถึง ๑๐๓ กินยาควินินถึง ๑๑ แกรนแล้วกลับขึ้นไปบนเรือน บอกลูกว่าหาวนอนขึ้นนอนบนเตียง ลูกนั่งดูอยู่เห็นสะดุ้งขึ้นครั้งหนึ่งแล้วก็เงียบไป
จึงสำคัญว่านอนหลับ นั่งคอยอยู่เห็นนอนนิ่งนานเกินปรกติ เข้าไปดูใกล้ๆ ดูมิใช่นอนหลับเช่นเคย ไปบอกผู้ใหญ่ให้เข้าไปดู ไปเรียกและจับต้องดูเห็นนิ่งแน่มิใช่นอนหลับ ก็พากันตกใจมีโทรศัพท์เรียกหมอๆ มาตรวจบอกว่าขาดใจเสียแล้ว จึงรู้ว่าตาย สันนิษฐานกันว่าน่า​จะเป็นเพราะกินยาควินินมากเกินขนาดในเวลาพิษไข้กำลังแรงก็ไปทำให้หัวใจหยุด “อนิจฺจา วต สงฺขารา”
(๕) ที่ตรัสถึงนักปราชญ์แต่ก่อนคิดจะทำพระพุทธรูปให้ได้ขนาดเท่าพระพุทธเจ้าจริงๆ นั้น หม่อมฉันคิดพิจารณาดูก็เห็นขัน ว่าความศรัทธาอาจจะพาให้หลงลืมไปได้ถึงไหนๆ เดิมเห็นจะเชื่อกันเป็นคติมาแต่ลังกา ว่าพระพุทธเจ้าสูง ๑๘ ศอก จึงกำหนดขนาดเรียกว่าพระอัฏฐารสเป็นพระพุทธรูปยืน แม้พระนั่งเช่นพระศรีสากยมุนีก็
น่าจะเอาขนาดนั้นมาทำ มาถึงนักปราชญ์ชั้นหลังเช่นกรมสมเด็จพระปวเรศฯ ไม่เชื่อคตินั้น ค้นคว้าหาหลักฐานในพระบาลีด้วยประมาณนิ้วพระสุคต ก็ลดขนาดพระพุทธองค์ลงได้เพียงเท่าพระพุทธรูปที่ทูลกระหม่อมทรงสร้างไว้ที่ในโบสถ์วัดสุทัศน์และพระสานที่อยู่ในหอศาสตราคม เลยเอาเป็นขนาดพระประธานสร้างในรัชกาลที่ ๔ มาจนในรัชกาลที่ ๕ เป็นหลายวัด มีวัดราชบพิธและวัดเทพศิรินทร์ เป็นต้น ก็ยังใหญ่
โตกว่ามนุษย์มาก และยังต้องทำให้ผิดมนุษย์ในอย่างอื่นอีก เช่นทำให้พระเศียรโต และปลายนิ้วพระหัตถ์ยาวเท่ากันทั้ง ๔ นิ้วเป็นต้น เพราะยังเชื่อตำรามหาปุริสลักขณะว่าพระพุทธเจ้ามีพระทนต์ ๔๐ ซี่ และนิ้วพระหัตถ์​เป็นเช่นนั้น หรือว่าโดยย่อ แม้ทูลกระหม่อมตรัสบ่นอยู่เท่าหนึ่งเท่าใด และมีหลักในพระบาลีเช่นว่า พระอินทร์เห็นพระพุทธเจ้าขนาดเท่าๆ กับพระสาวก ก็ไม่มีใครกล้าเลิกเชื่อถ้อยคำที่พรรณนาไว้ในคัมภีร์มหาปุริสลักขณะ
หม่อมฉันคิดเห็นว่า ที่เรียกว่ามหาปุริสลักขณะนั้น ก็คือลักษณะในตัวมนุษย์ซึ่งถือว่าสวยงามตามนิยม จะยกเป็นตัวอย่างดังเช่นบทชมโฉมในบทกาพย์เห่เรือพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งว่า
“ยลพักตร์พักตร์ผ่องผุด งามบริสุทธิ์เล่ห์จันทร
งามเนตรเนตรยิ่งศร รอญจิตช้ำซ้ำทรวงตรม
งามขนงวงดังวาด นาสิกพาดพองามสม
พิศปรางปรางน่าชม ปรางทองเปรียบไม่เทียบทัน
ฯลฯ
ลักษณะรูปพรรณที่ชมดังว่านี้ แต่ละอย่างก็เป็น “มหานาริสลักขณะ” คือลักษณะนางงาม แต่หญิงสามัญมักจะมีที่งามต้องตามตำราแต่บางอย่าง ต่อบางคนจึงจะมีลักษณะงามต้องตามตำราหมดทุกอย่าง ฉันใดที่เรียกว่า “มหาปุริสลักขณะ” อัน
หมายความว่า “ลักษณะผู้มีบุญ” นั้น ก็คงกำหนดไว้ใน​ตำราของชาวอินเดียมาแต่ก่อนพุทธกาลนานแล้ว ว่าลักษณะตรงนั้นเป็นอย่างนั้น จึงนับว่าเป็นลักษณะผู้มีบุญ พึงเห็นได้ว่าต้องเป็นลักษณะอันอาจมีได้โดยธรรมดามนุษย์ไม่เลือกหน้า แต่คนโดยมากมีต้องตามตำราแต่บางอย่าง ต่อมีต้องตำราพร้อมทุกอย่างในตัวผู้ใด จึงนับว่าผู้นั้นเป็น “มหาบุรุษ” ตำรามหาปุริสลักขณะคัมภีร์เดิมคงเป็นเช่นว่ามา แต่มหาปุริสลักขณะที่พรรณนาในหนังสือปฐมสมโพธิ ยกศัพท์บาลีตั้งหน่อยหนึ่ง แล้วแปลเป็น
ภาษาไทยเลื่อนเปื้อนไป โดยประสงค์จะให้พระพุทธเจ้าวิเศษผิดกับสามัญมนุษย์ จนพระลักษณะของพระพุทธเจ้าที่พรรณนาในมหาปุริสลักขณะ พ้นวิสัยซึ่งจะเป็นได้โดยธรรมดาแทบทุกอย่าง อ่านแล้วก็นึกขัน ด้วยเหตุว่าถ้าพระพุทธเจ้าทรงพระลักษณะอย่างพรรณนานั้น เห็นจะปรกเปลี้ยไม่อาจเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ได้ หรือเสด็จออกได้เมื่อตรัสรู้แล้วก็จะเที่ยวสั่งสอนพระศาสนาได้โดยยาก เพราะคนคงจะตื่นเต้นพากันมาดูพระรูปยิ่งกว่าฟังพระธรรมเทศนา
(๖) คติที่เรียกว่า ธรณีสาร นั้น หม่อมฉันพิจารณาดูเห็นว่าประกอบด้วยเหตุและผลเนื่องกัน เหตุนั้นถ้าว่าโดยเนื้อความก็คือ การอันใดที่ทำก็ดี การอันใดที่เกิดขึ้นก็ดี อันผู้​ประสบต้องเสี่ยงภัย เรียกว่า ธรณีสาร ต้องระวังอย่าให้ประสบ หรือถ้าประสบแล้วก็ต้องหาอุบายแก้ไขให้พ้นภัย กรณีอันใดที่นับว่าเป็นธรณีสารแล้วแต่จะบัญญัติกันตามท้องถิ่น จึงมีมากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วน วิธีที่แก้ก็มีมากหลายอย่างดุจกัน ถ้าว่าโดยเนื้อความอย่างสั้นๆ ก็คือเกรงภัยเป็นเหตุ แก้วิตกเป็นผล เท่านั้นเอง
สนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๖/๘๖
(๗) ศพกรมหมื่นเทววงศ์ฯ นั้น ทราบว่าประกอบลองมณฑปตั้งฐานแว่นฟ้าชั้นเดียว จึงไม่ต้องเจาะเพดาน พิกลเหมือนครั้งพระศพสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์ ฯ ยังมีลำบากต่อไปอีก ด้วยเจ้าภาพหมายจะเผาที่เมรุในสุสานหลวง ณ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งสร้างเมื่อครั้งเผาศพเจ้าพระยาพิชเยนทร แต่ไปขออนุญาตช้าไป เขารื้อเมรุนั้นเสียมุขหนึ่งแล้ว ได้ยินว่าจะต้องออกเงิน ๒๐๐๐ บาทให้กลับทำขึ้นดังเก่า
(๘) ฟังข่าวได้ยินว่าเมืองต่างๆ ในแดนพม่า ถูกทิ้งลูกบอมบ์มาก แต่พิเคราะห์ดูผู้ทิ้งก็เห็นจะไม่ปรารถนาทิ้งที่พระเจดีย์ เพราะที่จริงพระเจดีย์มีคุณสำหรับคนขับเครื่องบิน​สังเกตด้วยเสียอีก เพราะฉะนั้นในเมืองเราจึงถึงให้พระปฐมเจดีย์ครองจีวร ที่เมืองพม่าก็คงเป็นเช่นนั้น ถ้าทิ้งบอมบ์ที่พระเกศธาตุก็น่าจะเป็นเพราะพวกข้างนี้ตั้งปืนยิงเครื่องบินที่บนเนินพระเกศธาตุใกล้ๆกับองค์พระเจดีย์ ลูกบอมบ์จึงเลยไปถูกพระ
เจดีย์ ข่าวสงครามที่ประกาศในวิทยุฟังดูนึกน่าอนาถใจ เป็นต้นว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งไปทิ้งบอมบ์ที่ไหนก็ประกาศว่า “ทิ้งได้ผลดีมาก” อีกฝ่ายหนึ่งก็ประกาศว่า พวกโน้นแกล้งทิ้งบอมบ์ฆ่าราษฎรล้มตายเสียเป็นอันมาก ที่จริงก็ทำอย่างเดียวกันทั้งสองฝ่าย ที่โฆษณาว่าฝ่ายโน้นทำลายพระเจดีย์ จะเป็นด้วยเห็นแก่พระเจดีย์ก็หาไม่ ที่จริงประกาศเพื่อจะยุพวกพลเมืองให้เคียดแค้นฝ่ายโน้นเท่านั้น ว่าโดยย่อเดี๋ยวนี้ความสัจจธรรมกลายเป็นสินค้าไปเสียแล้ว จึงเป็นอาจินตัย.
บรรเลง
(๙) ในจดหมายฉบับันี้จะทูลเล่าเรื่องไปวัดต่างๆ ตั้งแต่หม่อมฉันกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ได้ไปวัดพระแก้วก่อนแห่งอื่น ดูเหมือนจะได้ทูลไปแล้ว ต่อนั้นได้ไปบูชาพระชินสีห์ที่วัดบวรนิเวศ ไปครั้งแรกสมเด็จพระวชิรญาณไม่อยู่ ไปครั้งที่ ๒ จึงพบ ได้นั่งสนทนากันที่ลานข้างพระอุโบสถ ท่านบ่นว่าไม่ใคร่สบายด้วยเส้นประสาทกำเริบ ดูก็ไม่แจ่มใสจริงดังว่า มาทราบ​ภายหลังว่าพวกอุบาสิกาต้องช่วยกันหายาให้ฉัน ต่อไปบูชาพระชินราชที่วัดเบญจมบพิตร ประจวบเวลาพระกำลังลงโบสถ์ทำวัตรเวลาเย็น
หม่อมฉันขอให้พระพรหมมุนีทำวัตรเสียให้เสร็จก่อนจึงจะบูชา เพราะไม่ได้ฟังพระทำวัตรมาช้านานแล้ว สวดทำวัตรเป็นตามแบบและทำนองอย่างธรรมยุติ แต่สังเกตทำนองไม่สู้ชัด ทำวัตรแล้วสวดสาธยายปริตรตามทำนองมหานิกายอีกหน่อยหนึ่งจึงเสร็จ เมื่อเสร็จทำวัตรแล้วท่านให้พระสงฆ์หันหน้ามาทางหม่อมฉัน ขอสวดให้พรด้วยคาถา โส อตฺถลทฺโธ กับ ภวตุ สพฺพมงฺคลํ แล้วหม่อมฉันจึงออกเดินชมพระพุทธรูปตามพระระเบียง สังเกตเห็นที่ในโบสถ์มีพระพุทธรูปปางสมาธิหล่อใหม่ด้วยทองสัมฤ
ทธิ ขนาดหน้าตักศอกหนึ่ง ตั้งอยู่นอกรั้วข้างหน้าบันได ถามก็ได้ความดังคาด ว่าพระยาพหลฯ หล่อถวายเป็นอนุสรณ์ในการที่บวช ต่อมาอีกวันหนึ่งหม่อมฉันไปบูชาพระพุทธสิหิงค์ที่วัดพระศรีมหาธาตุ เห็นพระเจดีย์ห่มจีวรทางมะพร้าวไม่ได้เข้าไปพิจารณาดูใกล้ๆ ตรงไปพระอุโบสถ ดูแล้วนึกว่าลักษณะที่วัดนั้นดูเป็น ๓ อย่าง คือทำอย่างประณีตอย่าง ๑ ทำให้แล้วอย่าง ๑ และทำพอได้บุญอย่าง ๑ วัดพระศรีมหาธาตุเป็นอย่าง “ทำให้แล้ว” ไม่มีอะไรงามประณีตน่าชม แต่ก็ทำมั่นคงดีอยู่ วัน
นั้นสมเด็จ​พระมหาวีรวงศ์อาพาธเท้าบวมเดินไม่ได้ หม่อมฉันจึงละเมิดหมอปีนบันไดขึ้นไปหา สนทนากันตามเคยคุ้นกับท่านมาแต่ก่อน ถามท่านถึงพระธรรมยุติกับพระมหานิกายที่มาอยู่ด้วยกันในวัดนั้น สวดมนต์ไหว้พระด้วยกันอย่างไร ท่านบอกว่าใช้แบบและทำนองอย่างธรรมยุติเหมือนกันทุกอย่าง ถามวัตรปฏิบัติเช่นแสดงอาบัติเป็นต้น ผิดกันอย่างไร ท่านบอกว่าใช้อย่างธรรมยุติหมือนกันหมด หม่อมฉันว่าถ้าเช่นนั้นก็ผิดกันเพียงพระองค์ใดบวชในคณะปรกสงฆ์ธรรมยุติก็เป็นธรรมยุติ พระองค์ใด
บวชในคณะปรกมหานิกาย หรือในคณะปรกสงฆ์สองนิกายปนกันก็นับว่าเป็นมหานิกาย นอกจากนั้นเหมือนกันหมด ท่านก็รับว่าเป็นเช่นนั้น ถามว่าการเลือกหาพระมาอยู่วัดศรีมหาธาตุนั้นใช้วิธีเลือกอย่างไร ท่านบอกว่าเมื่อพระขาดจำนวนลง ถ้าขาดมหานิกาย เจ้ากระทรวงก็บอกพระเถระมหานิกายให้หาพระส่งมา ถ้าขาดธรรมยุติก็ให้พระเถระธรรมยุติเลือกหามา แต่พระที่เลือกหามาล้วนเป็นเปรียญทั้งนั้น อีกวันหนึ่งหม่อมฉันไปบูชาพระมหาธาตุที่วัดมหาธาตุ สมเด็จพระวันรัตนอาพาธให้พระ
ธรรมไตรโลกมารับแทน ท่านให้จัดที่บูชาและทอดอาสนะไว้คอยรับทั้งที่ในพระมณฑปและพระอุโบสถ ที่ในพระอุโบสถแปลกตาที่ตั้งรูป​สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนไว้ตรงหน้าเสาต่อฐานชุกชีออกมาทางข้างขวาตั้งรูปสมเด็จพระวันรัตน (ฑิต) ไว้ทางข้างซ้ายเป็นคู่กัน หม่อมฉันได้บูชารูปสมเด็จพระวันรัตน (ฑิต) ด้วย แล้วเดินเลยไปเยี่ยมสมเด็จพระวันรัตนถึงกุฏิ เดี๋ยวนี้ท่านย้ายมาอยู่ในบริเวณตำหนักสมเด็จพระสังฆราช แต่ปลูกกุฏิอย่างย่อมๆ อยู่หลัง ๑ มีกุฏิดุเหมือนจะเป็นที่รับแขกต่อมาอีก
หลัง ๑ แต่หม่อมฉันนิมนต์ท่านลง มานั่งสนทนากันที่ชาลาหน้ากุฏิ อาการที่อาพาธนั้นท่านบอกว่า หมอเขาได้ฉายเอ๊กซเรย์ตรวจว่าบวมที่ขั้วปอดหน่อยหนึ่ง เห็นจะมิใช่วัณโรค อีกวันหนึ่งหม่อมฉันไปบูชาสมเด็จพระสังฆราชเจ้าที่วัดราชบพิธ พระธรรมปาโมกข์กับพระราชาคณะวัดนั้นจัดที่บูชาไว้คอยรับ มีที่บูชา ๒ แห่ง คือพระรูปสมเด็จพระสังฆราช หล่อปิดทองตั้งไว้ในซุ้มคูหาพระเจดีย์ทางด้านตะวันตก กับพระปรางค์บรรจุพระอังคารอยู่ชาลาลานวัดทางตะวันตกเฉียงใต้ มีตึก ๒ ชั้นเป็นโรงเรียน
สร้างขึ้นใหม่เป็นอนุสรณ์สมเด็จพระสังฆราช ๖ หลัง สร้างเป็นระยะกัน ริมกำแพงวัดทางด้านตะวันตก ด้านเหนือ และด้านตะวันออก ทำแบบไทยหลังคามุงกระเบื้องสี ทั้งรูปและขนาดเข้ากับพระอุโบสถวิหารดีไม่น่าเกลียด การรักษาวัดราชบพิธสะอาดสะอ้านน่าชม ต้นไม้ดัดไม่มีที่อื่นสู้​นานแล้ว เมื่อขากลับเดินผ่านมาทางสุสานก็เห็นรักษาดี ที่ถูกตัดถนนรุกเข้ามาก็ไม่ทำให้เสียโฉม แม้หม่อมฉันก็แทบสังเกตไม่ได้ว่าผิดกับเดิมอย่างใด ได้ถวายอนุโมทนาการรักษาแก่พระธรรมปาโมกข์ ต่อมาอีกวัน
หนึ่งหม่อมฉันขึ้นไปดูถนนที่ตัดใหม่ ไปถึงปากเกร็ด ปลายถนนไปตกลำแม่น้ำที่วัดบ่อ ในระหว่างปากเกร็ดกับบางพูด หม่อมฉันไปนั่งอยู่ที่ศาลาน้ำหน้าวัด ถามเด็กมันบอกว่าวัดนั้นมีพระครู จึงวานมันขึ้นไปนิมนต์พระครูว่าเจ้าท่านอยากจะพบ พระครูนันทมุนีก็ลงมา เผอิญแกเคยรู้จักหม่อมฉันก็เลยนั่งสนทนากัน หม่อมฉันถามถึงพระมอญที่เคยคุ้นกัน ได้ความว่ามรณภาพไปเสียแล้วเกือบหมด เดี๋ยวนี้พระราชาคณะมอญมีแต่พระคุณวงศาจารย์อยู่วัดปรมัยยิกาวาสองค์ ๑ กับพระธรรมวิสารทอยู่ที่วัด
สนาม หรือวัดอะไรที่ปากเกร็ดอีกองค์ ๑ เท่านั้น ก็ออกอนาถใจ ท่านบอกต่อไปว่าเดี๋ยวนี้พวกมอญมีน้อยลงกว่าแต่ก่อน พระตามวัดเป็นไทยปนกันกับมอญ ถามถึงทำนองสวดมนต์ ตอบว่าแล้วแต่ผู้นิมนต์จะให้สวดทำนองอย่างไหน หม่อมฉันจึงเลยสั่งไปให้บอกพระคุณวงศ ว่าทำนองสวดอย่างมอญนั้นไพเราะนัก ขอให้สั่งพระให้ซักซ้อมไว้อย่าให้สูญเสีย ที่หม่อมฉันได้ไปบูชาพระตามวัดเป็นกุศลกรรมอยู่บ้างขอถวายพระกุศลให้ทรงอนุโมทนา
​(๑๐) มีเรื่องเกร็ดคิดจะทูลมานานแล้วแต่ลืมไปเสีย เพิ่งนึกขึ้นได้คือเด็กหญิงสิงห์โตที่เมืองชล พาลูกหญิงมาหาหม่อมฉันวันหนึ่ง ดูเห็นหมดจดแจ่มใสน่าปรานีทั้งแม่และลูก หม่อมฉันว่าชื่อสิงห์โตนั้นดูเป็นชื่อผู้ชาย เห็นจะต้องเปลี่ยนดอกกระมัง แต่เปลี่ยนก็ไม่จำต้องทิ้งคำสิงห์โต ถ้าเอาคำใดคำหนึ่ง คือ แม่ ป้า ย่า ยาย ใน ๔ คำนี้เพิ่มเข้าข้างหน้า ก็จะเห็นชัดว่าเป็นชื่อผู้หญิง เด็กสิงหืโตบอกว่าถูกเจ้าหน้าที่เขาทักแล้วว่า ชื่อเป็นผู้ชายไม่ถูกแบบ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นอะไรหม่อมฉันก็ลืมไปเสียแล้ว
(๑๑) มีของประหลาดที่อยากให้ท่านทอดพระเนตร ๒ สิ่ง คือพระอุโบสถวัดพระเชตุพน ครองจีวรทางมะพร้าวสิ่ง ๑ ดูแปลกตานัก กับต้นชมพู่สำลีที่วังวรดิศ ซึ่งจะเชิญเสด็จทอดพระเนตรเมื่อเสด็จมาในวันที่ ๘ นี้ ปีนี้ออกลูก ๓ ครั้งแล้ว ครั้งที่ ๓ ซึ่งกำลังออกอยู่เดี๋ยวนี้ตกอย่างไม่เคยคิดเคยเห็นว่าจะเป็นไดถึงปานนั้น ดูประหลาดจริงๆ
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
ที่ ๑๐/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑) อ่านหนังสือพิมพ์พบเขาลงว่า สมเด็จพระพันวัสสาจะทรงทำบุญ ๗ วัน ให้หญิงพิจิตร วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ สวดมนต์และมีเทศน์ วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ เลี้ยงพระนั้นไม่ประหลาดใจ ด้วยได้นึกไว้แล้ว
​๒) วิธีแก้อ้วนด้วยเอาตัวหมกทรายนั้นหายไป ทีจะไม่เป็นผลสมปรารถนา เคยเห็นในหนังสือพิมพ์ “ปั๊ก” แต่ก่อนผู้หญิงอ้วนเอาตัวหมกทราย แล้วชั่งตัวกลับมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีกเลยนั่งร้องไห้
๓) ชื่อต้นไม้นั้นกำมะลอเต็มที เช่น “ชงโค โยทกา มหาหงษ์” เป็นต้น ดูเป็นสำหรับแต่งในโคลงกลอน หรือจะใส่กับต้นอะไรซึ่งขาดชื่ออยู่ก็ได้ เกล้ากระหม่อมเคยไปหาไม้พลองที่โคราชทีหนึ่งแล้ว วางกันชุลมุน ทีหลังจึงทราบว่าทางตะวันตกไม่ใช่ทางโคราช ที่จริงควรจะรู้ ด้วยตำราหมอนั้นต้องเรียนให้รู้ว่าเป็นตำราทางไหน เพราะชื่อต้นไม้ต่างกัน ยังมีคนไปหาไม้แก้วทางโคราชอีกเมื่อเล่นไม้เท้าไม้แก้วกัน ถูกขี้ไม้อ่อนๆ ว่าเป็นไม้แก้ว นั่นก็เพราะไปหาผิดทางเช่นเดียวกัน
๔) คนไทยเราเห็นเก่งพิลึก ลางคนเมื่ออยู่ประเทศไหนก็มักจะพยายามเขียนชื่อของตัว ให้เป็นภาษาของประเทศที่ตนอยู่นั้น แม้ไม่ได้ไปต่างประเทศก็เป็นภาษามคธสังสกฤต เช่น “ทัด” ก็เป็น “ทัศน์” และ “ใย” ก็เป็น “ไญย” (เญยย) เข้าใจว่าดีขึ้น อ่าน
หนังสือเห็นเปลี่ยนชื่อกันเป็นจ้าละหวั่น เปลี่ยนทำไม ได้ถามแม่โตบอกว่าชื่อไม่เป็น​ทหารก็เปลี่ยนให้เป็นทหาร บังเอิญที่เห็นคนเปลี่ยนชื่อในหนังสือพิมพ์ก็เป็นทหารด้วย เห็นเหตุพอไปได้จึ่งนิ่ง แล้วทีหลังเห็นคนไม่ได้เป็นทหารก็เปลี่ยนจึงถามหญิงอามว่าเปลี่ยนทำไม แกบอกว่าชื่อเก่าไม่เพราะก็ต้องนิ่งอีก เห็นเป็นธรรมดา
๕) การเผาศพ แต่แรกเลือกเอาวันคู่วันคี่ เดี๋ยวนี้เลือกเอาวันอาทิตย์ก็เปลี่ยนไปได้ไม่ขัดข้องเลย
รายการ
๖) เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนก่อน ได้รับใบดำของพระครูสุนทรวิลาศเข้าใจว่าเป็นหัวหน้าเจ้าภาพ บอกจะทำบุญให้พระสุเมธมุนีวันที่ ๑๓ มีนาคม และวันที่ ๑๔ มีนาคม ชักศพไปเผาที่วัดมกุฎกษัตริย์ แปลว่าพระสุเมธมุนีถึงมรณภาพแล้ว ออกเสียดายด้วยได้คุ้นเคยแก่ท่านมาก แต่ท่านก็แก่มากแล้ว
จะกราบทูลถามเพื่อรู้ด้วยยังไม่รู้ ว่าพระสุเมธมุนีซึ่งเรียกกันว่า “มหาลับ” นั้น เป็นเปรียญในวัดชนะสงครามหรือมาแต่อื่น
๗) เมื่อวันที่ ๖ นี้ มีหมายสำนักพระราชวังมาสองฉบับ บอกกำหนดให้ชายงั่วกับหญิงกุมารีเข้าไปเฝ้าในวันที่ ๙ ​และบอกเลื่อนวันทรงแต่งงานชายสุวินิต กิติยากร กับพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ซึ่งบอกมาก่อนว่าวันที่ ๙ เป็นวันที่ ๑๕
เมื่อวันที่ ๖ นั้นเอง (ตอนค่ำ) ชายงั่วมาถามถึงเขาจะให้ผู้ใหญ่ในสกุลกำกับไปด้วย จึงบอกว่าหมายนั้นได้รับ แต่เขาไม่ได้พูดถึงผู้ใหญ่ รุ่งขึ้นก็หยิบหมายให้ชายงั่วดู แล้วแกเอาฉบับที่แกได้รับมาให้ก็มีจริง แต่ไม่เข้าใจว่าอะไร ครั้นไปถึงวังวรดิศพบชายไส จึงสั่งให้เข้าไป ก็พอดีกันกับที่ตรัสสั่งหญิงจงให้เข้าไป แต่ที่แท้สั่งก่อน
ได้ถามชายงั่วบอกว่าพระราชทานน้ำสังข์อย่างทรงแต่งงานก็เข้าใจเหตุ ว่าเหตุใดเขาจึงให้มีผู้ใหญ่กำกับเข้าไปด้วย
ย้อนหลัง
๘) วันที่ ๖ นั้นได้ไปดูวัดใหม่ซี่งเรียกว่า “สุคันธาราม” ด้วยสำคัญว่าเป็นวัดตั้งใหม่ แต่เตะผิดไปถนัดเป็นวัดเก่า เดิมชื่อวัด “พิกุลทอง” เวลานี้การให้ชื่อใหม่นั้นเป็น “แฟแช่น” อ่านหนังสือพิมพ์เขาเรียก “แฟแช่น” ว่า “สมัย” ดูก็ดีอยู่ ด้วยพ้นจากคำฝรั่ง เขาจัดเป็นสาม ว่า “นำสมัย” “ตามสมัย” “ล้าสมัย” เขาว่า “ตามสมัย” เป็นดี เขาว่านำสมัยใกล้อันตราย ล้าสมัยก็เป็นลูกตุ้ม
​สนองลายพระหัตถ์
๙) เมื่อวันที่ ๗ นี้ได้รับลายพระหัตถ์เวร ที่ ๕/๘๖ กับสำเนาลายพระหัตถ์เวร ที่ ๔/๘๖ ด้วยทรงสงสัยว่าลายพระหัตถ์ฉบับนั้นจะหาย เป็นด้วยหนังสือ ที่ ๗/๘๖ ทางเกล้ากระหม่อมไม่ได้ทรงรับ ทำให้เข้าพระทัยว่าลายพระหัตถ์เวรฉบับนั้นหายแต่ที่จริงไม่หาย ได้กราบทูลสนองเรื่อง “ผี” เป็นการสนองลายพระหัตถ์มาในหนังสือฉบับนั้นด้วย แต่เมื่อไม่ได้ทรงรับฉบับที่ ๗/๘๖ เรื่อง “ผี” จึงพลอยหายไปด้วย ได้หยิบร่างให้หญิงอามแล้ว
๑๐) รัศมีพระเจ้าซึ่งทางอินเดียเขาทำเป็นแผ่นนั้น เขาเรียก “ประภามณฑล” เคยเรียกตามเขาด้วย รัศมีอย่างที่เป็นดวงไฟไม่ใช่มีแต่ไทยจริง รัศมีอย่างที่เกลี้ยงกลมอยู่หน้า “เกตุมาลา” ก็เคยเห็น แต่ที่ทำเป็นใบปรือซึ่งตรัสว่าอยู่ในพิพิธภัณฑสถานนั้นไม่ได้สังเกต
พระพุทธรูปยกพระหัตถ์ซ้ายเราเรียกว่า “ห้ามญาติ” ยกพระหัตถ์ขวาเรียกว่า “ห้ามแก่นจันทน์” ยกพระหัตถ์สองข้างเรียกว่า “ห้ามสมุทร” จำได้ว่า “ห้ามแก่นจันทน์” ยกพระหัตถ์ขวานั้น ก็ที่พระประจำพระชนมวารของพระบาทสมเด็จ​พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเช่นนั้น ด้วยตรัสว่านอนนั้นดูขี้เกียจนัก พระนอนนั้นเป็นอย่างเก่า ทำไมถึงเปลี่ยน เห็นเขาเอามาตั้งก็เข้าใจ แปลว่าแลไม่เห็นเพราะต่ำนักจึงต้องเปลี่ยน
๑๑) พราหมณ์ถวายอุหลุบนั้น เดี๋ยวนี้เป็นอย่างเก่า ก่อนนี้เป็นอย่างใหม่ แต่จะเป็นคำของใครไม่ทราบ สังเกตว่าคำเหมือนเก่าแต่เลิกทำนองเพราะจะให้คำชัด เหตุนั้นทำให้อดอยู่ไม่ได้ต้องมีหนังสือไป
๑๒) หมายกรมวังนั้นยังกราบทูลไม่ถูกได้ จะไว้กราบทูลทีหลัง
๑๓) อาการตายของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์นั้นทรงทราบมาละเอียดมาก เกล้ากระหม่อมทราบแต่เพียงว่าหัวใจหยุดเท่านั้น ยาฝรั่งถ้ามากเกินที่แล้วตายทุกอย่าง
๑๔) ว่าด้วยทำพระโตไปแล้วลดเล็กลงเพราะปราชญ์ทางธรรมยุตินั้นถูกตามที่ตรัสทุกอย่างแล้ว และยังทำให้รู้ขึ้นได้อีกว่าพระประธานใหม่ๆ เป็นขนาดที่ปราชญ์ทางธรรมยุติคิดลดลงแล้ว
คำ “มหาบุรุษ” เดี๋ยวนี้เขาเอาเข้าคู่กับ “โปลิติคัลแมน” ถ้าจะแปลคำ “มหาบุรุษ” ก็แปลว่าคนโตเท่านั้น
​นิ้วพระหัตถ์สี่นิ้วยาวเท่ากันนั้น เข้าใจว่าเกิดขึ้นในยุคทำ พระชินราช พระชินสีห์ พระศาสดา ทีหลังก็แก้พระเก่าเข้ามา คิดว่าแต่ก่อนไม่มี
๑๕) ต้องธรณีสารนั้นเกล้ากระหม่อมคิดสั้นไป คือคิดแต่วิธีที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ที่ตรัสนั้นตรัสถึงวิธีที่ทำกันอยู่ในโลก เป็นการกว้างกว่า ฝ่าพระบาทตรัสชอบ
๑๖) พระศพกรมหมื่นเทววงศ์นั้นตั้งแว่นฟ้าชั้นเดียวจริง ที่เกล้ากระหม่อมกราบทูลว่าสองชั้นนั้นกราบทูลผิด
การออกเงิน ๒,๐๐๐ บาทนั้นเห็นจะตกลง ด้วยพันธุ์ทิพยบอกว่าจะเผา วันที่ ๗ เมษายน ที่เมรุวัดเทพศิรินทร์
๑๗) ว่าถึงการทิ้งลูกระเบิด ผู้ทิ้งก็ว่าดี ผู้ถูกก็ว่าเลว จะเอาแน่อะไรนั้นไม่ได้
๑๘) ในการที่เสด็จไปวัดต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่น่าฟัง จะทักเล็กน้อยว่าโบสถ์วัดศรีมหาธาตุนั้นทำเอาอย่างโบสถ์วัดเบญจมบพิตร ตั้งรูปสมเด็จพระสังฆราช “ไก่เถื่อน” และตั้งรูปสมเด็จพระวันรัตน์ (ทิต) นั้นเอาอย่างวัดบวรนิเวศ วัดราชบพิธนั้นไม่ได้เอาอย่างใคร ที่ตรัสชมพระธรรมปาโมกข์ถึงการรักษานั้นสมควรแล้ว จะย้อนพูดถึงวัดมหาธาตุ สมเด็จ​พระวันรัตน์ (เฮง) ท่านเข้าไปอยู่ในหมู่ตำหนักสมเด็จพระสังฆราชนานมาแล้ว ถนนปากเกร็ด เกล้ากระหม่อมแพ้ ไม่เคยไป
ตามที่ตรัสแผ่พระกุศลในการเสด็จไปวัดให้แก่เกล้ากระหม่อมนั้นเป็นพระเดชพระคุณอย่างล้นพ้น เกล้ากระหม่อมโมทนาในพระกุศลอันได้ทรงปฏิบัติไปนั้นเป็นอย่างยิ่ง
๑๙) เรื่องเด็กสิงห์โตนั้นได้ถามแม่โตแล้วว่าเปลี่ยนเป็นชื่ออะไร แม่โตบอกว่าเปลี่ยนเป็นชื่อ “เรณู” แม่โตแกพูดว่าเปลี่ยนชื่อนั้นกลัวเขาจะไม่รู้จัก ชายวรรณไวทยากรก็คิดจะเปลี่ยนชื่อหม่อมของเธอ กรมหมื่นเทววงศ์จะมารีดเอาแก่เกล้ากระหม่อมให้ได้ว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไร เกล้ากระหม่อมต้องบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง
๒๐) เมื่อกลับจากวังวรดิศในวันที่ ๘ ได้เลยไปดูโบสถ์วัดพระเชตุพนตามพระประสงค์ เห็นหลังคาโบสถ์คลุมด้วยทางมะพร้าว แต่วิหารทิศกับพระระเบียงทิ้งไว้เฉยๆ แปลว่าถูกลูกแตกก็ได้ไม่สำคัญ แล้วอ้อมไปริมกำแพงเมืองทางตะวันตก เห็นตึกหลังหนึ่งมีทางมะพร้าวตอกไว้ที่ผนังตึกสักห้าหกใบ แม่โตบอกว่าตึกกระทรวงพาณิชย์
​๒๑) ต้นชมพู่สำลีนั้นได้ดูแล้ว ที่ออกถึงสามคราวทีจะเป็นด้วยน้ำท่วม นำปุ๋ยมาให้.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
ที่ ๑๑/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑) เมื่อวันที่ ๑๐ หญิงอามเอากลักยามาให้ บอกว่าเด็จลุงฝากมาประทาน ได้ซักว่าขึ้นไปเฝ้าหรือก็บอกว่าได้ขึ้นไป เป็นพระเดชพระคุณอย่างยิ่งที่ฝากมาประทาน คิดจะลองแต่กระดาษมวนอยู่เสียที่เรือนเก่า รุ่งขึ้นไปเรือนเก่าก็ลืมหยิบ อ่านหนังสือพิมพ์เห็นแล้วว่าเขาขาย แต่ไม่ต้องการยาก็เลยไม่ได้เห็นกลัก ที่กลักมีทั้งรูป “โกยา
เหล็ก” และ “โกษาปาน” ต่างมีหนวดทั้งสองรูป รูป “โกษาเหล็ก” นั้นมีหนวดโง้งทีเดียว หัวสวมมาลา แต่ “โกษาปาน” นั้นหนวดน้อย หัว​สวมอะไรก็ไม่ทราบ ตัวจริงไม่มีในโลกนี้ ในโลกหน้าจะมีหรือไม่ก็ยังไม่เคยไป แปลว่าช่างเขียนไม่รู้ว่าเวลาโน้นใครไว้หนวดเคราแล้วเสียคน รูป “โกษาปาน” ก็มีดื่น แต่ไม่มีหนวดมีเคราเลย นี่และจึ่งว่าเขียนรูปพงศาวดารนั้นยากนัก
จะว่าถึงรูปเก่า พระรามพระลักษณ์ และลิงทุกตัว ล้วนไม่มีเสื้อทั้งนั้น แต่ยักษ์ทุกตัวมีเสื้อทั้งนั้น ก็ถ้าจะเขียนทศกัณฐ์นั่งเมือง จะเขียนเนื้อเถะจะเป็นอย่างไร ที่แท้เวลารบกับไม่รบควรจะผิดกัน เวลารบควรจะสวมเสื้อ (คือเสื้อเกราะ) เวลาไม่รบควรจะเป็นเนื้อ ทั้งนี้ควรจะเหมือนกันทั้งยักษ์และมนุษย์ มีช่างเขียนติว่า “ทศกัณฐ์ (นั่งเมือง) ไม่แรง (แข็งแรง)” กรมหมื่นวรวัฒน์พูดว่า “นั่งอยู่ในบ้านของตัวก็จะให้โกรธด้วยหรือ” เกล้ากระหม่อมให้นึกชอบใจเสียจริงๆ
เมื่อครั้งพระยาสโมสรกำกับช่างทหาร ก็มาถามการเขียนพงศาวดารครั้งหนึ่ง ว่าพวกพลแต่งตัวอย่างไร รูปครั้งนั้นเป็นเรื่องเก่าแก่เต็มทีด้วย เป็นรูปคราวตีเมืองละแวกทิ้งไฟถูกหม้อดิน เกล้ากระหม่อมก็จำนนบอกไม่ได้ แต่ได้ช่วยค้นในกฎมนเทียรบาล ก็มีพูดแต่ถึงเสื้อพระราชทาน ทีเป็นเสื้อครุย ไม่กล่าวถึงพวกพล
​๒) อ่านหนังสือพิมพ์พบการเปลี่ยนชื่ออยู่เนืองๆ เมื่อสี่ห้าวันนี้อ่านพบเปลี่ยนชื่อ “บุญชู” เป็น “ชีวิต” ทำให้คิดถึงฝ่าพระบาทเหลือเกิน “ชีวิต” เป็นคำต้องสมัย
๓) อ่านหนังสือพิมพ์พบเขาพูดถึงเรื่องกาแฟ เขาว่าจะว่าเป็นของดีหรือไม่ดีก็ไม่ทราบ คิดดูก็ทีจะเป็นของไม่ดี เพราะกล่าวโทษกันว่ากินแล้วนอนไม่หลับเป็นต้น พระยาชลยุทธเป็นผู้ที่กินมากที่สุด เกล้ากระหม่อมได้ถามว่านอนหลับหรือ ก็บอกว่านอนหลับดีทีเดียว ตรงข้ามกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านไม่ฉันน้ำชา ท่านว่ากินเข้าไปแล้วนอนไม่หลับ เกล้ากระหม่อมเห็นว่าไม่ใช่อะไร เป็นที่เคยเท่านั้นเอง
๔) ตาข้างซ้ายของเกล้ากระหม่อมเจ็บไป แต่ไม่มากถึงเป็นเหตุให้ต้องนอนหลับตา ดั่งได้ทอดพระเนตรเห็นเมื่อวันที่ ๑๕ หรือไม่ได้ทรงสังเกตก็ไม่ทราบ เมื่อวันที่ ๑๔ นี้หญิงบุญก็มาหาแม่โต จะตามเอาตัวเกล้ากระหม่อมกับแม่โตไปปูที่นอนให้ชายสุวินิต แต่แม่โตบอกว่าเกล้ากระหม่อมไม่สบายอยู่ก็ลา ว่าจะให้ชายวิมกับหญิงแห้วปู แม่โตก็ว่าดีแล้ว
วันนี้พระปลัดสุขก็มีหนังสือมาบอกให้ไปเผาศพพระสุเมธมุนี ที่วัดมกุฎกษัตริย์ เกล้ากระหม่อมได้มีหนังสือตอบว่าไปไม่ได้ เพราะเจ็บตาอยู่ จะให้ลูกไปแทนตัว ได้ใช้ชายงั่วไป
​๕) ตามหนังสือแต่งในกาลก่อนแล้วเอามาเทียบกับกาลนี้นั้นผิดอย่างที่สุด เพราะคนไม่เหมือนกัน และประเพณีก็ไม่เหมือนกัน.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ดร
ที่ ๖/๘๖
วังวรดิศ
วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖
ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ
ตั้งแต่ได้รับลายพระหัตถ์เวรฉบับที่ ๗/๘๖ มาจากหญิงไอ เข้าลำดับกับลายพระหัตถ์ฉบับอื่นติดต่อกันดี หม่อมฉันจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ทูลสนองลายพระหัตถ์ที่ ๗/๘๖ กับฉบับที่ ๘/๘๖ ด้วยกัน
​ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๗/๘๖
(๑) เรื่องประวัติของหนังสือไทย ถ้าพิจารณาตามรายการที่เกจิอาจารย์แก้ไขกันมาโดยลำดับ คิดจน “หัวผุ” ก็เห็นจะปรับเอาเข้ากันเป็นเรื่องราวให้ติดต่อกันไม่ได้ หม่อมฉันกำลังคิดจะทูลตามหลักเป็นวินิจฉัยอีกทางหนึ่ง แต่ยังจะต้องค้นคิดมากอยู่ ต้องขอประทานผัดไว้ก่อน
(๒) ที่สมเด็จกรมพระสวัสดิ์เคยตรัสว่า “สัปเหร่อ” มาแต่สำเนียงเขมรอ่านคำ “สับปรุส” ว่า “สัปเหร่อ” นั้นดูเข้าทีดี ผู้ตั้งศัพท์แต่เดิมเขาเห็นจะไม่ได้หมายให้น่าเกลียดน่ากลัวอย่างใด ที่เอามาเรียกเป็นชื่อคนทำการศพ น่าจะเป็นความคิดของคนภายหลัง
(๓) การถวายผ้าจำนำวรรษานั้น มีพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนถ้วนถี่พิสดารมาก แต่เป็นเรื่องตำนานที่ทำเป็นการหลวง ว่าทูลกระหม่อมทรงปรารภใคร่จะให้มีการทำบุญ
อุทิศถวายสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อนๆ ที่หน้าพระบรมอัฐิซึ่งบรรจุไว้ ณ วัดประจำรัชกาล จึงโปรดให้จัดการถวายผ้าจำนำวรรษาขึ้น แล้วตรัสชวนพระราช​บุตรและธิดาของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น พร้อมกันไปทำบุญถวายผ้าจำวรรษาในเดือนยี่ปีละครั้ง แต่เมื่อแรกตั้งประเพณีนั้น พระเจ้าลูกเธอรัชกาลที่ ๑ เหลือ
แต่พระองค์เดียวหรือสองพระองค์จึงมิได้ทำที่วัดพระเชตุพน ไปเริ่มที่วัดอรุณและวัดราชโอรส และโปรดให้ทำที่วัดราชประดิษฐ์ด้วย ถึงรัชกาลที่ ๕ จึงโปรดให้ทำเพิ่มขึ้นที่วัดราชบพิธอีกวัดหนึ่ง ในพระราชนิพนธ์ก็ทรงวิตกอยู่แล้วว่า เมื่อพระเจ้าลูกเธอของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์หมดไป การถวายผ้าจำนำวรรษาที่วัดพระบรมอัฐิของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นก็จะต้องเลิก หวังพระราชหฤทัยว่าจะมีได้ยืดยาวแต่วัดราชประดิษฐ์กับวัดราชบพิธ เดี๋ยวนี้ก็เป็นเช่นนั้น
ส่วนอธิบายตามพระบาลี หม่อมฉันเคยอ่านอธิบายของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ว่ามูลของการถวายผ้าจำนำวรรษานั้น เกิดแต่ประเพณีในครั้งพุทธกาล เมื่อถึงฤดูฝนพระสงฆ์ต้องอยู่จำพรรษาในที่แห่งเดียวจนสิ้นฤดูฝน ออกพรรษาแล้วจึงเที่ยวจาริกไป ณ ที่ต่างๆ ตามอัธยาศัย ก็ในสมัยนั้นพระภิกษุยังอัตคัดเครื่องนุ่งห่ม เมื่อจะออกจาริกจึงขวนขวายหาผ้ามาทำจีวร หรือซ่อมแซมจีวรที่มีอยู่สำหรับจะใช้นุ่งห่มในเวลา
เดินทาง พวกทายกจึงพอใจทำบุญด้วยเอาผ้าไปถวายพระเพื่อจะได้ทำจีวร จึงเกิดประเพณีถวายผ้าเมื่อออกพรรษา พระพุทธองค์จึง​ประทานอนุญาตให้กำหนดฤดูถวายผ้าสำหรับทำจีวรเรียกว่า “จีวรกาล” นับแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ไปจนกลางเดือน ๔ การถวายผ้าจำนำวรรษาจึง อยู่ใน “กาลทาน” อันหนึ่ง ถ้าว่าโดยศัพท์ที่เรียกว่า “ผ้าจำนำวรรษา” ก็เห็นจะแปลมาแต่ “วัสสาวาสิกพัตร” นั่นเอง
(๔) พระสุเลเจดีย์ที่เมืองร่างกุ้งนั้นคือ “จุลเจดีย์” ปรับเป็นคู่กับ “มหาเจดีย์” คือเกศธาตุ ถ้าทิ้งบอมบ์เมืองร่างกุ้งถูกพระสุเลเจดีย์ก็ไม่น่าประหลาดใจ ด้วยอยู่กลางใจเมืองและเป็นของขนาดย่อม แม้ผู้ทิ้งบอมบ์ไม่ปรารถนาจะทำลาย ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงด้วยสังเกตยาก ไม่เหมือนกับพระเกศธาตุที่อยู่บนยอดเนินหนึ่งต่างหากห่างจากเมือง ถ้าฝ่ายนี้ไม่ใช้บริเวณพระเกศธาตุเป็นที่รบ ฝ่ายโน้นก็เห็นจะไม่ทิ้งบอมบ์ทำลายพระเกศธาตุ
จะเลยทูลต่อไปถึงได้ยินลือกันว่า จะแต่งเครื่องพรางพระบรมมหาราชวัง หม่อมฉันก็คิดไม่เห็นว่าจะแต่งอย่างไร ด้วยเป็นบริเวณใหญ่โตเต็มลล้างไปด้วยของสูงๆ นึกว่าถ้าอย่าพรางเลยทีเดียวดูเหมือนปลอดภัยยิ่งกว่าพราง
​ทูลสนองลายพระหัตถ์ฉบับที่ ๘/๘๖
(๕) เจ้ากรมร่วมนั้นหม่อมฉันเคยรู้จัก ยังนึกจำหน้าได้ วัดสุคันธารามนั้น เดิมชื่อวัดพิกุลทอง พระยาพิพิธไอสูร (กลิ่น) ปฏิสังขรณ์แล้วจึงเปลี่ยนชื่อเป็นสุคันธาราม
(๖) พิธีมาฆบูชาเดี๋ยวนี้ดูทำเป็นการใหญ่อย่างวิสาขบูชา ได้ยินว่าที่วัดบวรนิเวศถึงมีเดินเทียน ได้ยินว่าแต่ก่อนก็ไม่ได้ทำกัน ทูลกระหม่อมทรงริทำขึ้นจึงมีการพิธีนั้น งานหลวงที่ทำในวัดพระแก้วแต่ก่อนก็เป็นอย่าง “มืด” เต็มที นึกจำได้ว่ามีพระสงฆ์ธรรมยุติสัก ๒๐ รูปทำวัตรสวดมนต์ที่ในพระอุโบสถเหมือนอย่างทำกันทุกวันที่วัด
แล้วมีเทศน์โอวาทปาฏิโมกข์กัณฑ์ ๑ เป็นเสร็จพิธีเพียงเท่านั้น สมเด็จพระมหาสมณะ ฯ เคยตรัสแก่หม่อมฉัน ว่าพิธีมาฆบูชานั้นเป็นพิธีของพระ ไม่เกี่ยวแก่คฤหัสถ์เลย เพราะเทศนาโอวาทปาฏิโมกข์เป็นพุทธภาษิตสอนพระภิกษุ ซึ่งเป็นมิชชันรีเที่ยวสอนพระศาสนาแต่ต้นจนปลาย และมูลเหตุแห่งการพิธีมาฆบูชาก็เกิดแต่พระสงฆ์มาประชุมพร้อมกัน หาได้เกี่ยวแก่คฤหัสถ์ไม่
(๗) พระยาธรรมจรรยานั้นดูยังไม่หลงใหล เป็นแต่เดินเหินอยู่ข้างปลกเปลี้ย ที่แกอุตส่าห์มาหาหม่อมฉันรู้สึกยินดี​ขอบใจมาก พวกญาติเขาบอกว่าพระยาวิสูตรสาครดิฐน้องชายหลงมากกว่าเสียอีก
(๘) ที่ว่าพระมหาเงื่อม พุทธทาสภิกขุ วัดสวนโมกขพลารามเมืองไชยาจะเทศน์ “ในห้องสมุดมหามกุฏราชวิทยาลัย” นั้น อยู่ข้างแปลกมาก คงมิใช่แสดงธรรมิกถาอย่างเทศน์สามัญ หม่อมฉันนึกว่าเห็นจะเป็นพวกท่องเที่ยวเมืองไกล เช่นในอินเดียเป็นต้น ได้รับนิมนต์มาเทศน์เล่าถึงที่ทางได้ไป เมื่อเร็วๆ นี้มีนายทหารคนหนึ่งมาถามหม่อม
ฉันถึงเรื่องไทยอาหมว่า มีพระภิกษุไทยองค์ ๑ ได้ไปเที่ยวถึงเมืองธิเบตและเมืองอัสสัม ได้ไปพบไทยพวกอาหมที่เมืองอัสสัม พูดภาษากันเข้าใจ เห็นจะเป็นพระมหาเงื่อมนั่นเอง เมื่อเขามาถามเผอิญหม่อมฉันมีพจนานุกรมภาษาอาหมเอาออกให้เขาดูก็พอใจ
(๙) การอพยพหนีภัยจากลูกบอมบ์ ดูมันเข้าบทพระบาลีว่า “พหุํเว สรณํ ยนฺติ ฯลฯ มนุสฺสาภยตชฺชิตา” เป็นการทำให้อุ่นใจเป็นสำคัญ มีเรื่องตรงกันข้ามเมื่อสองสามวันมานี้ หม่อมฉันได้ยินเขาเล่าว่า เมื่อไฟไหม้ที่ตรอกพระยาวิสูตรที่ในพระนคร บ้านพระยาวงศาภรณ์ภูสิตอยู่ในหมู่ที่ถูกไฟไหม้ แต่ใครไปชวนหรือไปฉุดให้แกหนีไฟ แกไม่
ยอมไป นั่งกอดพระพุทธรูปที่นับถือองค์ ๑ ว่าจะเป็นอย่างไรก็ให้เป็นไป ​ไฟไหม้ไปถึงรั้วบ้านก็หยุดอยู่เพียงนั้น แต่พระยาโหรานั้นถูกไฟไหม้บ้านเรือนทรัพย์สินหมดเหลือแต่ตัว ต้องไปอาศัยเขาอยู่ที่บริเวณเขาดินในสวนดุสิต หม่อมฉันสงสารให้เอาเงินไปให้ ๒๐ บาท
(๑๐) ตัวอักษร j ไม่มีเสียงในภาษาไทยจะอ่านให้ตรงตามเสียงที่อังกฤษอ่านไว้ จึงต้องใช้เสียงที่คล้ายกัน และเขียนตัวหนังสือไทยตามเสียงที่อ่านนั้น เช่นคนชื่อ John เขียนว่า ยอน ก็มี ชอน ก็มี จอน ก็มี ตามแต่สังเกตของผู้เขียนว่าอย่างไหนจะใกล้กับ John เป็นอย่างยิ่ง เสียงแปลกภาษาอื่นเห็นจะทุกภาษา เช่นเสียง ง ภาษาไทยก็ไม่มี
ในภาษาฝรั่ง ฝรั่งต้องเอาเสียงที่ใกล้เขียนอย่างเดียวกับเราเขียนเสียง j แม้ภาษามคธและสังสกฤตก็มีแต่เสียง ง สะกด คำขึ้นต้นด้วยเสียง ง เช่นเราว่า เงิน งู งาม หามีไม่ คิดต่อไปถึงเสียงที่ใช้ในหนังสือไทยยังยิ่งน่าพิศวง เราเอาแบบอักษรสังสกฤตมาเป็นต้นตำราอักษรไทย ตัว พ เขาอ่านเป็นเสียง บ เรามาอ่านเป็นเสียง พ เช่น
“พุทธ” แล้วคิดตัว บ เพิ่มขึ้นแทนเสียงตัว พ ซึ่งเราอ่านไปเสียงเป็นอย่างอื่น จะเป็นด้วยเหตุใด หม่อมฉันลองนึกดูว่าชะรอยครูเดิมที่เขาพาแบบหนังสือมาจากอินเดีย เขาอ่านสำเนียงอย่างชาวอินเดีย สำเนียงตัว พ จะไม่ตรงกับ บ แท้ทีเดียว ​ชาวประเทศนี้ว่าเสียงเหมือนครูไม่ได้ เพี้ยนเป็น พ เหมือนเช่นอ่านอักษร ค (โค) เพี้ยนเป็น ค (คิด) ก็ขาดเสียง บ ที่จะเขียนภาษาไทยจึงคิดตัว บ เพิ่มขึ้น ที่ว่านี้อย่างนึกขึ้นมาก็ทูลไปพอให้ทรงพิจารณาเล่น
(๑๑) สามโลกนั้น หม่อมฉันเห็นด้วยตามกระแสพระดำริ ว่าเดิมเป็นอธิบายภูมิศาสตร์ หมายความว่า เทวโลก มนุสสโลก และบาดาล ต่างระดับกันเป็น ๓ ชั้น ทีหลังมาพวกสอนศาสนาเอามาใช้เป็นอุปมาเข้าคดีธรรม จึงกลายเป็นสวรรค์ มนุสสโลกและนรก ที่เรียกเป็นชื่อคัมภีร์ไตรภูมิ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
ที่ ๑๒/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
บรรเลง
๑) คำว่า “อุบาย” ทางเราเข้าใจกันเป็นมีโกงอยู่ในนั้น มีคำใช้ในทางราชการอยู่หลายอย่าง เช่น “นโยบาย” เป็นต้น ทำให้นึกหนักใจ แต่เชื่อว่าท่านผู้รู้คงได้ตรวจภาษามคธแล้วเห็นไม่มีโกงอยู่ในนั้นจึงใช้ แต่เมื่อสงสัยใจอยู่ก็ตรวจพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอ ไม่มีโกงอยู่ในนั้นจริง
๒) พระวิมาน ๓ หลังที่วังหน้า องค์ข้างขวาเรียก “วสันตพิมาน” องค์ข้างซ้ายเรียกว่า “วายุสถานอมเรศร” ​จะหมายความถึงฤดูหนาวหรือร้อนอะไรก็ไม่ทราบแน่ เพราะไม่รู้ชื่อองค์กลาง แต่องค์กลางไม่ได้ชื่อ “พรหเมศรธาดา” แน่ ชื่อนั้นคงถูกเปลี่ยนเมื่อ
เอาพระที่นั่งพรหมภักตรขึ้นไปตั้ง พระที่นั่งพรหมภักตรก็ตั้งตุหรัดตุเหร่ไปหลายแห่ง จะเปลี่ยนเมื่อเอาพระบรมอัฐิขึ้นตั้งหรืออย่างไรก็ไม่ทราบแน่ แต่เห็นว่าขนาดชื่อเอาปราสาท ๓ ฤดูขึ้นเป็นที่ตั้งชื่อองค์กลางมาต่อองค์ซ้ายนั้นก็ “ผิดมนุษย์ม้วย” จะต้องเรียงกัน หรือไม่เช่นนั้นก็จะต้ององค์กลางก่อน
๓) ที่ว่ารากแก้วของต้นไม้นั้นก็ผิดอีก ดูต้นไม้ที่บังเอิญล้มลงก็ไม่เห็นมีรากแก้ว แต่มีรากรอบต้นซึ่งผู้รู้เขาว่าดูดอาหารที่ผิวดินก็เห็นด้วยตามที่เขาว่า ที่ว่ารากแก้วนั้นทีจะเห็นเมื่อต้นยังอ่อน อันมีรากใหญ่ตรงลงไป แล้วมีรากเล็กๆ แยกออกตามรากใหญ่อีกที
๔) เขาว่าเกลือก็มีแร่เกลือต่างหากเกิดขึ้นในดินนาเกลือ แล้วแร่เกลือก็จับเอาน้ำเค็มไว้ เชื่อว่าจริง ที่ใกล้ทะเลจึงไม่ทำนาเกลือได้ทุกแห่งไปอย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่งคงจะทรงจำได้ ว่ายายมีเกลือจืด ถือเป็นยาแก้ปลายัก นั่นคือแร่เกลือซึ่งยังไม่ได้ผสมกับน้ำเค็ม
​๕) เมืองพระนิพพาน คือเมืองแก้ว เห็นจะเป็นเมือง “สุขาวดี” ที่กล่าวในทางมหายาน ในทางนั้นมีไหว้พระเจ้าเท่าเม็ดกรวดเม็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรซึมทราบดีทีเดียว เห็นตรงด้วย “สมฺพุทฺเธ” ของเราอันมีจำนวนพระเจ้าตั้ง ๒ ล้าน ๓ ล้านองค์
๖) อสงไขยนั้นฝ่าพระบาทได้ทรงคิดคาดหรือเปล่าว่าจะเป็นจำนวนสักเท่าใด ได้คำนวณแล้ว มีจำนวนผิดหมายไปมาก คือถ้าเขาทรายมาปั้นเท่าลูกโลกอย่างที่ฝรั่งเขาว่า แล้วนับเม็ดทรายก็ยังไม่ได้จำนวนอสงไขย ในตำราก็ว่า “คือเหลือจะนับคณนา” นั่นเป็นความจริง จะไม่มากอย่างไรได้ เพราะตั้งแต่สิบล้านขึ้นไปก็ต้องเพิ่มสูญถึงขั้นละเจ็ดสูญ
๗) เมื่อสองสามวันมานี้อ่านหนังสือพิมพ์ พบข่าวเขาจ่าหน้าว่า “เษกสมรสสองหม่อมเจ้า” แต่รายละเอียดว่าชายงั่วกับหญิงกุมารีเฝ้าถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ที่จริงมีการพระราชทานน้ำสังข์ จัดได้ว่าทรงแต่งพระราชทานด้วย
การไปเที่ยวเมื่อคราวแต่งงาน ฝรั่งเขาเรียกว่า “ฮันนีมูน” แปลกันว่าน้ำผึ้งพระจันทร์ เป็นภาษาไทยที่ไม่ดี และเมื่อเร็วๆ นี้อ่านหนังสือพิมพ์ เห็นเขาเรียก “มธุรมาส” ​ติดจะเข้าทีมาก เพราะ “มาส” เราก็เรียกเดือน เดือนก็คือดวงจันทร์ แต่เห็นจะเกินตัว ร นึกตัวอย่างก็ได้แต่ “มธุปายาส” กับ “มธุรส” ในพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอไม่มีคำ “มธุ” เสียด้วยซ้ำ มีแต่ “มาส” แปลให้ไว้ว่า a month รู้สึกเหมือนเอากำปั้นทุบดินแต่ที่จริงไม่ใช่
รายการ
๘) จะกลับกราบทูลเรื่องหมายสำนักพระราชวังอีก ด้วยความปรากฏในลายพระหัตถ์ว่าไม่ได้ทรงรับ เมื่อเกล้ากระหม่อมได้รับก็ควรจะกราบทูลให้ทรงทราบ แต่ที่จริงควรจะได้ทรงรับเหมือนกัน หากเจ้าพนักงานกรมวังจะทำรู้ไปไม่ได้ เพราะสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ไม่ได้บอกไปก็เป็นได้
ก. เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม มีหมายมาว่าให้ชายงั่วกับหญิงกุมารีเข้าไปเฝ้าในวันที่ ๙ ตามที่ได้กราบทูลมาแล้วเป็นรวมฤกษ์
ข. แต่ก็มีหมายมาอีกฉบับหนึ่งในวันเดียวกัน เป็นเลื่อนวันพระราชทานน้ำสังข์แก่หม่อมเจ้าสุวินิต กิติยากร กับพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา ซึ่งแต่ก่อนมีหมายมาว่าวันที่ ๙ เป็นวันที่ ๑๕ มีนาคม หญิงอามบอกว่าหม่อมเจ้าสุวินิตขาหักในการเล่นปิงปองที่หัวหิน ใครไม่ลาก็ชั่ง ไม่ฟ้อง แต่ก็เหมือนฟ้อง ด้วยออกใบลาคราวใดก็บอกไปที่สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์
​ค. วันที่ ๑๗ มีหมายมาว่าจะเปลื้องเครื่องพระแก้วในวันที่ ๒๑ มีนาคม เวลา ๑๖.๐๐ น.
ฆ. แล้วมีหมายมาอีกในวันที่ ๑๙ มีนาคม บอกเลื่อนเวลาเปลื้องเครื่องพระแก้ว ๑๖.๐๐ น. เป็น ๑๐.๐๐ น.
๙) เจ้าคุณพระประยุรวงศ์ ซึ่งตายเมื่อวันที่ ๒๒ นั้นเป็นการใหญ่ เมื่อวันที่ ๒๓ ได้รับหนังสือถึง ๓ ฉบับ คือ
(๑) ใบดำบอกเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ตาย พร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียน
(๒) หมายสำนักพระราชวัง บอกจะอาบน้ำศพวันที่ ๒๓ มีนาคม เวลา ๑๗.๐๐ น. แต่งปรกติติดตรา
(๓) หนังสือสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ บอกข่าวพิราลัยเช่นเดียวกัน
เวลา ๑๖.๔๐ น. ได้ไปบ้านท่านรดน้ำศพตามประเพณี ส่วนที่ตั้งศพนั้นเป็นตึกหลังคาสูง เห็นตั้งแว่นฟ้าสองชั้นแน่แต่จะประกอบโกศด้วยลองอะไรนั้นไม่เห็น การประกอบโกศก็เป็นไปตามผู้บัญชาการกรมวังในเวลานั้น ไม่ใช่แบบ เกล้ากระหม่อมเคยหลงมาทีหนึ่งแล้ว
​สนองลายพระหัตถ์
๑๐) เมื่อวันที่ ๒๒ ได้รับลายพระหัตถ์เวรที่ ๖/๘๖ ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม จะกราบทูลสนองแต่ลางข้อดั่งต่อไปนี้
๑๑) ตรัสผัดจะค้นคว้าเรื่องหนังสือไทย สมกับคำที่เกล้ากระหม่อมได้พูดกับหญิงกุมารี ว่าอะไรๆ ฝ่าพระบาทก็ทรงสืบสวนทั้งนั้น
“ผัด” กับ “ผลัด” นั้นที่จริงเป็นคนละคำ แต่คนใช้ “ผลัด” เป็นคำเดียวกับ “ผัด” ก็เป็น “สมัย” มีคนคุยโตว่าแก้ได้ จนแต่งกลอนว่า “สักวานายสวัสดิ์ ไปผลัดช้าง” จะแก้ไม่ได้เลย ด้วยการใช้ไม่ได้ใช้เพราะผิดถูก ใช้เพราะเขาใช้กันต่างหาก ถ้าไม่ตามเขาก็ไม่เป็นคน อย่างเดียวกับ “ประณีต” และ “ปราณีต”
๑๒) ผ้า “จำนำวรรษา” ถ้าแปลเอาความก็ว่า “ประจำฝน” สมกับที่ตรัสอธิบาย อะไรที่กราบทูลถามก็เพื่อรู้ ด้วยเชื่อใจว่าได้ทรงหนังสือมาก
ยังจำได้ว่าเกล้ากระหม่อมถูกเกณฑ์เลี้ยงพระถวายผ้าจำนำวรรษาวัดอรุณคงเป็นด้วยเป็นหลานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลนั้น ที่วัดราชประดิษฐคงประจุพวกๆ เต็มจนล้นแล้ว
​วัดราชประดิษฐเดี๋ยวนี้ท่านมอบให้แก่หลาน (คือลูกของลูกเธอในรัชกาลที่ ๔) ทำ แต่เสียใจที่เผอิญมีส่วนค่าเช่าตึกวัดประยุรวงศ์มาสมทบเข้าด้วย ลางคนคิดขาดทุนได้กำไรในส่วนเงินด้วย ออกจะฉุน ที่จริงเป็นคนละส่วนไม่เกี่ยวกันเลย เป็นคิดผิดจริงๆ
๑๓) เมืองย่างกุ้งนั้นจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถิด เขาพูดไปก็พูดเท่านั้น เอาแต่ในบ้านเมืองของเรา ที่ทรงพระวิตกถึงการพรางพระบรมมหาราชวังนั้นก็เท่าที่จะทำได้ เช่นได้กราบทูลว่าวัดพระเชตุพนห่อแต่หลังคาโบสถ์ด้วยใบมะพร้าว ส่วนวิหารทิศและพระระเบียงก็ไม่ห่อ แปลว่าถูกลูกแตกก็ได้ฉะนั้น
๑๔) แม้ทรงรู้จักเจ้ากรมร่วมก็ไม่ประหลาดเลย ย่อมสำเร็จด้วยพระชนมายุ เหมือนเกล้ากระหม่อมก็รู้จักเจ้ากรมเทศฉะนั้น แต่วัดสุคันธารามนั้นประหลาดมาก ที่ทรงทราบว่าพระยาพิพิธไอสูรย์ (กลิ่น) ปฏิสังขรณ์วัดพิกุลทอง ซึ่งเกล้ากระหม่อมไม่ได้ทราบเลย พระยาพิพิธไอสูรย์ชื่อกลิ่นคนนี้ก็แลไม่เห็น เป็นการแสดงว่าไม่ใช่เพราะมีอายุมาก
๑๕) มาฆบูชาเป็นพิธีของพระจริงตามที่ตรัส แม้วิสาขบูชาแต่ก่อนเราก็ไม่ได้ทำกัน แต่ผิดกันที่เกี่ยวแก่การเมืองและไม่เกี่ยว
​๑๖) พระยาธรรมจรรยานั้นไม่หลงใหลจริงอย่างที่ตรัส เป็นแต่แก่ ส่วนพระยาวิสูตรนั้นหลงจริงอย่างที่ตรัส เกล้ากระหม่อมเคยถามปัญหาอย่างง่ายๆ ว่าเป็นพระยาวิสูตรครั้งไหน (หมายถึงว่าคราวใครเป็นเสนาบดี) ก็บอกไม่ได้
๑๗) พระมหาเงื่อมจะเทศน์ว่ากระไรนั้นไม่ทราบ แต่ที่มีคนมาทูลถามถึงภาษาไทยอาหมนั้นประหลาดอยู่
๑๘) การที่ให้คนอพยพหนีภัยไปนั้น อ่านหนังสือพิมพ์เห็นเมืองอิตาลีสั่งให้หนีภัย เมืองเราจะทำอะไรกันย่อมเอาอย่างเมืองต่างประเทศ เรื่องพระยาโหราถูกไฟไหม้นั้นไม่ทราบเลย
๑๙) หนังสือของพวกหนึ่งก็มักเป็นไปอย่างหนึ่ง ไม่เป็นไปตามเสียงที่พูดกัน ย่อมเห็นได้ว่าภาษาที่พูดกันนั้นเกิดก่อน หนังสือตามมาทีหลัง มักจะไปยืมเอาหนังสือของใครมาจึงไม่ถูกกับภาษาที่พูดกันในพวก ในการที่ยืมก็เห็นจะเป็นด้วยให้เร็ว ถ้าจะว่าไปแม้ว่าไทยมาจากจีน ก็ควรที่หนังสือจะเป็นจีนอย่างญวน ไม่ใช่ สังสกฤต นี่ว่าทางไม่เชื่อตำรา แต่ถ้าจะเจียระไนว่าเสียงและหนังสือของพวกไรเป็นอย่างไรก็เห็นจะมากความไป จะพูดแต่ที่ว่าเราเรียนหนังสือของพวกไร ถ้าตัวที่ไม่มีในภาษาเราก็ต้องคิดบัญญัติขึ้น ตามพระดำรัสนั้นถูกแล้ว
​แต่อย่างไรก็ดี รู้มากไว้เป็นดีแน่.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ น
ที่ ๑๓/๘๖
ตำหนักปลายเนิน คลองเตย
วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๔๘๖
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท
ย้อนหลัง
๑) ยากลัก ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดให้หญิงอามเอามาประทานนั้นวันหลังได้กระดาษก็ลองมวนสูบ กราบทูลไว้แต่ว่ายา “โกษาเหล็ก” นั้นร่วงมากกว่ายา “โกษาปาน” เพราะแม้ดิบๆ ก็ละเอียดหยาบกว่ากันอยู่แล้ว แต่อย่างอื่นกราบทูลไม่ได้
๒) จำนวนอสงไขย ซึ่งกราบทูลว่าต้องเติมสูญขั้นละเจ็ดนั้นผิด ที่ถูกเห็นจะต้องเติมขั้นละแปดจึงจะได้ “ร้อยแสน” ซึ่งมากขึ้นอีก จำได้ว่าในกัณฑ์มหาราชของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตเป็น “สิบสองอักโขเภณีมีประมาณพลโดยคณนา” แต่สอบดูในพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอและของอาจารย์​โมเนียวิลเลียม ภาษามคธเป็น “อักโขหิณี” สังสกฤตเป็น “อักเษาหิณี” ไม่เป็น “อักโขเภณี” คำนี้ทีจะหลงมาจาก “นคร
โสเภณี” ในพจนานุกรมของอาจารย์ชิลเดอบอกว่า “อักโขหิณี” เป็น ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ หรือสี่สิบสองตัวตาม แต่ในพจนานุกรมของอาจารย์โมเนียวิลเลียมว่าอักเษาหิณีเป็นพลสี่เหล่ามีจำนวน ๒๑๘.๗๐๐ เท่านั้น ผิดกันมาก คิดว่ามาตราซึ่งปรากฏในภาษามคธนั้น เดิมทีจะเป็นแต่ประเมินแล้วจึงมาเป็นจำนวนเฉียบขาดขึ้นทีหลัง เช่นกับโยชน์ซึ่งกราบทูล นึกดู “ปราณ” ก็ว่าลมหายใจ จะได้แก่ที่เราพูดว่า “อึดใจ” เสียดอกกระมัง
รายการ
๓) เมื่อวันที่ ๒๔ นี้มีคนมาหา ๒ ราย รายหนึ่งชื่อนายประจวบ บอกว่าจะเผาศพนายราชสมบัติ บุรานนท์ (เดิมชื่อเอิบ) ที่วัดไตรมิตต์ มาทั้งเมียทั้งลูก ว่าเมียเป็นลูกสาวเจ้าพระยาราชศุภมิตร ซึ่งคุ้นเคยกันมานมนาน
๔) อีกรายหนึ่งคือแม่เนื่อง มาบอกว่าแม่หงษ์ตายวันที่ ๒๔ อายุ ๘๓ เป็นโรคปอดอักเสบ จะอาบน้ำศพวันที่ ๒๕
​๕) ได้รับใบดำของหม่อมราชวงศ์ผาด ว่าสกุลเดิมเป็น “สังขะทัต” (ควรจะเป็น “สังกระทัต) บอกว่าหม่อมเจ้าโสภิต จรูญโรจน์ ลูกชายตายที่เมืองขอนแก่น
๖) สำนักพระราชวังมีหมายมาให้ ๔ ฉบับในวันที่ ๒๗
ใบที่ ๑ หมายบอกการทำบุญ ๗ วันศพเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ วันที่ ๒๘ มีนาคม เวลา ๑๖.๓๐ สวดมนต์และมีเทศน์ วันที่ ๒๙ มีนาคม เวลา ๑๐.๓๐ เลี้ยงพระและบังสุกุล ๙๐ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปทั้ง ๒ วัน
ใบที่ ๒ หมายบอกการบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช วันที่ ๕ เมษายน เวลา ๑๐.๐๐ น.
ใบที่ ๓ หมายบอกการพระราชทานเพลิงศพกรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย ที่เมรุวัดเทพศิรินทร์ วันที่ ๗ เมษายน เวลา ๑๐.๓๐ น.
ใบที่ ๔ หมายบอกการพระราชทานเพลิงศพพระองค์เจ้าวรวุฒิอาภรณ์ที่เมรุวัดเทพศิรินทร์ วันที่ ๑๑ เมษายน เวลา ๑๐.๐๐ น.
๗) วันที่ ๒๘ นั้นพันธุ์ทิพย์มาหา เอาใบดำมาให้ ก็บอกการพระราชทานเพลิงศพกรมหมื่นเทววงศ์ ซ้ำกันกับหมายสำนักพระราชวังนั้นเอง
​๘) ในวันที่ ๒๙ นั้น ได้รับหมายสำนักพระราชวังอีก ๒ ฉบับ แต่เป็นงานเดียว คือวันมหาจักรี หมายกำหนดการก็ตามเคย
๙) ในวันนั้นก็ได้รับใบดำอีกฉบับหนึ่ง ว่าจะพระราชทานเพลิงพระศพพระองค์เจ้าวรวุฒิอาภรณ์
กราบทูล
๑๐) การอาบน้ำศพแม่หงษ์นั้นได้ไป เพราะได้คุ้นเคยกับพระยาสิงหเสนีมามาก ทั้งได้รู้จักใครต่อใครอยู่มากด้วยในสกุลนั้น
๑๑) การเผาศพนายราชสมบัติ (เอิบ) บุรานนท์ นั้น ได้ให้ชายไสไปแทนตัว
๑๒) ส่วนการทำบุญ ๗ วัน ศพเจ้าคุณพระประยุรวงศ์นั้น ได้สั่งให้ผูกพวงดอกไม้ส่งไปให้ในวันสวดมนต์
บรรเลง
๑๓) ชายใหม่มาที่บ้านปลายเนิน เมื่อวันที่ ๒๖ พูดอะไรหลายเรื่อง เอาแต่ที่จำได้ก็ว่าฝ่าพระบาทย้ายที่บรรทมขึ้นไปข้างบนแล้ว ตรัสว่าร้อนนัก เกล้ากระหม่อมเห็นชอบด้วยเต็มประตู เคยเข้าไปเยี่ยมหญิงพูนในนั้นทีหนึ่งแล้ว เห็นเต็มที
​กับจำได้อีกเรื่องหนึ่งพูดถึง “วัฒนธรรม” จะเป็นคำฝรั่งว่ากระไร ถ้าเป็นผู้รู้ก็เดาได้ใกล้ ถ้าไม่ใช่ผู้รู้ก็เดาได้ไกล แต่กว่าจะรู้แน่ก็เห็นจะอีกนาน อย่างไรก็ดีเมื่อเราคิดว่าทีจะเป็นอะไรแล้วแปลคำนั้นเห็นจะป่วยการ ลางทีก็จะไม่ใช่ เกล้ากระหม่อมได้เคยแก่ท่วงทีอย่างนี้มาแล้ว คือคำ “สังคม” คิดเสียเปรอะแล้วก็ไม่ได้ ทีหลังเห็นเขาเขียน
หนังสือฝรั่งไว้ท้ายคำนั้นว่า “Society” คิดเห็นว่าไม่ถูก เพราะคำนั้นมีมาแล้วว่า “สมาคม” เช่น “Siam Society” ก็แปลกันว่า “สยามสมาคม” เมื่อคำมีอยู่แล้วก็จะผูกขึ้นใหม่ทำไม จึ่งคิดว่าไม่ถูก นึกถึงชายงั่วก็เห็นขัน เมื่อให้แปลคำใหม่ๆ เหล่านี้ก็เปิดลิบทีเดียว บอกว่าแปลไม่ได้
๑๔) เมื่อวันที่ ๒๘ ชายดิศ หญิงหลุย กับลูกสามคน มาบอกว่าจะไปหัวหิน หญิงอามเขียนใบอนุญาตให้ลามาให้เซ็น แล้วชายดิศบอกว่าหญิงอี่จะไปด้วย จึ่งได้บอกหญิงอามให้เขียนใบลาให้ หญิงอามก็บอกว่ายังอีกหลายวัน แล้วชายดิศก็บอกว่าจะไปทางเรือ จะออกต่อวันพุธ
๑๕) อ่านหนังสือพิมพ์ เห็นเขาพูดถึงพระพุทธเจ้าปนกันยุ่งกับเทพเจ้าทำให้นึกถึงคำลูกชายเจริญใจเล่าว่าเมื่อเรียน​อยู่เมืองนอก มีเพื่อนคนหนึ่งเขาดูหนังสือทางพุทธศาสนา เขาเห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนไม่ใช่ God เขาเตรียมหลักฐานจะมาเถียง แต่ไม่ได้เถียงเพราะลูกชายรับเสียแล้วว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนไม่ใช่ God
๑๖) เรื่องคำนั้นลางคนก็เขียนอ่านโดยเรียบร้อย ลางคำก็เฉไปเช่นคำว่า “เมีย” ภาษามคธเป็น “ภริยา” ภาษาสังสกฤตเป็น “ภารยา” เราเขียนว่า “ภรรยา” แต่อ่านว่า “พัน-ระ-ยา” ยังไม่เก่งเท่ากับ “ครรภ” อ่านว่า “ครัน”
ไม่มีสงสัย คำ “เมีย” ต้องออกจากสัตว์เดียรฉานตัวเมีย และก็ไม่มีสงสัยเหมือนกันว่าคำ “ผัว” ต้องออกจากคำ “ผู้” อันเป็นสัตว์เดียรฉานเหมือนกัน เป็นอยู่หน่อยที่ “ผู้” ใช้เปรอะไปไม่จำกัดว่าเป็นแต่ตัวผู้ ตลอดถึงคำว่า “ผู้หญิง” เป็นต้นด้วย ต้องวินิจฉัยตามที่ทรงวินิจฉัยถึง “ขุนนาง” ว่าเพราะเขียนควงกัน
อันคำนั้นก็ชอบกล ผูกขึ้นก็ตั้งใจจะให้คนตาม แต่ลางทีก็ตามลางทีก็ไม่ตาม ไม่มีแน่ได้เลย
๑๗) พันธุ์ทิพมาสังขีสังขน จะเอาพัดสำหรับงานกรมหมื่นเทววงศ์ตามเคยบอกว่าตาไม่เห็นเขียนไม่ได้ก็จะเอาความ​คิด ดุจมีความคิดสำเร็จอยู่แล้ว อาการหนักมาก อย่างนี้ไม่ใช่แต่พันธุ์ทิพคนเดียว เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นอยู่ด้วยกันโดยมาก.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
โฆษณา