•
เมื่อวาน เวลา 13:40 • กีฬา

เพรสให้ได้ผล ต้องขยับไปด้วยกัน

เวลาเห็นนักเตะวิ่งไล่บอลอย่างเต็มที่ แฟนบอลย่อมรู้สึกถึงความมุ่งมั่น แต่บางครั้งยิ่งวิ่ง ทีมกลับยิ่งเปิดพื้นที่ เพราะคนหนึ่งขึ้นกดดัน ขณะที่เพื่อนยังไม่พร้อมขยับตาม
การเพรสให้ได้ผลต้องมีทั้งจังหวะเข้าหาบอล มุมวิ่ง และการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ความขยันช่วยให้เข้าถึงคู่แข่งได้เร็ว ส่วนความเข้าใจร่วมกันช่วยให้การวิ่งนั้นสร้างประโยชน์กับทีม
การเพรสจึงต้องมีสัญญาณร่วมกันว่าเมื่อใดควรเข้าไปกดดัน
สัญญาณเหล่านี้คือจังหวะที่คู่แข่งเล่นต่อได้ยากขึ้น เช่น จับบอลห่างตัว รับบอลโดยหันหลังให้ทิศทางบุก หรือรับบอลริมเส้นโดยมีทางเลือกจำกัด เมื่อคนหนึ่งเห็นโอกาสเข้ากดดัน เพื่อนใกล้เคียงต้องอ่านสถานการณ์เดียวกันและขยับสนับสนุนทันที
ลองนึกถึงเมื่อเซ็นเตอร์จ่ายบอลออกไปให้แบ็ก หากบอลมาช้าหรือแบ็กจับบอลแรกห่างตัว ปีกจะมีจังหวะเข้าไปกดดันก่อนคู่แข่งพร้อมเล่นต่อ แต่เพื่อนต้องขยับปิดทางจ่ายเข้ากลางด้วย ไม่เช่นนั้นคู่แข่งอาจจ่ายหนีออกจากวงล้อมได้ทันที
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ เมื่อคนแรกเริ่มเพรส คนอื่นทำอะไรต่อ?
คนแรกกดดัน พร้อมบังคับทิศทาง
คนเข้ากดดันต้องเลือกมุมวิ่งให้เหมาะกับแผน เช่น วิ่งปิดทางจ่ายเข้ากลาง เพื่อบังคับให้คู่แข่งเล่นตามริมเส้น ซึ่งมีพื้นที่จำกัด
หากวิ่งเข้ากดดันโดยไม่ปิดทางจ่าย คู่แข่งก็มีทางเลือกในการเล่นมากขึ้น ทั้งจ่ายให้เพื่อนหรือแตะบอลหนี จนคนที่เข้าเพรสตามกลับมาช่วยเกมรับไม่ทัน
เป้าหมายของการเพรสแต่ละครั้งอาจต่างกัน บางจังหวะต้องการแย่งบอล บางจังหวะบังคับให้คืนหลัง หรือเร่งให้เตะยาวโดยไม่มีเวลาเลือกเป้าหมาย คนเริ่มกดดันจึงสร้างประโยชน์ได้ แม้ไม่ได้แย่งบอลกลับมาด้วยตัวเอง
คนใกล้บอลช่วยปิดทางออก
เมื่อปีกขึ้นเพรสแบ็ก กองกลางฝั่งเดียวกันอาจขยับปิดทางจ่ายเข้าด้านใน กองหน้าขวางทางคืนเซ็นเตอร์ ส่วนแบ็กของเราเตรียมรับมือผู้เล่นริมเส้นที่อยู่ถัดขึ้นไป
หน้าที่เปลี่ยนได้ตามระบบ แต่ทุกคนต้องช่วยกันลดทางเลือกของผู้ครองบอล และพร้อมเข้าถึงผู้รับคนถัดไป เพื่อให้คู่แข่งเล่นในทิศทางที่ทีมเตรียมรับมือไว้
การยืนปิดช่องจ่ายอาจดูไม่โดดเด่นเท่าการวิ่งไล่บอล แต่ช่วยให้เพื่อนกดดันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
คนด้านหลังรักษาระยะและคุมความเสี่ยง
เมื่อแนวรุกขึ้นเพรส กองกลางและแนวรับต้องขยับตาม เพื่อรักษาระยะให้ช่วยเหลือกันได้ หากปล่อยช่องว่างระหว่างไลน์มากเกินไป คู่แข่งอาจจ่ายบอลเข้ามาในพื้นที่นั้น แล้วพลิกบอลบุกต่อได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวรับต้องดูว่าผู้ครองบอลถูกกดดันจริงหรือไม่ หากยังเงยหน้าและวางบอลยาวได้ ต้องระวังการวิ่งโจมตีด้านหลัง การดันสูงมากเกินไปโดยไม่มีคนคุมพื้นที่ด้านหลังอาจทำให้ทีมถูกเจาะจากบอลเพียงครั้งเดียว
แนวรับจึงต้องอ่านทั้งบอลและคู่แข่ง พร้อมสื่อสารว่าเมื่อใดควรขยับขึ้น และเมื่อใดต้องเตรียมถอย
เห็นสัญญาณ ต้องดูความพร้อมของทีมด้วย
คู่แข่งจับบอลห่างตัวไม่ได้หมายความว่าต้องพุ่งเข้าใส่ทุกครั้ง หากเพื่อนอยู่ไกลและไม่มีคนช่วยปิดทางจ่าย การเข้าเพรสอาจเปิดพื้นที่ให้ถูกเล่นผ่านได้ง่าย
แม้คู่แข่งจะรับบอลโดยหันหลังให้ทิศทางบุก เขาก็อาจจ่ายคืนจังหวะเดียวให้เพื่อนที่พร้อมเล่นขึ้นหน้า หากเราเข้ากดดันโดยไม่ปิดทางจ่ายให้คนที่มาช่วยรับบอล คู่แข่งก็สามารถต่อบอลหลุดจากการเพรสได้
ก่อนเข้าเพรส ผู้เล่นต้องดูว่าเพื่อนพร้อมขยับช่วยหรือไม่ คู่แข่งมีทางจ่ายใดบ้าง และจะเปิดพื้นที่ตรงไหนไว้ด้านหลัง หากทีมยังไม่พร้อม ควรชะลอคู่แข่งและปิดทางจ่ายขึ้นหน้า เพื่อให้เพื่อนมีเวลากลับมาจัดระเบียบเกมรับ
เมื่อคู่แข่งหลุด ต้องตัดสินใจร่วมกัน
ไม่มีทีมใดเพรสสำเร็จทุกครั้ง เมื่อคู่แข่งผ่านด่านแรกออกมาได้ ต้องประเมินว่าจะกดดันต่อหรือถอยตั้งรับ
หากยังมีเพื่อนอยู่ใกล้บอลและช่วยกันปิดทางจ่ายได้ ทีมก็สามารถเพรสต่อ แต่ถ้าคู่แข่งหลุดไปในพื้นที่ว่างและมีผู้เล่นมากกว่า การขึ้นไล่ทีละคนอาจยิ่งเปิดช่องให้คู่แข่งเล่นผ่านได้ง่ายขึ้น
จังหวะนี้ คนใกล้บอลต้องช่วยชะลอการบุก ส่วนเพื่อนรีบถอยปิดพื้นที่ตรงกลางและลดช่องว่างระหว่างไลน์ เพื่อกลับมาตั้งรับร่วมกัน
การสื่อสารจึงสำคัญ ทั้งส่งสัญญาณให้เข้ากดดันพร้อมกัน เตือนว่ามีคู่แข่งอยู่ด้านหลัง หรือส่งสัญญาณให้ถอย ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันและเคลื่อนที่สอดคล้องกัน
การเพรสจะได้ผล ต้องอาศัยทั้งคนเข้ากดดันและเพื่อนที่ขยับปิดทางจ่าย ช่วยรอง และคุมพื้นที่ด้านหลัง หากทุกคนเคลื่อนที่สอดคล้องกัน คู่แข่งจะมีเวลาและทางเลือกน้อยลง แต่หากต่างคนต่างไล่ ต่อให้วิ่งเต็มที่ก็อาจถูกจ่ายผ่านได้ง่าย
คนแรกเป็นผู้เริ่มกดดัน ส่วนการเคลื่อนที่ของคนที่เหลือคือสิ่งที่ทำให้การเพรสครั้งนั้นมีพลัง
#เจษซอย7
โฆษณา