25 ต.ค. เวลา 02:36 • การเกษตร

“เมื่อ ‘เขาบอกว่า…’ มีน้ำหนักกว่า ‘หลักฐานว่า…’ เราจะพัฒนาสังคมไปได้ไกลแค่ไหน?”

(เรื่องการศึกษา ความเชื่อ สื่อ และการสร้างกระแสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
“ในยุคที่ใครก็สามารถสร้างและเผยแพร่ข้อมูลได้ ความสามารถในการแยกข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อ อารมณ์ และความคิดเห็น กลายเป็นทักษะสำคัญของทุกสังคม”
แต่เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับบริษัทขนาดใหญ่ การเมือง หรือประเด็นขัดแย้ง ผู้คนมักเริ่มต้นด้วยคำว่า “เขาบอกว่า…” หรือ “เห็นแชร์กันเยอะ น่าจะจริง” โดยไม่ตรวจสอบที่มาและข้อมูลอีกด้าน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ข่าวใดข่าวหนึ่ง แต่อยู่ที่วิธีรับ ตีความ และส่งต่อข้อมูล…
1. เมื่อความเชื่อและยอด engagement มีอิทธิพลกับโลกออนไลน์มากในยุคนี้?
ผู้คนอาจให้น้ำหนักกับอายุ ตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือสถานะของผู้พูดมากกว่าหลักฐาน โดยเฉพาะเมื่อเป็นนักการเมือง ผู้นำชุมชน Influencer หรือบุคคลที่เราเคารพ เช่นเดียวกับคำทำนายและความเชื่อเหนือธรรมชาติที่อาจถูกส่งต่ออย่างกว้างขวาง
ความเชื่อส่วนบุคคลเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ควรแยกจากข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจเรื่องสาธารณะ เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ วิทยาศาสตร์ และนโยบาย เพราะแม้ผู้มีความรู้สูงก็อาจเลือกเชื่อข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตนได้
ในยุค Social Media ยังมีแรงจูงใจจาก Engagement เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื้อหาที่ทำให้คนตกใจ โกรธ หรือกลัว มักได้รับไลก์ แชร์ และความคิดเห็นมากกว่าเนื้อหาที่อธิบายอย่างรอบคอบ เมื่อยอดการมีส่วนร่วมกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ สื่อหรือ Influencer บางรายอาจเลือกหัวข้อจากความสามารถในการสร้างกระแสมากกว่าความสำคัญของข้อเท็จจริง
2. เมื่อการสร้างกระแสเร็วกว่าการตรวจสอบ?
การทำให้เรื่องหนึ่งเป็นที่สนใจ ไม่ได้เท่ากับการทำให้สังคมเข้าใจเรื่องนั้นอย่างถูกต้อง ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันอาจถูกนำเสนอด้วยพาดหัวรุนแรง ภาพประกอบชี้นำ หรือการตัดบริบท จนผู้รับสารจดจำเป็น “ข้อเท็จจริง”
จาก “ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน” อาจกลายเป็น “มีพิรุธ” จาก “กำลังตรวจสอบ” กลายเป็น “ถูกปกปิด” หรือจาก “มีข้อกล่าวหา” กลายเป็น “ทำผิดแน่นอน”
เมื่อมีคนแชร์จำนวนมาก เนื้อหาก็อาจดูน่าเชื่อถือจาก “พลังของจำนวนคน” ทั้งที่ยอดแชร์พิสูจน์ได้เพียงว่าข้อมูลถูกมองเห็น ไม่ได้พิสูจน์ว่าข้อมูลนั้นจริง
สื่อและ Influencer จึงควรแยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหา ความคิดเห็น และข้อมูลที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ การตั้งคำถามต่อบริษัท รัฐบาล หรือองค์กรต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น แต่ควรตั้งอยู่บนหลักฐานที่ตรวจสอบได้
3. จากธุรกิจสู่นโยบายและการเมือง
สมมุติว่าบริษัทขนาดใหญ่พัฒนาพันธุ์พืชใหม่และขอรับความคุ้มครองตามกฎหมาย เรื่องนี้อาจถูกมองว่าเป็นนวัตกรรม แต่เมื่อบริษัทมีบทบาทในระบบเกษตรและอาหาร ก็ย่อมเกิดคำถามเรื่องอำนาจตลาด การแข่งขัน และสิทธิของเกษตรกร
การตั้งคำถามเป็นเรื่องจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกข้อกล่าวหาเป็นจริง เช่นเดียวกับการดำเนินการถูกกฎหมายก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีผลกระทบที่ควรพิจารณา
ผู้ที่มีทัศนคติเชิงลบต่อบริษัทอาจเลือกเชื่อข่าวด้านลบ ขณะที่ผู้สนับสนุนบริษัทอาจเลือกเชื่อข้อมูลอีกด้านหนึ่ง นี่คืออคติยืนยันความเชื่อเดิม หรือการเลือกข้อมูลที่สนับสนุนสิ่งที่ตนเชื่ออยู่แล้ว
เมื่อองค์กรภาคประชาสังคม นักการเมือง สื่อ หรือ Influencer นำประเด็นเดียวกันไปขยายผล เรื่องธุรกิจจึงอาจเชื่อมโยงกับนโยบายและการเมืองได้ ข้อเท็จจริงบางส่วนอาจถูกเล่าใหม่จนกลายเป็นเรื่องการผูกขาด การเอื้อประโยชน์ หรือการสมคบคิด ทั้งที่หลักฐานยังไม่เพียงพอ
ดังนั้น การกล่าวหาว่ามีผู้สนับสนุนหรือผลประโยชน์แอบแฝงควรมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่อาศัยเพียงจำนวนผู้ติดตามหรือการแชร์อย่างกว้างขวาง
4. หลักฐานด้านการศึกษาและข้อจำกัดของ PISA
“ทักษะการอ่าน การใช้เหตุผล และการคิดเชิงวิพากษ์ เป็นพื้นฐานสำคัญของการประเมินข้อมูล”
ตาม PISA 2022 Results, Volume I: The State of Learning and Equity in Education สัดส่วนนักเรียนอายุ 15 ปีที่มีผลการอ่านตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป มีค่าประมาณดังนี้
* ฟิลิปปินส์ ประมาณ 24%
* อินโดนีเซีย ประมาณ 25%
* ไทย ประมาณ 35%
* มาเลเซีย ประมาณ 42%
* เวียดนาม ประมาณ 77%
* สิงคโปร์ ประมาณ 89%
* ค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก OECD ประมาณ 74%
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณที่ปัดเศษจากตารางของ OECD ระดับ 2 เป็นเกณฑ์อ้างอิงขั้นต่ำด้านการอ่าน ไม่ได้หมายความว่านักเรียนที่ต่ำกว่าระดับนี้ “อ่านไม่ได้” ทั้งหมด และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อยู่ระดับ 2 ขึ้นไปจะมีทักษะคิดเชิงวิพากษ์ครบถ้วน
PISA ประเมินนักเรียนอายุประมาณ 15 ปีที่อยู่ในระบบการศึกษา ไม่ใช่ประชากรทั้งหมด และไม่ได้วัดโดยตรงว่าประชาชนเชื่อข่าวปลอมหรือถูกชักจูงง่ายเพียงใด การเปรียบเทียบระหว่างประเทศจึงต้องคำนึงถึงกลุ่มตัวอย่าง การครอบคลุมประชากร และเงื่อนไขการเก็บข้อมูล โดยเฉพาะผลของเวียดนามที่ OECD แนะนำให้ใช้ความระมัดระวังในการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น
ดังนั้น ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรใช้จัดอันดับว่าประเทศใดมีวิจารณญาณดีกว่า หรือสรุปว่าระบบการศึกษาและวัฒนธรรมเป็นสาเหตุโดยตรงของคะแนน แต่ช่วยชี้ให้เห็นความแตกต่างด้านทักษะการอ่านและการทำความเข้าใจข้อมูล ซึ่งสำคัญมากในยุคพาดหัวสั้น คลิปตัดต่อ และข้อมูลจากผู้มีผู้ติดตามจำนวนมาก
5. ข้อเสนอเชิงระบบ?
ระบบการศึกษาควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนตั้งคำถาม เปรียบเทียบคำอธิบาย และปรับความเข้าใจเมื่อมีข้อมูลใหม่ การคิดอย่างมีเหตุผลไม่ได้หมายถึงการไม่เชื่ออะไรเลย แต่คือการรู้ว่าควรเชื่ออะไร และควรให้น้ำหนักกับข้อมูลระดับใด
การแก้ปัญหาควรดำเนินไปพร้อมกันหลายด้าน ได้แก่
1. พัฒนาทักษะการอ่าน การประเมินแหล่งข้อมูล การอธิบายเหตุผล และการคิดเชิงวิพากษ์
2. ทำให้ข้อมูลจากภาครัฐ ธุรกิจ และองค์กรภาคประชาสังคมเข้าถึงง่าย ชัดเจน และตรวจสอบได้
3. ส่งเสริมความรับผิดชอบของสื่อ เพจข่าว และ Influencer โดยแยกข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหา ความคิดเห็น และข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน
4. สร้างกลไกตรวจสอบข้อมูลที่เป็นอิสระและโปร่งใส โดยไม่จำกัดการตั้งคำถามโดยสุจริต
5. เพิ่มความโปร่งใสของแพลตฟอร์มดิจิทัล และลดแรงจูงใจในการเผยแพร่เนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิด
อาเซียนมีแนวทางเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลภาครัฐเพื่อรับมือข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนในสื่อ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศมีระบบตรวจสอบข้อมูลหรือมาตรฐานเสรีภาพสื่อเหมือนกัน และไม่เพียงพอหากประชาชนขาดทักษะประเมินข้อมูลด้วยตนเอง
บทสรุปภาพสะท้อนสังคมวันนี้?
ความขัดแย้งระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) สื่อ Influencer และกลุ่มการเมือง ไม่ได้มีเพียงคำถามว่าใครกำลังวิจารณ์ใคร แต่ยังสะท้อนว่าสังคมสามารถแยกข้อเท็จจริงออกจากเรื่องเล่าได้ดีเพียงใด
ในยุค Social Media ผู้กำหนดกระแสไม่ได้มีเพียงรัฐบาลหรือสื่อขนาดใหญ่ แต่รวมถึงผู้มีผู้ติดตามจำนวนมากและระบบแพลตฟอร์มที่เลือกว่าจะทำให้เนื้อหาใดถูกมองเห็น หาก Engagement สำคัญกว่าการตรวจสอบ เรื่องที่ยังไม่รู้ก็อาจถูกทำให้ดูเหมือนเป็นความจริง
แต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจุดแข็งและข้อจำกัดแตกต่างกัน จึงไม่ควรเหมารวมทั้งภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความท้าทายร่วมกันคือการสร้างสังคมที่ผู้คนใช้เหตุผล ตั้งคำถาม และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
การพัฒนาประเทศจึงไม่ได้อาศัยเพียง GDP เทคโนโลยี หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องพัฒนาทักษะการคิด ระบบตรวจสอบข้อมูล และความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจในการสร้างกระแสควบคู่กันไป
“หากเรายังปล่อยให้ ‘เขาบอกว่า…’ มีน้ำหนักมากกว่า ‘หลักฐานว่า…’ และปล่อยให้ยอดการมีส่วนร่วมมีน้ำหนักมากกว่าความถูกต้อง การพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการคิด ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อข้อมูลไปพร้อมกันครับ”
ข้อมูลประกอบ: OECD — PISA 2022 Results, Volume I: The State of Learning and Equity in Education; OECD — PISA 2022 Technical Report; World Bank — Fostering Foundational Skills in Thailand; และ ASEAN — ASEAN Guideline on Management of Government Information in Combating Fake News and Disinformation in the Media
#วันละเรื่องสองเรื่อง
โฆษณา