25 ต.ค. เวลา 04:00 • ประวัติศาสตร์

ชะตากรรม "จตุสดมภ์" คนสุดท้าย

ตอนที่ 531 : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าพระตากสินมหาราช มีบันทึกระบุถึง "จตุสดมภ์" อยู่หลายครั้ง อาทิ ในปี พ.ศ. 2314 ถูกกล่าวถึงในโคลงเฉลิมพระเกียรติซึ่งประพันธ์โดยนายสวนมหาดเล็ก ดังปรากฏใน "โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี" เอาไว้ว่า
"จัตุสดมภ์เดชล้วน รบือนาม" (1 : 283)
จตุสดมภ์ คือ ระบบการปกครองส่วนกลางของสยามในอดีต โดยแบ่งการบริหารออกเป็น 4 กรม ได้แก่ กรมเมือง กรมวัง กรมท่า และกรมนา ซึ่งมี "เสนาบดี" จตุสดมภ์จำนวน 4 ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดภายในกรมเหล่านั้น ดังปรากฏใน "พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน" ต่อไปนี้
1. พระยายมราช เป็นเสนาบดีกรมเมือง มีศักดินา 10,000 ดังความว่า
"พญายมราชอินทราธิบดีศรีวิไชยบริรักโลกากรทัณทะราธรกรมพระนครบาลบดีอะไภยพิริยบรากรมภาหุใช้ตราขี่สิงห์ มือขวาถือพระขรรค มือซ้ายถือพวงดอกไม้ ถือศักดินา 10000" (2 : 186)
2. พระยาธรรมาธิบดี เป็นเสนาบดีกรมวัง มีศักดินา 10,000 ดังความว่า
"ออกพญาธารมาธิบดีศรีวิรินพงษวงษภักดีบดินทรเดโชไชยมะไหยสุริยาธิบดีศรีรัตนมลเทียรบาล อัคะมหาเสนาธิบดีอภัยพิรีบรากรมภาหุ นา 10000" (2 : 193)
3. พระยาโกษาธิบดี เสนาบดีกรมท่า มีศักดินา 10,000 (สมัยกรุงธนบุรีนิยมใช้ราชทินนามนอกทำเนียบ) ดังความว่า
"ออกญาศรีธรรมราชเดชะชาติอำมาตยานุชิตพิพิทรัตนราชโกษาธิบดีอภัยพิริยบรากรมพาหุ ตราบัวแก้ว ถือศักดินา 10000" (2 : 189)
4. พระยาพลเทพ เป็นเสนาบดีกรมนา มีศักดินา 10,000 ดังความว่า
"ออกญาพลเทพราชเสนาบดีศรีไชยนพรัตนกระเสตราธิบดีอภัยพิรีบรากรมภาหุได้ใช้ตรา 9 ดวง ถือศักดินา 10000" (2 : 188)
จตุสดมภ์ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถูกกล่าวถึงพร้อมกันครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. 2324 เมื่อคราวจารึกพระราชสาส์นไปเมืองจีน ดังปรากฏใน "เรื่องพระราชสาส์นไปเมืองจีนครั้งกรุงธนบุรี" เอาไว้ว่า
"ได้ฤกษ์จารึกพระราชสาส์น พระสุพรรณบัตร คำหับของจีน ณ หอพระแก้วมรกต เจ้าพนักงานและจตุสดมภ์ คือ พระยาธรมา พระยาพลเทพ พระยายมราช พระพิพัทโกษา" (3 : 6)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2325 เมื่อถึงคราวผลัดแผ่นดิน จตุสดมภ์คนสุดท้ายในสมัยกรุงธนบุรี ส่วนมากมีบันทึกว่าได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ดังต่อไปนี้
1. พระยายมราช (ไม่ทราบชื่อ) เสนาบดีกรมเมืองคนสุดท้ายในสมัยกรุงธนบุรี สันนิษฐานว่าน่าจะถูกประหารชีวิตหรือถูกปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องด้วยพบว่าได้มีการพระราชทานแต่งตั้ง "หลวงราชรองเมือง" ให้เป็นพระยายมราชคนใหม่ ดังปรากฏใน "คำปฤกษาตั้งข้าราชการในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1" เอาไว้ว่า
"อนึ่งหลวงรองเมืองจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลี ฯ ได้โดยเสดจ ฯ ทำการสงครามหลายครั้งมีความชอบอยู่ ทั้งเปนคนเก่ารู้ขนบราชการในกรมพระนครบาล ขอพระราชทานตั้งให้เปนพระยายมราช พระราชทานเครื่องยศให้เฉลี่ยงคานหามสัตโทนคนใช้โดยถานาศักดิ" (4 : 21)
2. พระยาธรรมาธิบดี (บุญรอด) เสนาบดีกรมวังคนสุดท้ายในสมัยกรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมวังตามเดิม แต่ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์จาก "พระยา" ขึ้นเป็น "เจ้าพระยา" ดังหลักฐานที่กล่าวแล้วความว่า
"อนึ่งพระยาธรรมานั้นได้โดยเสดจ 1 ทำการสงครามแต่เดิมมาแล้วก็สัตย์ซื่อสุจริตมั่นคง ต่อใต้ลอองธุลี 1 มีความชอบมาก ครั้นจะยกไปเปนกรมอื่นนั้นไม่ได้ ด้วยพระยาธรรมารู้ขนบราชการชัดเจนในกรมวังอยู่แล้ว ขอพระราชทานให้เลื่อนเปนที่เจ้าพระยาธรรมาคงไว้ ให้มีเฉลี่ยงคานหามสัตโทนคนใช้โดยถานาศักดิ" (4 : 21)
3. พระยาพิพัฒน์โกษา (สน) เสนาบดีกรมท่าคนสุดท้ายในสมัยกรุงธนบุรี พระราชพงศาวดารที่ชำระในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบุว่าถูกแต่งเป็นเสนาบดีกรมท่าตามเดิม แต่ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์จาก "พระยา" ขึ้นเป็น "เจ้าพระยา" ดังปรากฏใน "พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)" เอาไว้ว่า
"ตรัสเอาพระยาพิพัฒนโกษา กรุงธนบุรี ชื่อสน เป็นเจ้าพระยาพระคลัง" (5 : 55)
แต่ในหลักฐานร่วมสมัยเมื่อต้นรัชกาลที่ 1 ให้ข้อมูลต่างออกไปว่า ผู้ถูกแต่งตั้งเป็นเสนาบดีกรมท่าคนใหม่ของกรุงรัตนโกสินทร์ คือ หลวงสรวิชิต (หน) ไม่ใช่ พระยาพิพัฒน์โกษา (สน) ดังหลักฐานที่กล่าวแล้วความว่า
"อนึ่งหลวงสรวิชิตจงรักษภักดีสัตยซื่อ หมายอยู่เปนใต้ข้าลองอองธุลี 1 มาช้านานแล้วก็ได้โดยเสด็จ 1 การสงครามมาแต่ก่อน แลครั้งนี้ได้ทำราชการด้วยสมเดจพระเจ้าหลานเธอ กรมหลวงอนุรักษเทเวศจนสำเรจราชการ แล้วได้แต่งคนเอากิจราชการหนักเบาในเมืองธนบุรีออกไป แจ้งได้ลองธุลี 1 ถึงด่านพระจริตนั้นมีความชอบมาก ขอพระราชทานเอาหลวงสรวิชิตเปนพระยาพระคลัง พระราชทานเครื่องยศให้มีเฉลี่ยงคานหามคนใช้โดยถานาศักดิ" (4 : 21-22)
โดยเมื่อคราวผลัดแผ่นดิน พ.ศ. 2325 พระยาพิพัฒน์โกษา (สน) มีชื่อเป็น "ลูกขุน ณ ศาลา" ร่วมกันปรึกษาพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการในสมัยต้นรัชกาลที่ 1 ดังหลักฐานที่กล่าวแล้วความว่า
"ข้าพระพุทธเจ้า พระยาพิพัฒน์โกษา, พระยาราชภักดี, พระยาราชสุภาวดี, พระยามหาอำมาตย, พระยาสุรเสนา ลูกขุนณศาลา 5 พระครูมหิธร, พระครูพิเชฐ, พระครูพิราม, ขุนหลวงพระไกรศรี, ลูกขุนณศาลหลวง 4 คน รวม 9 คน ขอพระราชทานปฤกษาด้วยเกล้า ฯ พร้อมกัน..." (4 : 20)
4. พระยาพลเทพ (ไม่ทราบชื่อ) เสนาบดีกรมนาคนสุดท้ายในสมัยกรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็น "สมเด็จเจ้าพระยาวังหน้า" ในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) หรือสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา/เจ้าพระยาสุรสีห์) ดังหลักฐานที่กล่าวแล้วความว่า
"สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็มีพระบัณฑูลตั้งแต่งโดยสมควรแก่ความชอบตามลำดับฐานานุศักดิ์ ตรัสเอาพระยาพลเทพเดิม ให้เป็นสมเด็จเจ้าพระยา" (5 : 61)
จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ชะตากรรมของ "จตุสดมภ์คนสุดท้าย" ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ล้วนมีความแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ข้าราชการเหล่านี้ล้วนช่วยกันขับเคลื่อนกรุงธนบุรีให้เจริญก้าวหน้าทามกลางวิกฤตต่างๆ มาตลอดรัชกาลนั้นเอง
บรรณานุกรม
(1) วรรณกรรมสมัยธนบุรี เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2539
(2) ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวง ตรา 3 ดวง เล่ม 1. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, 2529
(3) พระราชสาส์นไปเมืองจีนครั้งกรุงธนบุรี และพระราชสาส์นกรุงจีนมีมาในรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์. พระนคร : พิมพ์ในงานศพนายโชติ เหล็งสุวรรณ, 2507
(4) คำปฤกษาตั้งข้าราชการในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1, วชิรญาณวิเสศ. เล่ม 3, ปีกุนนพศก 1249
(5) ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) รัชกาลที่ 1-4. กรุงเทพฯ : ศรีปัญญา, 2555
โฆษณา