เมื่อวาน เวลา 12:19 • ธุรกิจ

AI ช่วยให้งานเสร็จไวขึ้น แต่ทำไมถึงได้พักน้อยลง? ลอง 3 วิธีใช้ AI ทำงานยังไง ให้มีเวลาว่าง ไม่ใช่มีแต่เวลางาน

ไหนใครบอกว่า AI ช่วยให้เราทำงานน้อยลง น้อยลงกี่โม๊ง! ผลสำรวจจาก Korn Ferry Workforce 2026 Report ที่สำรวจคนทำงานกว่า 16,000 คน ชี้ว่า 52% ของพนักงานรู้สึกเหนื่อยกับ AI และมองว่าการมี AI เข้ามาคือตัวการที่ทำให้ต้องทำงานเพิ่ม!
วันนี้ทุกประเทศใช้ AI มาอยู่ในการทำงานหมด แถมไม่จำกัดสายงานแล้วด้วย ทั้งงานการตลาด, งานเทคโนโลยี หรือไอที, งานขนส่งต่าง ๆ, งานการจัดการบริหารคน รวมถึงงานการแพทย์ก็ใช้ได้ แต่การที่ AI สามารถเข้ามาช่วยงานได้หลายแขนงขนาดนี้ มันก็มีข้อเสียที่ซ่อนอยู่
1
Harvard Business Review บอกว่า AI อาจจะช่วยลดให้งานของเราน้อยลงได้ในช่วงแรก ๆ แต่ในทุกวันนี้ มันทำให้เราทำงานมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดได้จาก 3 สาเหตุ
🔶 ทำงานข้ามสาย เพราะ AI ช่วยได้
AI ทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ไม่ถนัดในงานอื่น ๆ ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น ถ้าอยากทำรูปก็ใช้ ChatGPT Image, อยากเขียนโค้ดก็ใช้ Claude Code หรืออยากจะทำสไลด์สวย ๆ เสนองานก็ใช้ Gamma พอทุกอย่างสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ก็ทำให้เราเริ่มทำงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว
🔶 คิดงานตอนพัก นาน ๆ ไปเริ่มไม่ได้พัก
เดี๋ยวนี้แค่ Prompt เดียว AI ก็สามารถเสกไอเดียการทำงานมาให้ ไม่ต้องนั่งจ้องจอว่าง ๆ คิดงานเองเหมือนเดิม ความเร็วนี้เลยทำให้คนทำงานชอบ Prompt คำถามเล่น ๆ ในช่วงเวลาเบรก เวลาพัก จนเวลาพักให้ตัวเองเริ่มหายไปเรื่อย ๆ
🔶 ทำได้หลายอย่างพร้อมกัน เลยโดนกดดันให้ทำมากขึ้น
ตอนนี้ AI เป็นทั้งที่ปรึกษา และคู่หูช่วยคิด ซึ่งทำให้คนทำงานเริ่มทำงานหลายอย่าง ๆ พร้อมกันมากขึ้น อาจจะไม่ใช่งานใหญ่ ๆ ทีเดียว แต่เป็น Multitask เล็ก ๆ ระหว่างวัน และพอคนทำงานทำได้หลายอย่างพร้อมกันมากขึ้น ความคาดหวังในการทำงานเร็วขึ้นก็ตามมา
ปัญหานี้ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ จะเริ่มกลายเป็นวงจรที่คนทำงานต้องแบกรับ คือ
AI ทำงานเร็วขึ้น ➡️ ถูกคาดหวังให้ทำงานเร็วขึ้น ➡️ ใช้ AI มากขึ้น ➡️ ขอบเขตงานกว้างขึ้น ➡️งานเพิ่มขึ้น
วงจรนี้จะทำให้คนทำงานรู้สึกเหนื่อย เครียดสะสม หมดไฟ และอาจลามไปถึงการตัดสินใจลาออกได้เลย ดังนั้นนี่คือโจทย์ใหญ่ที่องค์กรยุค AI ต้องหันมาใส่ใจ และแก้ปัญหาให้ได้
ลอง 3 วิธีใช้ AI ทำงานยังไง ให้มีเวลาว่าง ไม่ใช่มีแต่เวลางาน
1. อย่าโฟกัสที่งานไว แต่ต้องโฟกัสกับงานที่ใช่
การมี AI ช่วยทำงาน ทำให้หนึ่งวันเรามีเวลาโฟกัสเฉลี่ยที่ประมาณ 47 วินาที เพราะต้องทำหลาย ๆ อย่างให้เสร็จเร็วขึ้น มากขึ้น เพราะต้องการเร่งสร้าง Productivity ในการทำงาน แต่ยิ่งเราทำมากขึ้น เวลาโฟกัสต่องานนั้น ๆ ของเรายิ่งน้อยลง ไม่มีเวลาทบทวน ตรวจสอบ เร่งอย่างเดียว ก็จะทำให้รู้สึกเหนื่อย และเครียดตามมา
กลับกันถ้าเราทำให้ ‘ช้าลง’ บ้าง เพื่อตรวจสอบ, ประเมินความสอดคล้องของเป้าหมาย, ทบทวนความจำเป็นก่อนจะเดินหน้าต่อ ก็จะช่วยลดความเหนื่อย และความเครียดให้น้อยลง
Shahram Heshmat (ศาสตราจารย์จาก University of Illinois at Springfield) ก็บอกในทำนองเดียวกันว่า การใช้ชีวิตให้ช้าลง เป็นข้อได้เปรียบอีกอย่าง เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ได้ด้วย
👉 ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะ Prompt ถามไอเดียการทำงานจาก AI แล้วเอาคำตอบมาทำตามทุกอย่างเลย ต้องลองทบทวนว่าเนื้อหาที่ AI ตอบมาสอดคล้องกับเป้าหมายของการทำงานต่อแค่ไหน เอาไปทำจริงได้กี่ข้อ และข้อไหนต้องต่อยอด เพื่อให้งานที่ออกมามีคุณภาพจริง ๆ ไม่ใช่แค่มีจำนวนเยอะ
2. จัดลำดับความสำคัญให้เป็น เพราะทุกงานไม่ต้องเสร็จพร้อมกัน
วันนี้เราสามารถทำหลาย ๆ งานให้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมงด้วยเทคโนโลยี แต่บางทีเราจำเป็นที่จะต้องจัดลำดับมันด้วย เพื่อไม่ให้งานมากองที่ตัว เราต้องจัดกลุ่มให้ชัดเจนว่างานแบบไหนจะเป็นงานเร่ง, งานไม่ด่วน หรืองานที่สามารถแทรกงานอื่นมาก่อนได้ เพราะไทม์ไลน์ที่วางไว้อยู่อีกไกล
Aruna Ranganathan และ Xingqi Maggie Ye (นักวิจัยจาก Berkeley Haas School of Business) อธิบายว่า การจัดลำดับขั้นตอนจะช่วยให้งานคืบหน้าได้อย่างเป็นระบบ เพราะเมื่อกระบวนการทำงานถูกจัดไว้แล้ว คนทำงานจะจะมีเวลาโฟกัสมากขึ้น ลดการทำหลายอย่างมากขึ้น และทำให้สามารถรักษาประสิทธิภาพของการทำงานไว้ได้
เพราะการ ‘เลือกทำงาน’ บางอย่าง จะช่วยลดภาระให้สมอง และทำให้การตัดสินใจในแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพ รอบคอบได้มากขึ้น
👉 เช่น ถ้าเรามี Task งานอยู่ 5 โปรเจกต์ที่ต้องทำในเดือนนี้ แทนที่จะรีบให้ AI ช่วยพร้อมกันทีเดียว 5 งาน ลองเปลี่ยนมาเป็นจัดลำดับงานตามเดดไลน์ก่อน แล้วค่อยทยอยให้ AI ช่วยเป็นงาน ๆ ไป เพื่อให้เรามีช่วงตัดสินใจ และคอยกำกับการทำงานของ AI ให้มันสามารถทำงานออกมาได้เต็มศักยภาพมากที่สุด
3. อย่าทำงานกับ AI มากไป จนลืมใส่ใจคนรอบข้าง
คนทำงานในปี 2026 เริ่มพูดคุยกันน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะแค่เรากับ AI ก็สามารถสร้างงานออกมาได้ โดยที่ไม่ต้องคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ
ผลสำรวจ Workplace Connection Report จาก Flexjobs ชี้ว่า มีถึง 39% ของพนักงานรู้สึกขาดผูกพันกับคนในที่ทำงาน และในปี 2027 ก็ไม่แน่ว่าความผูกพันระหว่าง ‘คน’ กับ ‘คน’ ด้วยกันจะยิ่งน้อยลงไปอีก!
Harvard Business Review แนะนำว่า องค์กร และคนทำงานควรจะจัดเวลาและพื้นที่สำหรับการพูดคุยกัน เช่น การพูดคุยสั้น ๆ เพื่อติดตามผลงาน หรือการร่วมกัน Brainstorm เพื่อเสนอไอเดีย เพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างคนด้วยกันเอง มากกว่าคนกับเทคโนโลยี เพราะการแลกเปลี่ยนมุมมอง ผ่านประสบการณ์ที่คนเจอ จะช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์, ความสบายใจ และคุณค่าในการทำงานได้ด้วย
👉 เช่น เวลาต้องคิดไอเดียโปรเจกต์ใหม่ แทนที่จะนั่ง Prompt ถาม AI คนเดียว ลองชวนเพื่อนร่วมทีมมา Brainstorm สั้น ๆ สัก 10 นาที เพื่อแลกมุมมอง กับประสบการณ์ แล้วค่อยใช้ AI มาช่วยต่อยอดหลังจากนั้น การทำแบบนี้จะช่วยให้คิดสร้างสรรค์ได้กว้างขึ้น และไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงานด้วย
วันนี้จุดประสงค์ของการใช้ AI ในการทำงาน คือการให้คนอย่างเราได้พักเร็วขึ้น ไม่ใช่ทำงานหนักขึ้น ขอบเขตที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเพราะเราไม่กำหนดแนวทางการทำงานกับ AI อย่างชัดเจน เลยทำให้การทำเพิ่ม ง่ายกว่าการไม่ทำ
3 วิธีนี้จะช่วยให้คนทำงานสามารถสร้างบาลานซ์ในการทำงานกับ AI ได้มากขึ้น ด้วยการไม่รีบทำทุกอย่าง แต่เว้นให้ทบทวน, จัดลำดับงาน ไม่ใช่ทำทุกอย่างพร้อมกัน และยังพูดคุยกับคนอยู่เรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันหายไป เพราะถ้า AI ทำงานเสร็จได้เร็วขึ้น เราก็ควรจะได้พักเพิ่มขึ้น ไม่ใช่งานเพิ่ม!
✍🏻 เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
ที่มา:
• AI Doesn’t Reduce Work—It Intensifies It - https://hbr.org/2026/02/ai-doesnt-reduce-work-it-intensifies-it
• Korn Ferry Workforce 2026 Report: Unlocking Growth Requires Rethinking How Work Gets Done - https://www.kornferry.com/about-us/press/korn-ferry-workforce-2026-report-unlocking-growth-requires-rethinking-how-work-gets-done
โฆษณา