•
26 ต.ค. เวลา 12:30 • ธุรกิจ

The Unknown is the New Wisdom

เคยคิดไหมว่า
ถ้า AI รู้แทบทุกเรื่อง แล้วเราจะพัฒนาตัวเองอย่างไรในยุคนี้?
ก่อนจะตอบคำถามนี้ ลองย้อนกลับไปดูนิยามของคำว่า “เก่ง” ในอดีตก่อน
เมื่อเราพูดถึงคนเก่งหรือผู้เชี่ยวชาญ เรามักนึกถึงคนที่มีความรู้เฉพาะทาง มีประสบการณ์กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมายาวนาน หรือเป็นคนที่เข้าถึงแหล่งความรู้ได้มากกว่าคนอื่นความรู้จึงเคยเป็นข้อได้เปรียบ ใครรู้มากกว่า เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่า หรือสะสมประสบการณ์ได้นานกว่า คนนั้นมักมีความได้เปรียบมากกว่า
แต่โลกกำลังเปลี่ยนไป
ก่อนยุค AI เราเคยผ่านยุคที่ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตและ Google เพิ่มขึ้นมหาศาล จนเกิดสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า Information Inflation — ความเฟ้อของข้อมูล ข้อมูลมีมากขึ้นและค้นหาได้ง่ายขึ้น แต่ปัญหาคือ เราต้องใช้เวลาแยกว่าอะไรจริง อะไรเท็จ แหล่งไหนน่าเชื่อถือ และข้อมูลไหนควรนำมาใช้ ดังนั้นแม้ข้อมูลจะมีมาก แต่ “การรู้ว่าจะเชื่ออะไร” ยังคงมีมูลค่า
AI กำลังเปลี่ยนสมการนี้อีกครั้ง
วันนี้ AI ไม่ได้ช่วยเราแค่ค้นหาข้อมูล แต่มันสามารถรวบรวม เปรียบเทียบ สรุป วิเคราะห์ และในหลายกรณีก็ช่วยพาเราไปถึงแหล่งอ้างอิงได้ด้วย
เราจึงอาจกำลังเข้าสู่สิ่งที่ผมอยากเรียกว่า
The Death of the Know-it-all
หรือจุดจบของยุคที่ความได้เปรียบของมนุษย์อยู่ที่การ “รู้มากกว่าคนอื่น”
ไม่ได้หมายความว่าความรู้หรือประสบการณ์หมดความสำคัญ
แต่เมื่อการเข้าถึงความรู้มีต้นทุนลดลงเรื่อย ๆ ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ตัวตัดสินความได้เปรียบเหมือนในอดีตอีกต่อไป และตรงนี้ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจขึ้นมา
ถ้า Experienced-based Leader แบบเดิมไม่เพียงพอสำหรับโลกใหม่
ถ้า Old-school Financial Advisor ใช้กรอบเดิมตอบโจทย์การเงินแบบใหม่ไม่ได้
หรือถ้านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจาก expertise เดิม ไม่สามารถใช้สูตรเดิมกับบริบทใหม่ได้
แล้วความได้เปรียบของคนในยุคต่อไปจะอยู่ที่ไหน?
เมื่อ Access to Knowledge ค่อย ๆ กลายเป็น commodity
โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่การตอบคำถามที่เคยมีคำตอบแล้ว
แต่อาจเป็น
การตั้งคำถามกับสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ
เพราะ AI เก่งมากในการพาเราไปหาสิ่งที่มนุษย์เคยรู้
แต่พื้นที่ที่ยังไม่มีใครรู้ ยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูป หรือยังไม่เคยถูกทดลอง อาจเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ยังสร้างความได้เปรียบใหม่ขึ้นมาได้
แล้วเราจะพัฒนาตัวเองอย่างไรในโลกแบบนี้?
ผมคิดว่าอาจเริ่มต้นได้จากสามเรื่อง
1. ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคิดว่ารู้อยู่แล้ว
แทนที่จะถามว่า
“ธุรกิจเราอยู่ใน Red Ocean แล้วจะลดราคาอย่างไรเพื่อเพิ่ม Market Share?”
ลองเปลี่ยนเป็น
“ถ้าวันนี้เราเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ และไม่มีข้อจำกัดจากวิธีคิดเดิม เราจะเข้าสู่ตลาดนี้อย่างไรเพื่อแข่งขันกับเจ้าตลาด?”
หรือแทนที่จะให้ฝ่าย Back Office ออกแบบระบบจากมุมของตัวเองเพียงอย่างเดียว ลองให้เขาไปเป็น User ของ Front Office จริง ๆ
บางครั้ง สิ่งที่เราได้กลับมาอาจมีค่ากว่าการประชุมระดมสมองด้วยวิธีเดิมหลายครั้ง
เพราะคำถามใหม่ มักเปิดพื้นที่ให้เราเห็นคำตอบที่กรอบเดิมไม่เคยเปิดให้เห็น“ถ้าวันนี้เราเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ และไม่มีข้อจำกัดจากวิธีคิดเดิม เราจะเข้าสู่ตลาดนี้อย่างไรเพื่อแข่งขันกับเจ้าตลาด?”
หรือแทนที่จะให้ฝ่าย Back Office ออกแบบระบบจากมุมของตัวเองเพียงอย่างเดียว ลองให้เขาไปเป็น User ของ Front Office จริง ๆ
บางครั้ง สิ่งที่เราได้กลับมาอาจมีค่ากว่าการประชุมระดมสมองด้วยวิธีเดิมหลายครั้ง
เพราะคำถามใหม่ มักเปิดพื้นที่ให้เราเห็นคำตอบที่กรอบเดิมไม่เคยเปิดให้เห็น
2. ลองเป็น “คนที่โง่ที่สุดในห้อง”
หนึ่งในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดสำหรับการพัฒนาตัวเอง อาจเป็นพื้นที่ที่เรารู้สึกว่าตัวเองเก่งที่สุดและปลอดภัยที่สุด
เพราะเมื่อเรารู้คำตอบเกือบทุกอย่าง เราก็แทบไม่มีเหตุผลที่จะตั้งคำถามใหม่
ในทางกลับกัน ถ้าเราเข้าไปอยู่ในห้องที่คนอื่นรู้มากกว่าเรา เราจะเริ่มเห็นขอบเขตของสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้ทันที และสิ่งสำคัญคือการยอมรับมัน
ไม่จำเป็นต้องรีบปกปิดว่าเราไม่รู้
ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ตัวเองดูเป็นคนที่มีคำตอบทุกเรื่อง
เพราะทันทีที่เรายอมรับว่า
“เรื่องนี้เรายังไม่รู้”
เราได้เปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการเรียนรู้ขึ้นมาแล้ว
3. เปลี่ยนความหมายของคำว่า “ความเสี่ยง” คนส่วนใหญ่มักมองความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง และนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราชอบอยู่ในพื้นที่ที่คุ้นเคย
แต่ถ้าคิดอีกแบบ สิ่งใหม่แทบทุกอย่างมีความไม่แน่นอนอยู่ในตัว
ดังนั้นถ้าองค์กรเต็มไปด้วยคนที่ไม่ต้องการออกจาก Comfort Zone เลย โอกาสที่จะเกิดวิธีคิดหรือ innovation ใหม่ก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย
ไม่ได้หมายความว่าเราควรเสี่ยงโดยไม่คิด
แต่หมายความว่าเราควรเริ่มแยกให้ได้ว่า
อะไรคือ ความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
และอะไรคือ ความเสี่ยงที่ซื้อการเรียนรู้ให้เรา
ถ้าเราทดลองแล้วผิด เราได้ข้อมูลใหม่
ถ้าทดลองแล้วถูก เราได้ทั้งข้อมูลใหม่และผลลัพธ์
ในมุมนี้ ความเสี่ยงบางประเภทจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่อาจทำให้เราสูญเสีย
แต่มันคือราคาที่เราจ่ายเพื่อเข้าไปสำรวจสิ่งที่เรายังไม่รู้
อาจเรียกสิ่งนี้ได้ว่า
New Alpha
ผลตอบแทนที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าเข้าไปสำรวจ ท้ายที่สุด
บทความนี้ไม่ได้กำลังถามว่า มนุษย์จะเอาชนะ AI ได้อย่างไร
เพราะนั่นอาจเป็นคำถามที่ผิดตั้งแต่ต้น
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ
ในวันที่ AI ทำให้ Access to Knowledge มีต้นทุนถูกลงเรื่อย ๆ เราจะใช้ความสามารถของมนุษย์ไปกับอะไร?
บางทีความได้เปรียบในยุคต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า
ใครรู้มากที่สุด
แต่อยู่ที่ว่า
ใครกล้ายอมรับสิ่งที่ตัวเองยังไม่รู้
ใครตั้งคำถามกับสิ่งที่ทุกคนคิดว่ารู้แล้ว
และใครกล้าเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ยังไม่มีคำตอบ
เพราะทันทีที่เรายอมรับขอบเขตของความรู้เดิม
เราก็เริ่มขยายขอบเขตของสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้
และบางที ในโลกที่คำตอบกำลังมีราคาถูกลงเรื่อย ๆ
คำถามที่เรายังตอบไม่ได้ อาจกำลังมีค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ
That is the moment when
The Unknown becomes your new wisdom.
Your life. Your call.
ติดตาม Statement Cards, Frameworks และแนวคิดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: The Last CEO
โฆษณา