เรื่องที่มีการพูดกันมากในช่วงของการประชุม IMF-World Bank ในครั้งนี้คือการพูดถึงความสำคัญของ AI ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า AI ต้องเข้ามาในทุกเรื่องในโลกนี้ (AI in All) และไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็เข้าไปอยู่ใน AI ได้ทั้งนั้น (All in AI) ทุกประเทศจึงต้องหาวิธีลงทุนและเลือกใช้ AI ให้เกิดประโยชน์
เวทีการประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ ได้มีการจัดเวทีพูดเรื่อง AI มาก ที่สำคัญคือวาระเรื่อง Small AI More and Better Jobs ที่มีผู้ร่วมนำเสนอ 3 คน คือ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก, Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF
พวกเขาพูดกันว่า AI มีสองประเภท คือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ คือ LLM (Large Language Model) ที่กังวลกันว่าจะมาแย่งงานมนุษย์ ซึ่งจะเป็นไปได้แน่ แต่โมเดลขนาดเล็ก หรือ Small AI จะมีประสิทธิภาพสูงในการนำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในชีวิตจริงตั้งแต่โรงเรียน ครู บุคลากร สาธารณสุข จนถึงเกษตรกรรายย่อย ซึ่งจะเป็นโอกาสอย่างมากในการเพิ่มผลิตผลและสร้างงานใหม่
เรื่องสำคัญซึ่งที่เวทีประชุมเน้นมาก คือ ต้องปรับปรุงระบบการศึกษาโดยเร็ว โดยระบบต้องไม่ยึดติดกับรูปแบบใดแบบหนึ่ง ระบบการศึกษาจึงต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว ทั้งนี้ รัฐบาลต้องทบทวนระบบการศึกษา เพื่อเตรียมคนให้พร้อมกับโลก AI
ผู้ร่วมพูดทั้งสามที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนได้สรุปว่า ไม่ว่าจะรัก เกลียด หรือกลัว AI แต่เทคโนโลยีก็เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของโลกแล้ว เชื่อว่าหากประเทศต่างๆมีความพร้อม AI ก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ผู้คนเข้าถึงได้ ไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือ
คำแนะนำทั้ง 6 ข้อของ IMF สรุปได้ว่า ขณะที่โลกเขากำลังวิ่งไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีและวินัยการเงิน แต่ประเทศไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาลต่างกรรมต่างวาระกำลังเดินถอยหลังด้วยหนี้สินก้อนโต ประชานิยมชั่วครู่ชั่วยาม และการขาดวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง
เป็นที่น่าสังเกตว่า IMF ได้ชี้แนะประเทศไทยเราในจุดที่แย่ๆที่เถียงไม่ขึ้นทั้งนั้น แต่ด้วยความที่เป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูง IMF จึงไม่ได้แตะต้องหรือเอ่ยถึงจุดอันตรายสุดๆที่ฉุดรั้งประเทศให้โตไม่ได้ ซึ่งฝังรากลึกในประเทศไทยมานานเต็มทีแล้ว 2 ประการ คือ