9 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

เอาแล้ว! โจทย์ที่ต้องแก้ บทเรียนที่ต้องถอด และคนที่ต้องออกมาพูดตรง ๆ เมื่อ “บันเทิงธิปไตย” ครองเมือง

By พชร นริพทะพันธุ์​​
นี่คือพาดหัวเรียกคลิก (Clickbait) ที่เห็นมาบ่อยจนเกร่อ เขียนขึ้นก็เพื่อสร้างความตื่นเต้นในโลกการสื่อสารความเร็วสูงยุคสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเน้นพาดหัวมากกว่าเนื้อหา เพื่อให้เหมาะสมกับฉายา “คนไทย 8 บรรทัด” โดยความสนใจมักไปตกอยู่ที่ความสามารถในการสร้างดราม่า มากกว่าความเป็นอยู่ที่ดีหรือความสงบเรียบร้อยของสังคม
การสื่อสารและการบันเทิงนั้นไม่ได้มีอะไรผิด และมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยลดความตึงเครียดของสังคม แต่จำเป็นต้องมีความสมดุลกับแก่นสารของเนื้อหา ทว่าการสร้าง “บันเทิงธิปไตย” รายวันเช่นนี้เปรียบเสมือนดาบสองคมของสังคมไทย ดาบคมหนึ่งคือการสร้างความตื่นรู้ตื่นตัวกับเหตุการณ์ทางการเมือง ส่วนอีกคมหนึ่งคือการปลุกอารมณ์ร่วมของหมู่ชนโดยไม่ได้สาระ หรือไม่ได้เนื้อหาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง รวมถึงขาดอุดมการณ์ทางปรัชญาอันเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ
ระบบการสื่อสาร การออกแบบการสื่อสาร และการรับรู้การสื่อสาร คือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และวัฒนธรรมทางปัญญาของสังคม เมื่อการสื่อสารตื้นเขินและเน้นเพียงการเร้าอารมณ์ ก็ส่งผลให้สังคมและสาธารณชนขาดความลึกซึ้ง หรือขาดความพยายามที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจ จนกลายเป็นระบบ “สังคมกระแสลากไป” มากกว่าความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องนั้น ๆ
นำไปสู่การเป็นสังคมที่เน้นตอบโจทย์ระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินมากกว่าการสร้างงาน การเชื่อในการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง หรือการสร้างสังคม Influencer หวือหวาจนเกินเหตุ ล่อลวงและต้มตุ๋นจนกลายเป็นบ่อเกิดของปัญหาสแกมเมอร์ (Scam) เรื้อรัง
พื้นฐานพฤติกรรมเหล่านี้ได้กลายเป็นเครื่องมือของ “บุรุษหลังม่าน” ที่ต้องการสร้างสถานการณ์และซ่อนตัวอยู่หลังสื่อใหม่ ๆ ซึ่งคอยปั้นหรือเฟ้นสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน สำหรับนักคิดและนักปรัชญาแล้ว การสร้างวัฒนธรรมเช่นนี้ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนลงลึกในประเด็นสังคม แต่เป็นเพียงการเฮฮาพาทีไปกับเรื่องราวรายวันที่มีอายุสั้นมาก จนไม่สามารถนำไปสู่การวิเคราะห์เชิงลึก หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดได้
ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะที่ผ่านมา โจทย์ที่ต้องแก้ หรือบทเรียนที่ต้องถอด ก็ถอดและแก้กันจนโล่งโจ้งหมดแล้ว แต่ความสามารถในการทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกลับมีจำกัด เนื่องจากทิศทางการเปลี่ยนแปลงและสมาธิของผู้นำถูกนำพาไปตามกระแสสังคมที่เปลี่ยนไปตามอารมณ์ มากกว่าความสามารถในการแยกแยะ วิเคราะห์ และบริหารจัดการความต้องการที่ยั่งยืนของตนเอง
เลิกถอดบทเรียน แล้วเริ่มลงมือทำ
ปัญหาเรื้อรังในระบบราชการปัจจุบัน คือการที่ผู้นำเกิดความขลาดกลัวที่จะลงมือทำ เนื่องจากกลัวกระแสสังคมจนเกินเหตุ เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลายอย่างจำเป็นต้องสร้างความลำบากให้กับคนบางกลุ่ม ซึ่งบางครั้งกระทบผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็ก ๆ จนทำให้เกิดกระแสต่อต้าน เช่น การแก้ไขกฎหมายภาษี การแก้ไขกฎหมายการพนัน การลดค่าใช้จ่ายของรัฐ หรือการจัดระเบียบพฤติกรรมและพื้นที่
พฤติกรรมหลายอย่างที่ดำรงอยู่จนกลายเป็นความคุ้นชิน ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะไม่ต่างจาก “กบต้ม” จนในที่สุดก็เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยรวม จนต้องมานั่งถอดบทเรียนกันอยู่เรื่อย ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร จนวนลูปกลับมาสร้างผลกระทบต่อสังคมในภาพกว้าง เสมือนการแก้ปัญหาแบบ “วัวหายแล้วคอกก็ไม่ล้อม” ขอถอดบทเรียนก่อน จนกระทั่งซื้อวัวมาใหม่ แล้ววัวก็หายอีกครั้ง
สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสังคมอย่างมาก การปล่อยให้มีการพนันผิดกฎหมายโดยไม่ยอมแก้ไขเพื่อให้จัดระเบียบและควบคุมได้ การไม่ปลดหรือลด VAT มาอยู่ที่ 8-9% เพราะกลัวภาระต้นทุน แต่รัฐกลับต้องแบกรับจนส่งผลต่อเครดิตทางการเงิน และทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้นเกิน 1% จนต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นและกลายเป็นภาระของสังคม หรือแม้กระทั่งการควบคุมราคาสินค้า
ซึ่งสุดท้ายต้องไปกดราคาแรงงาน จนคนทำงานมองไม่เห็นอนาคตและคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วจึงไปโทษแรงงานต่างด้าว เพราะพวกเขายังยอมให้กดค่าแรงอันเนื่องมาจากปัญหาความเจริญในประเทศของตน สิ่งเหล่านี้คือปัญหาเชิงความคิดและเชิงสาธารณะที่ต้องได้รับการเปลี่ยนวิธีคิดอย่างจริงจัง
สร้างวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง สร้างสังคมให้มี “แก้มลิงทางความรู้”
สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ “ความไม่แน่นอน” ในการตัดสินใจ ไม่มีอะไรถูกต้อง 100% และไม่มีอะไรผิด 100% ทุกการตัดสินใจล้วนมีความเสี่ยง (เช่นเดียวกับที่เราเตือนนักลงทุนว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง) สิ่งสำคัญคือการปลูกฝังให้สังคมรู้จักวิเคราะห์ความเสี่ยง เรียนรู้ที่จะชั่งน้ำหนัก และบริหารจัดการการตัดสินใจนั้น ๆ เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของคนในสังคมได้ทั้งหมด แต่เราต้องมีผู้นำทางความคิดที่คอยช่วยแนะนำและนำพาคนส่วนใหญ่ไปในทางที่ถูกต้อง
ไม่ใช่ปัญหาเรื่อง “โอกาสทางการศึกษา” แต่เป็นปัญหาเรื่อง “คุณภาพการศึกษา” ซึ่งเริ่มมาจากพื้นฐานครอบครัว เริ่มจากการ Outsource หน้าที่ผู้ปกครองให้กับโรงเรียน การที่โรงเรียนสร้างครูให้เป็น “ข้าราชการ” มากกว่าเป็น “ครู” และการสร้างวัฒนธรรมท่องจำเพื่อไปสอบ มากกว่าท่องจำเพื่อนำไปวิเคราะห์ ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนในสภาพสังคมยุคใหม่
ในยุคสื่อสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลพร้อมให้เสพตลอดเวลาตามความต้องการและอารมณ์ ทำให้ข้อมูลเปรียบเสมือนน้ำที่พร้อมจะท่วมทุ่ง แล้วไหลหรือระเหยหายไป การที่ประชาชนไม่มี “แก้มลิงทางความรู้” ที่คอยกักเก็บและประเมินผลข้อมูลก่อนที่มันจะท่วมและทิ้งไป จึงทำให้เกิดความเสียหายอยู่เป็นประจำตามช่วงอารมณ์ที่มีข้อมูลไหลเข้ามากระตุ้น
ลด ละ เลิก การเสพติดสื่อสร้างกระแส
ผลวิจัยในต่างประเทศระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook หรือ TikTok ทำหน้าที่ไม่ต่างจากสารเสพติดในสมอง และถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เราเสพติดหน้าจอ จนผู้บริโภคไม่มีโอกาสหยุดหรือละมันได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศระงับการเข้าถึงบริการของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี เช่น ในออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร การที่เขากำหนดเส้นแบ่งไว้ที่อายุ 12 ปี เพราะใช้มาตรฐานการเติบโตทางความคิดของเด็กในสังคมนั้น ๆ รวมถึงรูปแบบครอบครัวและความรับผิดชอบ เป็นต้น
แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กไทยมักเติบโตช้ากว่าเด็กในต่างประเทศเนื่องจากการเลี้ยงดูที่ประคบประหงม และความรับผิดชอบจะเกิดขึ้นช้ากว่าต่างประเทศหลายสิบปี ทำให้การเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์เกิดผลเสียต่อประชากรรุ่นใหม่มากกว่าในต่างประเทศ ทว่าจนถึงปัจจุบัน เรายังไม่มีนโยบายหรือแนวทางการดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
การ “ลด ละ เลิก” การเสพสื่อสังคมออนไลน์ จึงควรเป็นวาระที่มีความสำคัญระดับต้น ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อศักยภาพทางความคิดของเด็กไทยในอนาคต ไม่ต่างจากยาเสพติดชนิดอื่น ๆ และผู้ใหญ่เองก็ต้องตระหนักถึงผลกระทบนี้เช่นกัน การเสพกระแสมากเกินไปจนสร้างความโกรธเกลียด ดราม่ากันรายนาที ย่อมส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการวิเคราะห์ เกิดปัญหาสุขภาพจิตและสุขภาพกาย หรือกระทบต่อมุมมองการทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคม
ซึ่งเป็นผลเสียที่เกินกว่าการรักษาสิทธิทางการเมืองหรือการเรียกร้องสิทธิพลเมือง แต่กลับเป็นการสร้างความแตกแยกโดยไม่ได้ลงลึกไปถึงแนวทางการแก้ไขหรือปรับปรุง เน้นไปในทางจับผิดและทำลายล้าง ซึ่งส่งผลให้เกิดการสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง มากกว่าการสร้างสังคมนวัตกรรมที่เปิดกว้างต่อการทดลองความคิดใหม่ ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต่อความอยู่รอดและความแข็งแกร่งของสังคมไทย
วัฒนธรรมเชิงวิเคราะห์และการลดการตามกระแส ช่วยตอบโจทย์ความยั่งยืนของการลงทุน
พื้นฐานวัฒนธรรมตามกระแสและการสื่อสารเชิงตื้น ส่งผลให้ตลาดการลงทุนของเราผันผวนอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทรงพลังมาตลอดหลายสิบปี การสร้างวัฒนธรรมแสดงวัตถุ อวดรวย เพื่อสร้างกระแสความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุน ได้กลายเป็นปัญหาอาชญากรรมแชร์ลูกโซ่มาหลายทศวรรษ จนกระทั่งถึงยุคสแกมความเร็วสูงและสื่อสังคมออนไลน์ ยิ่งทำให้เห็นผลกระทบของพฤติกรรมนี้ในวงกว้างมากขึ้น
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการกระตุ้นให้ ลด ละ เลิก การเสพสื่อ จะช่วยฟื้นฟูศักยภาพในการคิดวิเคราะห์ของสังคม และแก้ไขปัญหาเรื้อรัง เช่น ความรุนแรง หรือความต้องการรวยทางลัด พร้อมทั้งพัฒนาการฝึกฝนการทำงานที่ช่วยสร้างอาชีพ สร้างอนาคต และพัฒนาคุณภาพชีวิต มากกว่าการสร้างวัฒนธรรม “ถูกหวย รวยเร็ว” แล้วหาทางออกด้วยยาเสพติดและการพนันเพราะคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น
เช่นเดียวกับนโยบายรัฐที่จำเป็นต้องเดินหน้าไปให้ไกลกว่าการตอบโจทย์กระแสสังคมตรงหน้า เลิกการสร้างประชานิยมแบบผิด ๆ หรือการลด แลก แจก แถม เพื่อหวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ในความเป็นจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่านั้น
คือภายใต้โอกาสอันตื้นเขินและความต้องการระยะสั้นเหล่านั้น กลับมีนายทุนและผู้มีอำนาจที่ได้รับผลประโยชน์จากความเสื่อมถอยของคุณภาพมนุษย์ เช่น เจ้าของ Facebook ที่แม้จะรู้ว่าสิ่งตนสร้างและให้บริการมีผลกระทบต่อความคิดของเยาวชน ก็ยังคงทำต่อไปโดยไม่สนใจผลกระทบนั้น ทำให้เราตกเป็นเหยื่อของผลประโยชน์และถูกจับเป็นตัวประกัน เพียงเพราะสังคมพัฒนาตามไม่ทัน
สุดท้ายนี้ เทคโนโลยีไม่ได้น่ากลัว แต่ “คน” นี่แหละที่น่ากลัว การแสวงหาผลประโยชน์บนคนหมู่มากเพื่อคนกลุ่มน้อย โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและสภาพสังคม คือปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ และเราต้องช่วยกันแก้ไข โดยเริ่มจากตัวเราเอง อย่าปล่อยให้ตัวเราตกเป็นเหยื่อของการถูกกระตุ้นด้วยกระแสและอารมณ์ชั่ววูบ
โฆษณา