Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
DoctorWantTime
•
ติดตาม
27 ต.ค. เวลา 23:41 • หุ้น & เศรษฐกิจ
💰 ตราสารหนี้ (หุ้นกู้) vs ตราสารทุน (หุ้นสามัญ) ต่างกันอย่างไร?
หลายคนเริ่มลงทุนจาก "หุ้น" หรือ "หุ้นกู้" แต่ยังสงสัยว่าทั้งสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร และแบบไหนเหมาะกับเรา?
คำตอบสำคัญอาจอยู่ที่คำถามง่าย ๆ เพียงข้อเดียว...
"เราอยากเป็น 'เจ้าหนี้' หรือ 'มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของกิจการ'?"
เพราะทั้งสองอย่างให้ผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิของผู้ลงทุนที่แตกต่างกัน
📌 ตราสารหนี้ (หุ้นกู้) = "เจ้าหนี้"
การซื้อหุ้นกู้ เปรียบเสมือนการที่เราให้บริษัท "กู้เงิน" โดยบริษัทมีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยตามที่กำหนด และคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนดอายุ (หากบริษัทสามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญา)
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับหุ้นกู้
- ได้รับผลตอบแทนในรูปของ "ดอกเบี้ย"
- มีวันครบกำหนดอายุ (Maturity Date)
- สามารถซื้อขายในตลาดรองได้ จึงอาจมีกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างราคา
- โดยทั่วไปมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นสามัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง
⚠️ หุ้นกู้ไม่ใช่เงินฝาก และไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับเงินต้นคืนเสมอไป หากบริษัทประสบปัญหาทางการเงินหรือผิดนัดชำระหนี้ ผู้ลงทุนอาจได้รับเงินคืนไม่ครบหรือไม่ได้รับคืนเลย
📌 ตราสารทุน (หุ้นสามัญ) = "มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของกิจการ"
เมื่อเราซื้อหุ้นสามัญ เรากำลังซื้อ "ส่วนหนึ่งของบริษัท" และมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของกิจการตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับหุ้นสามัญ
- มีสิทธิออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ
- อาจได้รับ "เงินปันผล" หากบริษัทมีกำไรและนโยบายจ่ายปันผล
- สามารถได้รับผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นได้
- ไม่มีวันครบกำหนดอายุ และสามารถถือครองได้ตราบเท่าที่บริษัทยังคงดำเนินกิจการ
- ราคาหุ้นมีความผันผวนมากกว่าหุ้นกู้ จึงมีโอกาสได้รับทั้งผลตอบแทนที่สูงขึ้นหรือขาดทุนจากราคาหุ้นได้เช่นกัน
💡 เงินปันผลไม่ใช่สิ่งที่การันตีว่าจะได้รับทุกปี เพราะขึ้นอยู่กับผลประกอบการและนโยบายการจ่ายปันผลของบริษัท
⚖️ แล้วถ้าบริษัทไปไม่รอด ใครมีสิทธิได้รับเงินคืนก่อน?
โดยหลักแล้ว ผู้ถือหุ้นกู้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนผู้ถือหุ้น ทำให้มีโอกาสได้รับเงินคืนก่อนหากบริษัทประสบปัญหาทางการเงิน
ผู้ถือหุ้นกู้ ➡️ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ ➡️ ผู้ถือหุ้นสามัญ
แม้หุ้นสามัญจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ก็เป็นกลุ่มท้าย ๆ ที่มีสิทธิได้รับเงินคืนหากบริษัทต้องเลิกกิจการ
📝 เรื่องภาษีที่ควรรู้
ดอกเบี้ยและกำไรจากการขายหุ้นกู้ โดยทั่วไปจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเลือกให้เป็นภาษีสุดท้าย (Final Tax) หรือเลือกนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
เงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และสามารถเลือกนำมารวมคำนวณภาษี พร้อมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลได้
กำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของบุคคลธรรมดา ได้รับการยกเว้นภาษี
🎯 สรุป
หุ้นกู้ = เป็น "เจ้าหนี้" เน้นรับดอกเบี้ย มีวันครบกำหนด และโดยทั่วไปมี
ความผันผวนน้อยกว่า แต่ยังมีความเสี่ยงที่ผู้ออกหุ้นกู้อาจผิดนัดชำระหนี้ได้
หุ้นสามัญ = มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของกิจการ มีโอกาสได้รับทั้งเงินปันผลและผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่มีความผันผวนสูงกว่า และไม่มีการรับประกันผลตอบแทน
✨ ไม่มีการลงทุนแบบใดที่ "ดีกว่า" เสมอไป
การลงทุนแต่ละประเภทมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การเลือกลงทุนจึงควรสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้
การทำความเข้าใจว่าเรากำลังลงทุนในฐานะ "เจ้าหนี้" หรือ "มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของกิจการ" เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้เราเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะกับตัวเองได้มากขึ้น
#หมอยุ่งอยากมีเวลา #ตราสารหนี้ #หุ้นกู้ #ตราสารทุน #หุ้นสามัญ #ลงทุน #การเงินส่วนบุคคล #ดอกเบี้ย #เงินปันผล #ภาษี
การลงทุน
การเงิน
หุ้น
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย