4 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

สรุป 6 บันไดสร้างความมั่งคั่ง จาก 0 ถึงรวย 1,000 ล้าน ต้องทำอย่างไร ?

คนมีเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ กับคนรวย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีปัญหาเรื่องเงินต่างกันตรงไหน ?
ก็ตรงที่คนแรกกลัวเงินไม่พอใช้ ส่วนคนหลังกลัวเงินที่มีค่อย ๆ หายไปมากกว่า
และการจะขยับขั้นฐานะของเราขึ้นไปนั้น สิ่งที่ต้องทำ ก็แตกต่างกันตามความมั่งคั่งที่เรามีด้วย
3
แล้วถ้าอยากไต่จากศูนย์ ขึ้นไปให้ถึงหลักพันล้าน แต่ละขั้นต้องทำอะไร ?
WealthThink จะสรุปให้ จากเนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือ The Wealth Ladder (บันไดแห่งความมั่งคั่ง) เขียนโดยคุณ Nick Maggiulli
1
หนังสือเล่มนี้แบ่งความมั่งคั่งเป็น 6 ระดับ ตามมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ
2
- ขั้นแรก ระดับที่ 1 ต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (330,000 บาท)
ปัญหาของคนระดับนี้ คือความไม่มั่นคง และความเครียดจากการไม่มีเงิน
สิ่งที่ต้องเลี่ยงที่สุดคือ หนี้ก้อนใหญ่ ทั้งบัตรเครดิตและหนี้การศึกษา เพราะมันถ่วงให้ก้าวไปข้างหน้าไม่ได้
แต่ถ้ามีหนี้อยู่แล้ว ให้หยุดสร้างหนี้เพิ่ม และอย่าโกรธหรือโทษตัวเองกับความผิดพลาดในอดีต เพราะมันไม่ช่วยให้ปลดหนี้เร็วขึ้น
ส่วนคำแนะนำยอดฮิตอย่าง “ให้ลดรายจ่าย” ผู้เขียนมองว่าแทบไม่มีประโยชน์กับคนกลุ่มนี้ เพราะเงินส่วนใหญ่หมดไปกับสิ่งจำเป็นอยู่แล้ว ทั้งอาหาร ที่อยู่ การเดินทาง และสุขภาพ
ทางออกจึงเป็น ต้องหาทางเพิ่มรายได้ โดยสร้างทักษะที่ตลาดต้องการ เช่น
- ทุ่มเททำงานหนักให้โดดเด่น ยกเว้นพยายามหนักแล้วไม่มีใครเห็น ก็ควรมองหางานใหม่
- อาสาช่วยงานผู้อื่นโดยไม่คิดเงิน เพื่อแลกประสบการณ์ที่อาจกลายเป็นเส้นทางอาชีพในอนาคต
- เรียนเพิ่ม โดยเลือกหลักสูตรที่ราคาถูกที่สุดเท่าที่ทำได้ และผู้เขียนเตือนว่า อย่ากู้เงินก้อนใหญ่ เพื่อแลกกับปริญญาเพียงใบเดียว
แต่ถ้าลำบากและจำเป็นจริง ๆ เพื่อให้หลุดพ้นระดับนี้ ก็อาจใช้ความมั่งคั่งทางความสัมพันธ์ คือมองหาคนรอบตัวที่ช่วยเราได้ แล้วเตรียมตอบแทนเขาในวันที่เราพร้อมในอนาคต
- ระดับที่ 2 ตั้งแต่ 10,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (330,000-3.3 ล้านบาท)
ระดับนี้ สิ่งที่ส่งผลต่อความมั่งคั่งในอนาคตมากที่สุดคือ “การศึกษา” เพราะเป็นช่วงที่คนมีเงินมากพอจะเรียน แต่ยังไม่มากเกินไป จนต้องเสียโอกาสสร้างรายได้มหาศาล
ผู้เขียนมองการศึกษาเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง เหมือนหุ้นหรือพันธบัตร แต่ดีกว่าตรงที่ไม่มีใครพรากมันไปจากเราได้
การเรียน การศึกษา จะช่วยให้เราทำงานฉลาดขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้นจากสิ่งที่หายากที่สุดของเรา นั่นคือ เวลา
ซึ่งใครมีงานประจำที่ต้องทำอยู่ การเข้าถึงการศึกษาอาจเป็นการเรียนภาคค่ำควบคู่กับงานประจำ หรือเข้าค่ายเขียนโคด 12 สัปดาห์ เป็นต้น
ส่วนการเลือกอาชีพที่ใช่สำหรับเรา มีสูตรง่าย ๆ คือหาจุดตัดของ 3 อย่าง
1) สิ่งที่เราถนัด
2) สิ่งที่เราสนใจ
3) สิ่งที่คนอื่นยินดีจ่ายเงินให้
แล้วควรเริ่มจากข้อไหนก่อน ?
ผู้เขียนแนะนำว่า ให้เริ่มจาก “สิ่งที่คนอื่นยินดีจ่าย” เพราะเมื่อมีรายได้แล้ว ค่อยหาอาชีพที่ตรงกับความถนัดและความสนใจต่อได้
ถ้าอยากรู้ว่า ตัวเองกำลังติดแหง็กอยู่ในงานที่ไม่โตหรือเปล่า
ลองถามตัวเองว่า เรากำลังเรียนรู้ทักษะใหม่อยู่ไหม งานนี้มีเส้นทางก้าวหน้าชัดเจนไหม เร็ว ๆ นี้ได้รับหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ไหม และช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เงินเดือนขึ้นไหม ?
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่” ก็ควรเริ่มมองหาอาชีพที่ต้องการให้เร็วที่สุด
- ระดับที่ 3 ตั้งแต่ 100,000-1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.3-33 ล้านบาท)
ถึงตรงนี้ เรื่องที่เปลี่ยนความมั่งคั่งในอนาคตได้ คือ “แนวทางการลงทุน”
ผู้เขียนบอกว่าไม่ต้องรอถึงระดับนี้ถึงเริ่มลงทุนได้ แต่ยิ่งมาถึงระดับนี้แล้วยังไม่ลงทุน ก็ยิ่งพลาดโอกาสมาก
เพราะเงินที่ลงทุนใน 10 ปีแรก ส่งผลต่อมูลค่าพอร์ตสุดท้าย มากกว่าเงินที่ลงทุนใน 30 ปีหลัง ซึ่งเป็นพลังของการทบต้น ที่สวนทางกับสามัญสำนึกของคนทั่วไป
ส่วนจะลงทุนในอะไร ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะมีทั้งคนที่รวยจากอสังหาริมทรัพย์ หุ้น กองทุนอิงดัชนี หรือธุรกิจส่วนตัว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขามีสินทรัพย์ที่สร้างรายได้
อีกทางที่พาคนระดับ 3 ไปถึงระดับ 4 ได้ คือ ธุรกิจเสริม ตั้งแต่งานเรียบง่ายอย่าง รับเลี้ยงสัตว์ รับงานฟรีแลนซ์ ไปจนถึงทำสินค้าขาย หรือธุรกิจออนไลน์ ที่ทำได้แบบไม่กระทบงานประจำ
ซึ่งทั้งการลงทุนและธุรกิจเสริม ช่วยให้มีรายได้หลายช่องทาง ลดความเสี่ยงจากการมีรายได้ทางเดียวอย่างงานประจำ
แต่สิ่งที่ฉุดคนระดับนี้ให้ตกบันไดกลับไประดับต่ำกว่าได้ง่ายคือ การใช้จ่ายเกินตัว โดยเฉพาะการใช้เงินจำนวนมากไปกับที่อยู่อาศัยและรถยนต์
- ระดับที่ 4 ตั้งแต่ 1-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (33-333 ล้านบาท)
ที่ระดับนี้ ความมั่งคั่งส่วนใหญ่อยู่ในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ ซึ่งมูลค่าผันผวนแรง ความผิดพลาดในการลงทุนจึงทำให้เสียหายหนักขึ้น
ความผิดพลาดที่พบบ่อยในระดับนี้คือ “การกระจุกตัว”
หลายคนคิดว่ากระจายความเสี่ยงแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้ทำ
เช่น ถือหุ้นบริษัทน้ำมัน 10 ตัว หรือมีอสังหาฯ ให้เช่าหลายแห่งในเมืองเดียวกัน พอธุรกิจหรือพื้นที่นั้นมีปัญหา ก็เจ็บทั้งพอร์ต
ในระดับ 4 พอร์ตการลงทุนมักทำเงินได้มากกว่างานที่ทำอยู่ และการลงทุนก็เป็นตัวแปรหลัก ที่ทำให้ความมั่งคั่งเปลี่ยนไปในแต่ละปี
แต่ผู้เขียนบอกว่า วิธีที่พาเรามาถึงระดับ 4 จะไม่พาเราไปต่อ
 
งานรายได้สูง การลงทุนที่ดี และการออมสม่ำเสมอ อาจพาไประดับ 5 ได้ในช่วงบั้นปลายชีวิต เช่น ช่วงอายุ 70-80 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่อยากรอนานขนาดนั้น
สิ่งที่ทำได้คือ ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยจะเริ่มสร้างธุรกิจเอง หรือเข้าร่วมธุรกิจ ที่จะขายได้ในราคาหลักล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป
โดยมุ่งหาส่วนความเป็นเจ้าของในหุ้น อาจเป็นสัดส่วนเล็ก ๆ ในธุรกิจใหญ่ หรือสัดส่วนมากในธุรกิจเล็ก
ผู้เขียนมองว่า การเป็นเจ้าของธุรกิจ คือความต่างสำคัญที่สุด ระหว่างระดับ 4 กับระดับ 5 หรือ 6
ทั้งนี้ การสร้างธุรกิจต้องใช้เลเวอเรจ 4 แบบรวมกัน
1) แรงงาน คือจ้างคนมาทำแทน
2) เงินทุน คือใช้เงินคนอื่นมาลงทุนแล้วแบ่งกำไร
3) เนื้อหา คือสร้างคอนเทนต์ที่ต่อยอดรายได้ และสเกลได้มหาศาล
4) โคด คือแพลตฟอร์ม เว็บไซต์ แอป ที่สเกลธุรกิจได้เกือบไม่จำกัด
ตัวอย่างเช่น คุณ Mark Zuckerberg เมื่อ Meta ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ คนหลายร้อยคนลงมือทำแทน โดยเขาไม่ต้องเขียนโคดเอง
และถ้าผลิตภัณฑ์สำเร็จ ก็สามารถขยายไปถึงคนหลายพันล้านคนบนแพลตฟอร์มได้ทันที
แต่ถ้าคิดจะทำธุรกิจ ผู้เขียนฝากไว้ 3 เรื่อง
เรื่องแรก ธุรกิจไม่เหมาะกับคนใจเสาะ เพราะต้องผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดอย่างมาก
เรื่องที่สอง ต้องใช้ประสบการณ์พอสมควร โดยในหนังสืออ้างงานวิจัยที่พบว่า ธุรกิจ 0.1% ที่โตเร็วที่สุดในสหรัฐฯ ผู้ก่อตั้งมีอายุเฉลี่ย 45 ปีในปีแรกที่ก่อตั้ง และการเคยทำงานในอุตสาหกรรมนั้นมาก่อน ช่วยให้มีโอกาสขายกิจการสำเร็จ มากกว่าเท่าตัว
เพราะผู้ก่อตั้งที่มีอายุมากกว่า มักมีทรัพยากรทางการเงินเยอะกว่า และมีความรู้ในอุตสาหกรรมนั้น ๆ สูงกว่า อีกทั้งยังมีเครือข่ายคนรู้จักที่กว้างขวางกว่าผู้ก่อตั้งที่อายุน้อย
เรื่องที่สาม ต้องมีความมั่นคงทางการเงินรองรับ ถ้าเกิดล้มเหลว เช่น เราหรือครอบครัว มีทรัพยากรทางการเงินเพียงพอที่จะให้เสี่ยงหรือไม่ เพราะการมีแผนรองรับในกรณีที่สิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปอย่างตั้งใจ จะช่วยให้รับความเสี่ยงได้มากกว่าคนที่ไม่มี
- ระดับที่ 5 ตั้งแต่ 10-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (333-3,333 ล้านบาท)
ผู้เขียนบอกว่า เศรษฐีหลักสิบล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เริ่มจากการขายบริษัทแรก แล้วเอาเงินไปเล่นเกมต่อ ในตลาดที่ใหญ่ขึ้นและไอเดียที่ใหญ่ขึ้น
เป้าหมายของผู้ประกอบการ จึงควรเป็นการออกจากธุรกิจแรกได้สำเร็จ ไม่ต้องรอสร้างบริษัทระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐให้ได้ตั้งแต่ครั้งแรก
ตัวอย่างคือ คุณ Elon Musk ขาย Zip2 ให้ Compaq ราคา 307 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังก่อตั้งมา 7 ปี แล้วนำเงินทุนที่ได้ไปต่อยอดสร้างธุรกิจอื่น ๆ ที่ยิ่งใหญ่กว่า
ซึ่งธุรกิจใหญ่ที่สุดของคนดังหลายคน ก็มักไม่ใช่ธุรกิจแรก (แต่ก็มียกเว้นบางคน เช่น คุณ Jeff Bezos กับ Amazon)
ถึงตรงนี้ ต้องเลือกว่าจะขยายธุรกิจเดิม หรือสร้างธุรกิจใหม่ที่โตได้มากกว่า
ผู้เขียนบอกว่า ถ้าลังเลว่าจะขยายธุรกิจเดิมไหม ความลังเลนั้นก็บอกอะไรบางอย่างในตัวมันเองอยู่แล้ว
แต่ถ้ายังเลือกขยายต่อ ก็ต้องทำให้มีลูกค้า ยอดขาย และกำไรมากขึ้น เพราะบริษัทใหญ่หนึ่งแห่ง ขายได้แพงกว่าหลายบริษัทเล็กรวมกัน
เพราะบริษัทใหญ่ดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพกว่าบริษัทขนาดเล็ก และมีต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำกว่า จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) จึงนำไปสู่การทำกำไรที่สูงขึ้น
ข้อสอง รายได้ของบริษัทใหญ่คาดเดาได้มากกว่า นักลงทุนจึงยอมจ่ายตัวคูณกำไรสูงกว่า อีกอย่างคือ การรวมบริษัทเล็กสิบแห่งเข้าด้วยกัน ต้องรวมทั้งวัฒนธรรมและระบบ เป็นเรื่องปวดหัวของนักลงทุน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเป้าหมายควรเป็นการขยายขนาดธุรกิจ เพราะไม่เพียงแต่บริษัทจะมีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อทำกำไรได้มากขึ้น แต่ยังมีโอกาสที่จะได้ตัวคูณที่สูงขึ้น จากกำไรเหล่านั้นด้วย..
แต่ปัญหาคือ การทำให้ธุรกิจโตนั้นยากมาก โอกาสที่ธุรกิจปัจจุบันจะกลายเป็นยูนิคอร์น (บริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีน้อย ดังนั้นถ้าได้ข้อเสนอที่น่าพอใจ เราจึงควรพิจารณาขายกิจการ
ผู้เขียนบอกว่า เขาได้ยินเรื่องของคนที่เสียใจเพราะไม่ขายธุรกิจ ตอนมีโอกาส มากกว่าคนที่ขายเร็วเกินไป..
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การขายธุรกิจเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจคือ มันเปิดโอกาสให้ได้เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ทำให้เราสามารถนำประสบการณ์ความผิดพลาดจากธุรกิจแรกมาใช้
เมื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ก็มีโอกาสสูงที่มันจะเติบโตจนมีขนาดใหญ่กว่าธุรกิจแรกนั่นเอง
อีกหนึ่งเหตุผลที่ควรพิจารณาขายธุรกิจก็คือ ความเสี่ยงที่มาจากการไม่ยอมขาย แม้ว่าการมีหุ้นจำนวนมากอยู่ในธุรกิจหนึ่ง อาจช่วยสร้างความมั่งคั่งมหาศาลได้ แต่ก็สามารถทำลายมันได้เช่นกัน
สิ่งที่ทำให้คนระดับ 5 ตกบันไดบ่อยที่สุด คือการกระจุกตัวของการลงทุน คือเอาไข่ทุกฟองใส่ตะกร้าใบเดียว
นอกจากนี้ ยังต้องระวังการใช้จ่ายเกินตัว ภาษี และหนี้สิน
ดังนั้น การมีนักบัญชีที่ดี และแผนจัดการมรดกที่วางไว้ล่วงหน้า รวมถึงการมีประกันภัยที่ครอบคลุมด้วย อาจช่วยประหยัดเงินได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้เขียนยังชี้ว่า ความมั่งคั่งมี “ข้อเสีย” อยู่ด้วยกัน 3 อย่าง
อย่างแรก คือการสูญเสียความไว้ใจ เพราะไม่รู้ว่าคนรอบตัวสนใจเรา หรือสนใจเงินของเรากันแน่ คนรวยจึงมักคบกับคนรวยด้วยกัน เพราะสร้างมิตรภาพบนค่านิยมและความสนใจร่วมกันได้ง่ายกว่า
อย่างที่สอง คือความเครียดเพิ่มขึ้น งานวิจัยที่ผู้เขียนอ้างถึงพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งกับสุขภาพจิต เป็นรูปตัว U กลับหัว คือดีขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นแย่ลงโดยเฉลี่ย
อย่างที่สาม คือความสัมพันธ์กับครอบครัวเปลี่ยนไป
เช่น ถ้าช่วยลูกคนหนึ่ง ลูกคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร และถ้าพี่น้องมาขอเงิน จะช่วยไหม
ผู้เขียนบอกว่า เงินควรทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น ไม่ควรเป็นภัยต่อความสัมพันธ์
และที่ระดับ 5 นี้ เราก็เลือกได้ว่า จะขยายธุรกิจเดิม เริ่มธุรกิจใหม่ เพื่อไปสู่ระดับ 6 หรือแม้แต่หยุดปีนบันไดขึ้นไปก็ได้ ถ้าพอใจในชีวิตแล้ว
- ขั้นสุดท้าย ระดับที่ 6 มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มากกว่า 3,333 ล้านบาท)
ที่ระดับนี้ การหาเงินเพิ่ม คือเรื่องที่ต้องกังวลน้อยที่สุด เพราะเรื่องกินอยู่ คนมี 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ต่างกันมากนัก
สิ่งที่ต้องทำคือ ปกป้องความมั่งคั่งที่มี ด้วยการหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ไม่ดี การใช้จ่ายเกินตัว และการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ
และต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ภาษี และการจัดการทรัพย์สิน มาช่วยทำให้การตัดสินใจของเรารอบคอบขึ้น ทำผิดพลาดน้อยลง และช่วยบริหารความเสี่ยง
จะเห็นได้ว่า ในแต่ละขั้นสิ่งที่น่าสนใจคือ ยิ่งขึ้นบันไดสูง คนจะใช้เวลาทำงานเพื่อเงินน้อยลง และใช้เวลามากขึ้นกับการให้เงินทำงานแทน
แถมสินทรัพย์ก็จะเปลี่ยนไปตามระดับ จากเงินสดและรถยนต์ ก็ไปเป็นบ้าน บัญชีเกษียณ หุ้น และสุดท้ายคือธุรกิจ
หรือก็คือค่อย ๆ เปลี่ยนจากสินทรัพย์ที่ทำให้เสียเงิน ไปเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้
นอกจากนี้ ผู้เขียนบอกว่า ความมั่งคั่งถูกทำลายได้จากเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเงินด้วย 3 เรื่อง
เรื่องแรก คือการหย่าร้าง
การเลือกคู่ครองผิด อาจเสียสินทรัพย์ไปครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าผลตอบแทนธุรกิจจะดีแค่ไหน การต้องเอาไป “คูณ 0.5” ตอนท้าย ก็ไม่ทำให้รู้สึกดี
ส่วนทางป้องกันคือ หมั่นใส่ใจคู่สมรส และใช้เวลาทำความเข้าใจตัวเองและคู่ครอง เพราะนั่นคือ การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างงดงาม ทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและชีวิตทางการเงิน
เรื่องที่สอง คือการถูกฟ้องร้อง
ยิ่งรวย ยิ่งถูกฟ้องบ่อย และค่าทนายก็แพง คนจึงมีแรงจูงใจให้ยอมความ และอีกฝ่ายก็รู้เรื่องนี้ดี
ผู้เขียนยกตัวอย่างว่า ระหว่างจ่ายค่าทนาย 1,000,000 เพื่อชนะคดี หรือจ่าย 100,000 ให้อีกฝ่ายแล้วจบเรื่อง
คนส่วนใหญ่ก็ต้องเลือกอย่างหลัง
ทางป้องกันคือ มีทีมกฎหมายที่ไว้ใจได้ มีกรมธรรม์ประกันภัยที่เหมาะสม ปกป้องความเป็นส่วนตัว และลดพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้อง เช่น ห้ามดื่มแล้วขับ
การหาวิธีป้องกันก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความมั่งคั่งของเราไว้
เรื่องที่สาม คือแรงจูงใจและการรับรู้ที่เปลี่ยนไป
ข้อเสียอีกอย่างของความร่ำรวยคือ เราอาจถูกชักจูงให้พยายามไขว่คว้าสิ่งที่ดียิ่งกว่า แม้ว่ามันอาจจะไม่จำเป็นก็ตาม
ยิ่งขึ้นสูง ก็ยิ่งเจอคนที่รวยกว่า แล้วเริ่มรู้สึกว่าตัวเองรวยน้อย และสำเร็จน้อยกว่าที่เป็นจริง
หลายคนเปรียบเทียบกับคนอื่นแบบนี้ และพยายามรวยให้ทันคนอื่น แต่ต้องพบกับความผิดหวังและเสียความมั่งคั่งที่มีไป
 
ผู้เขียนแนะนำทางแก้ไว้ว่า ให้จำไว้ว่าเราคือใคร และให้คุณค่ากับอะไร
เป้าหมายคือ การมีความสุขกับเงินที่มี โดยไม่ให้เงินกลายเป็นตัวตนของเรา..
เมื่อปกป้องความมั่งคั่งแล้ว คำถามต่อไปคือ จะทิ้ง “มรดก” อะไรไว้ให้โลกใบนี้
ในระดับสูงสุดแล้ว มรดกของเราคือสิ่งที่เราทำ ส่วนเงินเป็นเพียงตัวช่วยขยายให้มันทรงพลังขึ้น
โดยมรดก = การกระทำ X ความมั่งคั่ง
เราอยากทิ้งมรดกอะไรไว้เบื้องหลัง และจะนำทรัพยากรมาใช้เพื่อให้เกิดสิ่งนั้นได้อย่างไร นี่เป็นคำถามที่คนทุกระดับบนบันไดแห่งความมั่งคั่ง สามารถตอบได้
อย่างไรก็ตาม คำถามนี้จะมีน้ำหนักมาก เมื่อเราไต่บันไดแห่งความมั่งคั่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
ถ้ามองทั้ง 6 ขั้นรวมกัน จะเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำ เปลี่ยนไปในแต่ละขั้น
ขั้นที่ 1 และ 2 คือ หารายได้
ขั้นที่ 3 และ 4 คือ ให้เงินทำงาน
ขั้นที่ 5 และ 6 คือ ปกป้องสิ่งที่มี
สุดท้าย ผู้เขียนเน้นย้ำว่า แม้เงินสามารถเป็นเครื่องมือทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมาก แต่มันก็สามารถเป็นกรงขังสำหรับชีวิตที่แย่ลงได้เช่นกัน
และเป้าหมายของบันไดแห่งความมั่งคั่ง ไม่ใช่การปีนมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือแม้กระทั่งไปให้ถึงจุดสูงสุด
แต่คือการเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง ควบคู่กับการสร้างความมั่งคั่งในด้านอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากเงิน
ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่งทางสังคม, ความมั่งคั่งทางจิตใจ, ความมั่งคั่งทางสุขภาพ และความมั่งคั่งทางเวลา..
#WealthPreservation
#วางแผนการเงิน
#WealthLadder
โฆษณา