เมื่อกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของจักรวาล คำว่า Big Bang มักทำให้เกิดภาพของการระเบิดขนาดมหาศาลที่เกิดขึ้น ณ ตำแหน่งหนึ่งในอวกาศ แล้วสสารและพลังงานถูกผลักออกจากบริเวณนั้นไปยังพื้นที่โดยรอบ ภาพดังกล่าวเหมาะกับการอธิบายการระเบิดของวัตถุในชีวิตประจำวัน แต่ไม่สอดคล้องกับความหมายของ Big Bang ในจักรวาลวิทยาสมัยใหม่
หากนำแนวคิดเดียวกันมาใช้กับจักรวาล เราจะต้องสามารถระบุศูนย์กลางของ Big Bang และขอบเขตของบริเวณที่สสารกำลังขยายออกไปได้ แต่การสังเกตการณ์ทางจักรวาลวิทยาไม่ได้แสดงรูปแบบเช่นนั้น กาแล็กซีที่อยู่ห่างออกไปโดยทั่วไปมีการเลื่อนทางแดงมากขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางกับอัตราการถอยที่สังเกตได้สามารถอธิบายได้ด้วยแบบจำลองเอกภพที่กำลังขยายตัว โดยไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดศูนย์กลางทางกายภาพของการขยายตัวไว้ในอวกาศ
รังสีพื้นหลังไมโครเวฟของจักรวาลแสดงให้เห็นว่าเอกภพเคยอยู่ในสภาวะที่ร้อนกว่าปัจจุบันอย่างมาก และสัดส่วนของไฮโดรเจน ฮีเลียม และไอโซโทปบางชนิดสามารถนำไปเปรียบเทียบกับผลคำนวณจากกระบวนการ nucleosynthesis ในเอกภพยุคแรกได้ เมื่อหลักฐานจากปรากฏการณ์เหล่านี้สอดคล้องกัน แบบจำลอง Big Bang จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนภาพของการระเบิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแบบจำลองทางฟิสิกส์ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากช่วงเวลาที่แตกต่างกันของประวัติศาสตร์จักรวาลเข้าด้วยกัน
.
.
อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่า Big Bang อธิบาย “จุดกำเนิดของทุกสิ่ง” อย่างสมบูรณ์ก็เป็นการพูดเกินขอบเขตของทฤษฎีเช่นกัน สิ่งที่แบบจำลองจักรวาลวิทยาสามารถอธิบายได้อย่างมีประสิทธิภาพคือวิวัฒนาการของเอกภพจากสภาวะร้อนและหนาแน่นในอดีตไปสู่เอกภพที่ขยายตัวและเย็นลงในปัจจุบัน
แต่เมื่อพยายามย้อนกลับไปใกล้ขอบเขตที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปทำนายสภาวะสุดขั้วมากขึ้น เราเข้าสู่บริเวณที่คำอธิบายทางฟิสิกส์ในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์ เพราะทฤษฎีแรงโน้มถ่วงแบบสัมพัทธภาพทั่วไปกับกลศาสตร์ควอนตัมยังไม่มีทฤษฎีรวมที่ได้รับการยืนยัน ดังนั้นคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นที่ขอบเขตแรกสุดของเอกภพ หรือมีความหมายอย่างไรที่จะพูดถึง “ก่อน” Big Bang ยังคงเป็นปัญหาทางฟิสิกส์พื้นฐานที่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย
ส่วนในช่วงเวลาประมาณ 380,000 ปีหลัง Big Bang อุณหภูมิลดลงจนโปรตอนและอิเล็กตรอนสามารถรวมตัวเป็นอะตอมที่เป็นกลางได้มากขึ้น ส่งผลให้โฟตอนซึ่งก่อนหน้านั้นกระเจิงกับอิเล็กตรอนอิสระอย่างต่อเนื่องสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น ปรากฏการณ์นี้เป็นที่มาของรังสีพื้นหลังไมโครเวฟที่ตรวจวัดได้ในปัจจุบัน
กระบวนการนี้เป็นรากฐานของ acoustic oscillations ที่จะถูกศึกษาอย่างละเอียดในหัวข้อต่อไป และเป็นจุดที่ความเข้าใจเรื่อง Big Bang ต้องเชื่อมต่อกับฟิสิกส์ของคลื่น หากเราเริ่มต้นด้วยภาพว่า Big Bang เป็นการระเบิด เราจะไม่มีกรอบทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับอธิบายว่าคลื่นความดันเหล่านี้เกิดขึ้นในอะไรและเดินทางผ่านระบบใด
ในช่วงหลายแสนปีแรกหลัง Big Bang เอกภพมีสภาวะทางกายภาพแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก อุณหภูมิสูง ความหนาแน่นของพลังงานมาก และการชนกันระหว่างอนุภาคเกิดขึ้นบ่อยจนระบบสามารถถูกอธิบายในระดับมหภาคได้ในฐานะพลาสมาร้อนของสสารและรังสี
ความผันผวนที่ทำหน้าที่เป็นจุดตั้งต้นของการสั่นมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของจักรวาล NASA อธิบายความผันผวนของยุคต้นว่ามีระดับประมาณหนึ่งส่วนในหนึ่งแสน และ ESA อธิบายว่าความผันผวนเหล่านี้เป็นเมล็ดเริ่มต้นของโครงสร้างขนาดใหญ่ที่พัฒนาไปเป็นดาว กาแล็กซี และกระจุกกาแล็กซีในเวลาต่อมา (NASA Science)
ความแตกต่างที่เล็กมากดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณรบกวนของเครื่องมือ แต่เป็นร่องรอยของความไม่สม่ำเสมอในเอกภพยุคแรก และเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงสภาวะของจักรวาลเมื่อประมาณ 380,000 ปีหลัง Big Bang เข้ากับโครงสร้างที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาได้
ESA ระบุว่าความผันผวนดั้งเดิมเหล่านี้เป็นเมล็ดของเครือข่ายโครงสร้างจักรวาลที่เราสังเกตในปัจจุบัน ขณะที่ NASA อธิบายความผันผวนของ CMB ว่าเป็นร่องรอยของ density contrast ในเอกภพยุคแรกที่นำไปสู่โครงสร้างต่าง ๆ ในเวลาต่อมา (esa.int; science.nasa.gov)
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมภาพแบบภาพยนตร์ที่มี “เสียงหนึ่งเสียงระเบิดออกจาก Big Bang แล้วเดินทางผ่านจักรวาลจนมาถึงโลก” จึงไม่ตรงกับฟิสิกส์ของปรากฏการณ์นี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นสนามของ perturbations จำนวนมหาศาล ซึ่งแต่ละโหมดมีสเกลและวิวัฒนาการของตัวเอง คลื่นเหล่านั้นไม่ได้เดินทางจากจุดศูนย์กลางหนึ่งไปยังผู้ฟังที่อยู่ปลายทาง เพราะ Big Bang ไม่ได้มีศูนย์กลางในอวกาศ และ acoustic perturbations ไม่ได้เป็นเสียงที่ถูกส่งผ่านสุญญากาศมาถึงเราในปัจจุบัน
.
สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ในเวลาต่อมาคือการนำข้อมูลที่บันทึกผลของ oscillations เหล่านี้มาวิเคราะห์และแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์รับรู้ได้ JPL เองอธิบายไฟล์ Sounds of the Ancient Universe ว่าเป็นการนำ primordial sound waves ที่ถูกตรวจพบผ่านข้อมูลของ Planck มาแปลเป็นความถี่ที่มนุษย์สามารถได้ยิน โดยเสียงที่เราได้ยินจึงเป็นผลจากกระบวนการแปลงข้อมูล ไม่ใช่การบันทึกเสียงดั้งเดิมด้วยไมโครโฟน
คำว่า “ได้ยิน” จึงเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์จริงหลายพันล้านปี และเกิดขึ้นผ่านเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลงข้อมูล ไม่ได้เกิดจากเสียงดั้งเดิมเดินทางจากยุค Big Bang มาถึงหูของเราโดยตรง