5 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

IBM บริษัท AI ที่จ่ายปันผลไม่หยุด นาน 110 ปี

“ขอคนทำงานที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ AI 10 ปี”
ถ้าเราเห็นประโยคแบบนี้ในประกาศรับสมัครงานคงหลุดขำ เพราะตอนที่หลาย ๆ คนเริ่มเอา AI มาช่วยงาน ก็เป็นช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง
แต่มีบริษัทหนึ่ง ที่ถ้าเทียบว่าเป็นคนสักคน ก็คงเป็นคุณทวด ผมขาวโพลน แต่กลับมีคุณสมบัติที่เหมาะกับตำแหน่งงานนี้สุด ๆ
เพราะพวกเขาพัฒนา AI มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 หรือมากกว่า 60 ปี ก่อนที่ ChatGPT จะเกิด
และคุณทวดคนนั้น ชื่อว่า IBM..
แล้ว IBM บริษัทที่ก่อตั้งในปีเดียวกันกับที่ประเทศไทย เพิ่งรู้จักวิชาลูกเสือนี้ ทำธุรกิจอะไร ทำไมอยู่มาได้นานขนาดนี้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
ชื่อตอนแรกเกิดในปี 1911 ของบริษัท IBM คือ C-T-R ที่ย่อมาจาก “Computing-Tabulating-Recording” แปลเป็นไทยได้ว่า “คำนวณ-จัดตาราง-บันทึก”
เพราะบริษัทนี้เกิดจากการควบรวมกันระหว่าง บริษัทผลิตเครื่องชั่งคำนวณราคา เครื่องจัดตารางข้อมูล และเครื่องจับเวลา
ก่อนที่บริษัทจะหันมาโฟกัสกับ Tabulating Machine หรือ เครื่องจัดตารางข้อมูล ที่จะอ่านข้อมูลจากบัตรเจาะรู เพื่อนับและจัดทำตาราง แล้วนำมารวมยอดเป็นตัวเลข
ทำให้เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองแรงงานคน ไปกับการนั่งนับและคำนวณข้อมูลทางธุรกิจอันมหาศาล
นอกจากเจ้าของธุรกิจแล้ว เครื่อง Tabulating Machine นี้ ยังถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายโดยภาครัฐ ในการนับและคัดแยกข้อมูลต่าง ๆ เช่น ทำข้อมูลประกันสังคม และสำมะโนประชากร
ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศในยุโรป ณ ตอนนั้นอย่างมหาศาล
ซึ่งในปี 1913 ก็คือปีแรกที่ IBM นั้นเริ่มจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะหยุดจ่ายไปสักพัก และกลับมาจ่ายอีกครั้งในปี 1916
และหลังจากนั้น 110 ปีผ่านไป บริษัทก็ไม่เคยหยุดจ่ายปันผลอีกเลย จนถึงทุกวันนี้..
หลังจากเปลี่ยนชื่อเป็น IBM ภายใต้การนำของคุณ Thomas Watson ผู้เป็นประธานบริษัทในปี 1924
IBM ก็ก้าวเข้าสู่ธุรกิจคอมพิวเตอร์ในปี 1944 ท่ามกลางไฟแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2
1
โดยคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของ IBM อย่าง Mark I นั้น ห่างไกลจากแล็ปท็อปขนาดพอดีมือ หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในออฟฟิศที่เรารู้จักกันอย่างมาก
เพราะคอมพิวเตอร์ที่ว่า คือเครื่องจักรขนาดยักษ์ ที่ใหญ่ประมาณครึ่งห้องของคอนโดฯ เล็ก ๆ และหนักประมาณ 100 คนช่วยกันยก
ทำให้ผู้ใช้งานแรก ๆ จึงไม่พ้นกองทัพของสหรัฐฯ โดยกองทัพเรือได้นำคอมพิวเตอร์ Mark I นี้ ไปคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง IBM ก็ได้เปิดตัว IBM 704 คอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการประมวลผล ในปี 1954
ตามด้วย IBM 305 RAMAC ที่ใช้หน่วยจัดเก็บข้อมูลเป็น Hard Disk Drive หรือ HDD ที่ปัจจุบันก็ยังมีการใช้กันอยู่ ในปี 1956
โดยในช่วงนี้เองที่เกิดก้าวสำคัญแห่งการพัฒนา AI ในยุคแรก ๆ หลังคุณ Arthur L. Samuel ได้เขียนโปรแกรมให้เครื่อง IBM 704 “เรียนรู้” ที่จะเล่นหมากฮอสกับตัวเขา ซึ่งเป็นการทำ Machine Learning ในยุคแรก ๆ นั่นเอง
แต่สิ่งที่ทำให้ IBM ขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาดคอมพิวเตอร์ ก็คือ การเปิดตัว IBM 360 คอมพิวเตอร์ที่สามารถอัปเกรดซอฟต์แวร์ และทำงานกับเครื่องอื่น ๆ ต่อได้ ในปี 1964
จากนั้นในช่วงทศวรรษ 1980 คอมพิวเตอร์ได้เปลี่ยนจากเครื่องจักรยักษ์ขนาดครึ่งห้อง ที่อยู่ในบริษัทใหญ่และหน่วยงานรัฐ กลายเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ใคร ๆ ก็จับต้องได้
โดยตอนนั้นคนที่เริ่มบุกตลาด PC แรก ๆ เลยก็คือบริษัท Apple
แน่นอนว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในตอนนั้นอย่าง IBM ออกแบบเครื่อง PC ได้สบายมาก แต่สิ่งเดียวที่ขาด คือซอฟต์แวร์ที่จะทำให้มันใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้บริหาร IBM ณ ตอนนั้น จึงตัดสินใจว่าจ้างบริษัทชื่อว่า Microsoft ซึ่งผู้ก่อตั้งเป็นชายหนุ่มอายุ 24 ปี ที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย มาเขียนซอฟต์แวร์ให้
หลังจากนั้น PC ของ IBM ก็ขายดีอย่างถล่มทลาย จนสามารถกุมส่วนแบ่งตลาด PC ได้ถึง 75% ในช่วงปี 1983
แต่เหรียญอีกด้านของธุรกิจที่กำไรดีคือคู่แข่งจำนวนมาก ที่อยากเข้ามาแบ่งเค้ก
คู่แข่งรายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น Compaq, HP และ Dell ต่างก็เข้ามาแข่งขันในตลาด PC ด้วยวิธีประกอบเครื่องขึ้นมาเลียนแบบ IBM ในราคาที่ถูกกว่า
แต่จุดตายจริง ๆ ของ IBM ก็คือการปล่อยให้ Microsoft สามารถนำซอฟต์แวร์ไปขายให้กับบริษัทอื่น ๆ ต่อได้
จึงทำให้ผู้บริโภคในตลาด หันไปซื้อคอมพิวเตอร์ของคู่แข่งที่ราคาถูกกว่า แถมใช้ซอฟต์แวร์ของ Microsoft ได้เหมือนกันแทน
ส่วนแบ่งตลาด PC ของ IBM จึงหดลงเหลือแค่ 20% หลังผ่านไปแค่ 10 ปีเท่านั้น..
บริษัทตอนนั้นกำลังถูกล้อมกรอบ เพราะ PC ก็พ่ายแพ้ให้คู่แข่ง แถมธุรกิจคอมพิวเตอร์ Mainframe ก็กำลังถูกคอมพิวเตอร์แบบ Server ที่ขนาดเล็กกว่าเข้าตีตลาด
แต่ประสบการณ์และความเชื่อใจที่สั่งสมมาในการทำงานกับลูกค้าธุรกิจใหญ่ ก็ทำให้ IBM ไม่ได้จนมุมเสียทีเดียว
เพราะ IBM ภายใต้การนำของคุณ Lou Gerstner ได้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นรายได้ ด้วยการเปิดธุรกิจให้คำปรึกษาระบบ IT หลังบ้านของบริษัทต่าง ๆ และเน้นการทำซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้าองค์กร
และบริษัทก็ได้ขายธุรกิจแล็ปท็อป ThinkPad ของตัวเองให้ Lenovo จากจีนไป ในปี 2005 เพื่อโฟกัสกับธุรกิจซอฟต์แวร์และธุรกิจให้คำปรึกษา ตามด้วยระบบคลาวด์ ที่ทำกำไรได้สูงกว่า
นอกจากนี้ในเรื่อง AI บริษัทก็ไม่ได้ทิ้งไป แถมยังมีความคืบหน้า โดยในปี 1997 เครื่องคอมพิวเตอร์ Deep Blue ของบริษัท ได้เอาชนะคุณ Garry Kasparov นักหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลกตอนนั้นได้
ซึ่งสิ่งที่ทำให้แค่การเล่นหมากรุกนั้นเป็นการพัฒนาก้าวสำคัญของ AI ก็เพราะว่าความน่าจะเป็นทั้งหมดของเกมหมากรุกที่เป็นไปได้นั้น เท่ากับ เลข 1 เติมศูนย์ข้างหลังอีก 120 ตัวเลย..
แต่ Deep Blue นั้นกลับคำนวณหาวิธีการเดิน 200 ล้านแบบในไม่กี่วินาที เพื่อหาวิธีที่จะชนะนักหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลกได้
จากเกมกระดาน ก็ขยับมาเป็นการวิเคราะห์โจทย์จากภาษา โดยในปี 2011 AI ที่ IBM พัฒนาอย่าง Watson ก็ชนะรายการแข่งตอบปัญหาความรู้รอบตัวที่ชื่อว่า Jeopardy! ได้
และตามมาด้วย watsonx แพลตฟอร์ม Generative AI ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรในปี 2023
ในปี 2025 ที่ผ่านมา บริษัท IBM มีสัดส่วนรายได้แบ่งเป็น
- ธุรกิจซอฟต์แวร์ 44%
- ธุรกิจให้คำปรึกษา 31%
- ธุรกิจ Infrastructure 23%
- ธุรกิจ Financing 1%
แม้บริษัทไม่ได้มีก้อนรายได้ AI แยกออกมาเดี่ยว ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ใช้ AI ในการทำธุรกิจ
เพราะ AI ที่พวกเขาพัฒนามานั้น ก็ไปสอดแทรกอยู่ในธุรกิจซอฟต์แวร์ และธุรกิจให้คำปรึกษา ซึ่งอยู่หลังบ้านของธุรกิจใหญ่ ๆ
และธุรกิจนี้ส่วนใหญ่จะมีการจ่ายค่าบริการแบบ Subscription และค่าบริการให้คำปรึกษาตลอดสัญญา
จึงทำให้ IBM ยังคงมีกระแสเงินสดที่ค่อนข้างมั่นคง จากรายได้ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เข้ามาปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างไม่ขาดสาย
แม้จะไม่ได้มีสภาพเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เหมือนสมัยทศวรรษ 1980 ที่แทบจะกุมทั้งตลาด PC ก็ตาม
จะเห็นได้ว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผันไป จากเครื่องนับบัตรเจาะรู มาเป็นคอมพิวเตอร์ยักษ์ขนาดเท่าห้อง เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ จนถึง AI
แต่สิ่งที่คุณทวด IBM ยังคงทำอยู่เสมอไม่เปลี่ยนไป ก็คือการช่วยลูกค้าไม่ว่าจะธุรกิจและภาครัฐ แก้ไขปัญหาเดิม ๆ ที่มีมาเป็น 100 ปี คือการจัดการและเชื่อมต่อข้อมูลให้เป็นระบบระเบียบ
การทำเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงก่อเกิดเป็นความไว้วางใจ
ว่าต่อให้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เหล่าลูกค้าก็เชื่อว่า IBM จะนำเทคโนโลยีเหล่านั้น มาแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้เสมอ..
#WealthCreation
#ธุรกิจต่างประเทศ
#IBM
โฆษณา