ทำให้ผู้ใช้งานแรก ๆ จึงไม่พ้นกองทัพของสหรัฐฯ โดยกองทัพเรือได้นำคอมพิวเตอร์ Mark I นี้ ไปคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง IBM ก็ได้เปิดตัว IBM 704 คอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการประมวลผล ในปี 1954
ตามด้วย IBM 305 RAMAC ที่ใช้หน่วยจัดเก็บข้อมูลเป็น Hard Disk Drive หรือ HDD ที่ปัจจุบันก็ยังมีการใช้กันอยู่ ในปี 1956
โดยในช่วงนี้เองที่เกิดก้าวสำคัญแห่งการพัฒนา AI ในยุคแรก ๆ หลังคุณ Arthur L. Samuel ได้เขียนโปรแกรมให้เครื่อง IBM 704 “เรียนรู้” ที่จะเล่นหมากฮอสกับตัวเขา ซึ่งเป็นการทำ Machine Learning ในยุคแรก ๆ นั่นเอง
แต่สิ่งที่ทำให้ IBM ขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาดคอมพิวเตอร์ ก็คือ การเปิดตัว IBM 360 คอมพิวเตอร์ที่สามารถอัปเกรดซอฟต์แวร์ และทำงานกับเครื่องอื่น ๆ ต่อได้ ในปี 1964
นอกจากนี้ในเรื่อง AI บริษัทก็ไม่ได้ทิ้งไป แถมยังมีความคืบหน้า โดยในปี 1997 เครื่องคอมพิวเตอร์ Deep Blue ของบริษัท ได้เอาชนะคุณ Garry Kasparov นักหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลกตอนนั้นได้
ซึ่งสิ่งที่ทำให้แค่การเล่นหมากรุกนั้นเป็นการพัฒนาก้าวสำคัญของ AI ก็เพราะว่าความน่าจะเป็นทั้งหมดของเกมหมากรุกที่เป็นไปได้นั้น เท่ากับ เลข 1 เติมศูนย์ข้างหลังอีก 120 ตัวเลย..
แต่ Deep Blue นั้นกลับคำนวณหาวิธีการเดิน 200 ล้านแบบในไม่กี่วินาที เพื่อหาวิธีที่จะชนะนักหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลกได้
จากเกมกระดาน ก็ขยับมาเป็นการวิเคราะห์โจทย์จากภาษา โดยในปี 2011 AI ที่ IBM พัฒนาอย่าง Watson ก็ชนะรายการแข่งตอบปัญหาความรู้รอบตัวที่ชื่อว่า Jeopardy! ได้
และตามมาด้วย watsonx แพลตฟอร์ม Generative AI ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรในปี 2023
ในปี 2025 ที่ผ่านมา บริษัท IBM มีสัดส่วนรายได้แบ่งเป็น
- ธุรกิจซอฟต์แวร์ 44%
- ธุรกิจให้คำปรึกษา 31%
- ธุรกิจ Infrastructure 23%
- ธุรกิจ Financing 1%
แม้บริษัทไม่ได้มีก้อนรายได้ AI แยกออกมาเดี่ยว ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ได้ใช้ AI ในการทำธุรกิจ
เพราะ AI ที่พวกเขาพัฒนามานั้น ก็ไปสอดแทรกอยู่ในธุรกิจซอฟต์แวร์ และธุรกิจให้คำปรึกษา ซึ่งอยู่หลังบ้านของธุรกิจใหญ่ ๆ