•
29 ต.ค. เวลา 22:00 • ข่าวรอบโลก

เศรษฐีจีนยุคนี้มาจากปัญญาประดิษฐ์

ไปบรรยายเมื่อวันก่อน มีผู้ฟังถามว่า...
คนที่เคยรวยอยู่ก่อน พอถึงยุคเหมาเจ๋อตง รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ทำอย่างไรกับความรวยนั้น
ผมตอบว่า...
เจ้าของกิจการเก่าเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว
หลังคอมมิวนิสต์ชนะ ค.ศ.1949 รัฐยังยอมให้ธุรกิจเอกชนดำเนินต่ออยู่ระยะหนึ่ง
เมื่อเปลี่ยนกิจการเข้าสู่ระบบรัฐร่วมเอกชน
เจ้าของเดิมบางคนยังได้รับเงินชดเชยในรูปผลตอบแทนคงที่และเงินเดือนสูง
ไม่ใช่ความมั่งคั่งหายไปทันทีครับ
ทัศนคติของโซเวียตและจีนในยุคที่เป็นคอมมิวนิสต์แรกๆ เหมือนกันตรงที่มองว่า
ทุนรวยจากการครอบครองเครื่องมือผลิตและรับผลผลิตจากแรงงานของผู้อื่น
เช่น เจ้าของโรงงานรับกำไร เจ้าที่ดินเก็บค่าเช่า พวกนี้เป็นชนชั้นที่ต้องยุติบทบาทการเป็นเจ้าของทุน
ค.ศ.1956 ในจีน ธุรกิจเอกชนถูกเปลี่ยนเป็นกิจการร่วมรัฐกับเอกชน
เจ้าของเดิมสูญเสียอำนาจควบคุมกิจการ และไม่สามารถนำกำไรมาขยายอาณาจักรธุรกิจได้อย่างเสรีเหมือนเดิม
ขอรับใช้ให้เห็นภาพครับ
คนทำร้านได้กำไรเยอะ เอากำไรไปเปิดร้านเพิ่ม แล้วตั้งโรงงานจนเป็นเศรษฐี
รัฐคอมมิวนิสต์จึงปิดเส้นทางจากร้านเล็กไปสู่เจ้าของกิจการขนาดใหญ่
หลังจากเหมาตายกลายเป็นผี วันเวลาก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป
จนถึง 5 กันยายน 1981
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเขียนถึงความสำเร็จของนายเหนียน กว่างจิ่ว คนเมืองอู๋หู มณฑลอานฮุย
แกคั่วและขายเมล็ดพืชสำหรับกินเล่น พวกเมล็ดทานตะวัน
ภายใต้แบรนด์เมล็ดกวยจี๊คนโง่
จากกิจการเล็ก จนขยายกลายเป็นกิจการจ้างคนงานมากกว่าร้อย
สังคมจีนตอนนั้นเถียงกันมาก
คนจำนวนไม่น้อยมองว่านี่คือการกดขี่ขูดรีดของนายทุน
ทุกคนมองไปที่นายเติ้งเสี่ยวผิงว่า...
อ้า ท่านจะจัดการกับไอ้คนทำเม็ดกวยจี๊คนโง่ขายยังไง
ค.ศ.1984 เติ้งพูดว่า ‘รั่งทาจี้ซวี่จิงอิ๋ง’
ที่หมายถึง ‘ให้เขาดำเนินกิจการต่อไป’
ผมคิดว่านายเหนียน กว่างจิ่วคนนี้นี่แหละครับ ที่เป็นคนในยุคต้นของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน
ประโยคที่เติ้งอธิบายต่อไปคือ
‘เพื่อไม่ทำลายความมั่นใจของคนที่กำลังเริ่มทำธุรกิจเอกชน’
ค.ศ.1984 หนังสือพิมพ์ Cayman Compass
ฉบับวันที่ 30 พฤศจิกายน 1984
ลงข่าวเรื่อง “‘GET RICH IN CHINA”
เล่าถึงนายจาง ฉางซาน ชาวชนบทในมณฑลเหอหนาน
ผู้รับสัญญาบริหารสวนแอปเปิลของรัฐ และเปิดธุรกิจปูนซีเมนต์ของตนเอง
นสพ.รายงานว่านายจางได้รับการยกย่องเป็นเศรษฐีเงินล้านหยวนจากผู้ว่าราชการมณฑล
หลังจากเศรษฐีที่รวยจากการขายเมล็ดกวยจี๊
เศรษฐีจีนเกิดจากหลายระลอก
ทั้งเศรษฐีค้าขายและอาหาร โรงงาน อสังหาริมทรัพย์ อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี
เมื่อรัฐเริ่มให้ทำธุรกิจส่วนตัว
คนที่จับโอกาสได้ก่อนก็เปิดร้านค้า ร้านอาหาร ทำธุรกิจเกษตร ขนส่ง และรับเหมาก่อสร้าง
จากเดิมช่องทางประกอบกิจการเหล่านี้ถูกจำกัด
เศรษฐีรุ่นแรกจำนวนหนึ่งจึงเริ่มจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก แล้วนำกำไรไปขยายกิจการ
นายหลิว หย่งห่าวและหลิว หย่งสิง สร้างความมั่งคั่งจากอาหารสัตว์
จนขึ้นอันดับหนึ่งใน ค.ศ. 2001
พี่น้องตระกูลหลิวทำให้คนจีนเห็นว่าธุรกิจขายของเกษตรกรก็สร้างมหาเศรษฐีระดับประเทศได้
จาง อิน ทำกระดาษรีไซเคิลและบรรจุภัณฑ์
เติบโตคู่กับความต้องการกล่องสำหรับสินค้าจนขึ้นอันดับหนึ่งใน ค.ศ.2006
นายสวี เจียอิ้น กลุ่มเอเวอร์แกรนด์ และตระกูลหยาง กลุ่มคันทรีการ์เดน
มั่งคั่งมาจากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และมูลค่าหุ้น
เศรษฐีจีนรุ่นก่อนใช้เวลาสร้างตัวนานหลายปี
แต่เศรษฐียุคอินเตอร์เน็ตที่ให้บริการคนจำนวนมหาศาล การขยายฐานลูกค้าทำได้รวดเร็ว
และเป็นเศรษฐีได้ไว
27 ตุลาคม 2026 จีนเปลี่ยนจากเศรษฐีที่ดินมาสู่ปัญญาประดิษฐ์
บัญชีมหาเศรษฐีจีนของหูรุ่นประกาศว่านายจางอี้หมิง ผู้ก่อตั้ง ByteDance คือเศรษฐีอันดับหนึ่ง
ขณะที่นายเหลียงเหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek เป็นเศรษฐีอันดับเจ็ดของประเทศ
ตั้งแต่ 5 กันยายน 1981
ที่ นสพ.ท้องถิ่นเขียนถึงความสำเร็จของคนขายเม็ดกวยจี๊
จนถึงวันนี้ 30 ตุลาคม 2026
เศรษฐีจีนอันดับ 1 ใช้เวลานาน 45 ปี 1 เดือน 25 วัน
 
ผมยังนึกไม่ออกว่า เศรษฐีจีนรุ่นต่อไปของจีนจะมาจากธุรกิจอะไร
1
โฆษณา