5 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

ชีวิตสิ้นสุด แต่มีเรื่องภาษีให้สะสาง รู้หรือไม่ ? คนตายแล้ว ก็ยังต้องเสียภาษี

ตายไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ นั่นคือเรื่องจริง แต่ก็ยังมีหลายสิ่งที่เราได้ทิ้งไว้ให้คนข้างหลัง
และหนึ่งในนั้นอาจเป็น ภาระภาษี ที่แม้เราจากโลกนี้ไป ก็อาจจะต้องมีคนยื่นเสียภาษีนั้นให้กับเรา
แล้วทำไม บางคนตายไปแล้ว แต่ยังได้เสียภาษี ไม่ต่างกับคนที่มีชีวิตอยู่ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
รู้หรือไม่ คำว่าบุคคลธรรมดา ในเรื่องของภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่คนที่ยังมีชีวิตอยู่และหายใจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่เสียชีวิตระหว่างปีภาษีด้วย
เหตุผลที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่า ถ้ากฎหมายตัดสินให้ผู้ตายไม่ต้องเสียภาษีในปีที่เสียชีวิต
ก็หมายความว่า เงินได้ก้อนนั้นที่เกิดขึ้นระหว่างปีภาษี แต่กลับไม่มีภาระภาษีเกิดขึ้นเลย
ซึ่งก็ดูจะไม่แฟร์กับคนที่ยังมีชีวิต ที่มีเงินได้ในปีนั้นเหมือนกัน แต่ก็ยังมีภาระภาษีให้เสียอยู่
ทีนี้เมื่อคนตายก็ถูกนับเป็นบุคคลธรรมดา วิธีคำนวณหาว่าจะต้องเสียภาษีเท่าไร จึงไม่ต่างกันกับวิธีคำนวณภาษีที่ต้องเสียแบบทั่ว ๆ ไปที่เราใช้กันเลย
นั่นก็คือ ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ × อัตราภาษี
โดยเงินได้สุทธิก็จะมาจาก เงินได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน
และสำหรับประเทศไทย ช่วงเงินได้สุทธิน้อยกว่า 150,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษี
เพราะฉะนั้น ถ้าหากเงินได้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนที่ผู้ตายจากไป หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว กลายเป็นเงินได้สุทธิน้อยกว่า 150,000 บาท ก็จะไม่ต้องเสียภาษี
ถึงอย่างนั้น หน้าที่ในการยื่นแบบภาษีก็ยังคงอยู่ ซึ่งไม่ใช่การจุดธูปเรียกผู้ตายมาทำหน้าที่แต่อย่างใด
แต่เป็นทายาท หรือผู้จัดการมรดก ทำหน้าที่เป็นผู้ยื่นแบบภาษีแทน ในปีที่ผู้เสียภาษีคนนั้นเสียชีวิต
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติว่า คุณ A เป็นพนักงานเงินเดือน ที่มีรายได้เสริมเป็นการปล่อยเช่าบ้านด้วย โดยมีลูกคือคุณ B และคุณ C
ทว่าเขาเสียชีวิตกะทันหันจากหัวใจวาย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยไม่ได้ทำพินัยกรรม
หลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายในการจัดงานศพและเอกสารต่าง ๆ แล้ว คุณ B ไม่ก็คุณ C จะต้องเป็นคนยื่นแบบภาษีในนามของคุณ A
โดยยื่นเงินได้เป็นเงินเดือนจากการทำงานของเดือนมกราคมจนถึงเดือนมิถุนายน รวมกับเงินได้จากการปล่อยเช่าบ้านทั้งปี
เพราะถึงแม้ว่า ครึ่งปีหลัง คุณ A ไม่ได้รับเงินเดือนอีกแล้ว จากการเสียชีวิตก็จริง
แต่บ้านเช่าแห่งนี้ยังทำเงินได้ให้กับคุณ A ตลอดทั้งปี จึงมีภาระภาษีที่ต้องนำไปยื่นเพื่อเสียภาษีด้วย
ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 ถ้ายื่นแบบกระดาษ และวันที่ 8 เมษายน 2570 หากยื่นแบบออนไลน์ เพื่อเสียภาษีปี 2569
ซึ่งคุณ B หรือคุณ C จะยื่นเสียภาษีภายในนามของคุณ A เพียงแค่ในปีภาษีแรกนี้ที่คุณ A เสียชีวิตเท่านั้น
ทีนี้ตั้งแต่ปีภาษี 2570 เป็นต้นไป ถ้าหากคุณ B และคุณ C แบ่งสินทรัพย์บ้านเช่าของคุณ A กันไม่ลงตัว จึงปล่อยเป็นกองมรดกไว้ ไม่ได้แบ่งกัน
ในกรณีนี้ ทายาท ซึ่งก็คือคุณ B หรือคุณ C, ผู้จัดการมรดก หรือผู้ครอบครองทรัพย์สินของผู้ตาย
ก็จะต้องนำเงินค่าเช่าบ้านที่ได้ตลอดปี 2570 ไปยื่นเพื่อเสียภาษี ในนามของ “กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง” ไม่ใช่ในนามคุณ A
พร้อมทำการเสียภาษีตามปกติ หากคำนวณแล้ว เงินได้สุทธิจากค่าเช่าบ้านทั้งปี เกิน 150,000 บาท
ส่วนเงินค่าเช่าบ้านที่คุณ B และคุณ C นำมาแบ่งกันนั้น ทั้ง 2 คนก็ไม่ต้องเอามายื่นภาษีในนามตัวเองอีก เพราะได้เสียภาษีในนาม “กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง” ไปแล้ว
จนกว่าคุณ B หรือคุณ C จะตกลงกันได้เสร็จสิ้น ว่าใครจะเป็นผู้ได้บ้านเช่าหลังนี้ไป
ถึงตอนนั้นค่าเช่าบ้าน จึงค่อยนำไปยื่นเพื่อเสียภาษีในนามของตัวเอง
สรุปกันให้ชัด ๆ อีกสักครั้ง เรื่องการยื่นภาษีสำหรับคนตาย ก็คือ
1. ถ้าหากตายระหว่างปีภาษี คนที่ยื่นภาษีให้ในนามของผู้ตาย ในปีภาษีแรกนี้ ก็คือ ทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตาย
โดยถ้ามีเงินได้สุทธิทั้งปีที่เสียชีวิตเกิน 150,000 บาท ก็จะนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีตามปกติ
2. ปีภาษีต่อ ๆ ไป ถ้าหากยังไม่ได้แบ่งมรดกกัน ก็ต้องยื่นเสียภาษีในนาม “กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง”
และเงินที่ได้รับจากกองมรดกและเอามาแบ่งกัน จะไม่ต้องเอาไปยื่นเสียภาษีอีก เพราะเสียภาษีในนามกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งไปแล้ว
จะเห็นได้ว่า แม้ความตายจะเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิต แต่หน้าที่ในการเสียภาษี กลับยังไม่ได้หยุดไปพร้อมกันด้วย
โดยเฉพาะเมื่อสินทรัพย์ที่เราทิ้งไว้ ยังสร้างรายได้ให้กับคนข้างหลังอย่างต่อเนื่อง
การที่เรารู้เรื่องนี้ไว้ ไม่ใช่เพียงแค่ให้เตรียมใจ สำหรับความไม่แน่นอนของชีวิต
แต่เพราะไม่ว่าอย่างไร ในช่วงชีวิตของเราในฐานะทายาท ก็อาจจะต้องเป็นคนที่จัดการภาระต่าง ๆ ที่ผู้จากไปทิ้งไว้ให้
ซึ่งนั่นก็รวมไปถึง ภาระในการจัดการเรื่องภาษีของผู้เสียชีวิตนั่นเอง..
#WealthPreservation
#ภาษี
#มรดก
โฆษณา