Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
PPTV Wealth
•
ติดตาม
4 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ
เงินบาทยังไม่นิ่ง! เผชิญ Two-Way Risk จับตา ดอลลาร์-เยนผันผวน
เงินบาทเช้านี้เปิดที่ 33.72 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” เสี่ยง Two-Way Risk คาด แกว่ง 33.60-33.85 บาท ต้องตามใกล้ชิด BOJ-ตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.72 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 33.69-33.77 บาทต่อดอลลาร์) ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย - ธนาคารกรุงไทย
ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากรายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ที่ออกมาผสมผสาน กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแย่กว่าตลาดหุ้นยุโรป ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวกว่า 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบเป็นรายปี รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น
ตามรายงานข่าวว่า ผู้นำระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ ได้นำเสนอทางเลือกของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านให้กับประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งภาพดังกล่าวยังได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง ที่ระดับ 33.60-33.85 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงถูกกดดันจากความกังวลต่อรายงานผลประกอบการของหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet ลบ 12.6% ที่ออกมาแย่กว่าคาด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ดีกว่าคาด รวมถึง การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare ที่ได้อานิสงส์จากรายงานผลประกอบการของ Eli Lilly บวก 6.6% ที่ออกมาดีกว่าคาด
ทำให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 0.3% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลง 0.3% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง 1.4% นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของ Intel ที่ออกมาน่าผิดหวังในช่วง After Close สิ่งผลให้ราคาหุ้น Intel ดิ่งลงกว่า 22% อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยล่าสุดในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลงพอควร
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 4.92% แม้ว่าจะมีจังหวะปรับตัวขึ้นเหนือโซน 5.00% ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้หนุนให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงลงได้จำกัดการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อนึ่ง เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่สวนทางกับการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดได้ช่วยพยุงเงินดอลลาร์ได้บ้าง ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 101.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.8-102.4 จุด)
ทองคำ – แม้ว่า ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะทยอยปรับตัวลง และช่วยพยุงราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า ราคาทองคำยังคงถูกกดดันโดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นได้ ทำให้ ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเสี่ยงปรับตัวลงเพิ่มเติมได้
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed รวมถึง รายงานดัชนีต้นทุนแรงงาน (Employment Cost Index) ในไตรมาส 3 เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการประชุมของ BOJ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) รวมถึงเงินดอลลาร์และเงินบาทได้
โดยเรามองว่า หาก BOJ คงดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ ตามที่ผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่ อาจสร้างแรงกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่นผันผวนอ่อนค่าลงได้บ้าง แต่หาก BOJ คงดอกเบี้ยตามคาด และยังคงย้ำจุดยืนพร้อมทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในการประชุมเดือนธันวาคม
เราประเมินว่าภาพดังกล่าวอาจช่วยหนุนให้ เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นบ้าง โดยเฉพาะในจังหวะที่บรรยากาศในตลาดการเงินถูกกดดันจากความกังวลการลงทุนในธีม AI/Semiconductor ขณะที่ หาก BOJ เซอร์ไพรส์ตลาด ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย และยังส่งสัญญาณพร้อมทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม อาจหนุนให้ เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ทดสอบโซน 156 เยนต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่ากว่านั้นได้
ทั้งนี้ เรามองว่า แม้เงินบาทอาจได้แรงหนุนบ้าง ในกรณีที่เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น จะเป็นปัจจัยที่คอยกดดันเงินบาท รวมถึงราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ เงินบาทยังคงไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มคลี่คลายลงชัดเจน
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า Fed มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้
และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.73 บาท/ดอลลาร์ เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.74 บาท/ดอลลาร์
เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เร่งตัวขึ้นในเดือนก.ย. ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และทำให้นักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.
โดยล่าสุดกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากเดือนส.ค.ที่ปรับตัวขึ้น 3.4%
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.1% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งมากกว่าในเดือนส.ค.ที่ปรับตัวขึ้น 3.0%
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนของเฟดที่ระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมเมื่อวันพุธ (28 ต.ค.) ว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และเฟดจะทำการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้คณะกรรมการเฟดสามารถกำหนดจุดยืนด้านนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟดได้ภายในเวลาที่เหมาะสม
นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อนโยบายการคลังและบรรยากาศการลงทุนโดยรวมในตลาด
เมื่อวานนี้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.50% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.90% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.65% เป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเขตยูโรโซนดีดตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 2,860.37 ล้านบาท และซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 3,561 ล้านบาท
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
●
USD/THB 33.60 - 33.90 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.60 / ขาย 33.90
●
EUR/THB 37.50 - 38.00 แนะนำ ซื้อที่ 37.50 / ขาย 38.00
●
JPY/THB 0.2110 - 0.2160 แนะนำ ซื้อที่ 0.2110 / ขาย 0.2160
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ PPTV Wealth :
https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/286143
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์
https://www.pptvhd36.com/wealth
และช่องทาง Social Media
Facebook PPTV Wealth :
https://www.facebook.com/PPTVWealth
YouTube :
https://www.youtube.com/@PPTVWealth
ธุรกิจ
เศรษฐกิจ
fed
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย