เมื่อวาน เวลา 07:14 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เงินบริจาค วัดและมูลนิธิ มีช่องโหว่ตรงไหน? ทำไมเป็นประเด็นร้อนหลายครั้งในปีนี้

ช่วงนี้เราคงเห็นข่าวการเปิดโปงขบวนการทุจริตที่เกิดขึ้นกับวัด และมูลนิธิเจ้าดัง ๆ เกี่ยวกับประเด็นที่นำเงินบริจาคของประชาชนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
แม้ว่าในทางกฎหมาย ทั้ง 2 องค์กรนี้ จะมีหน่วยงานกำกับดูแลอยู่
แต่คำถามที่หลายคนน่าจะกำลังสงสัยอยู่ตอนนี้ คือ แล้วทำไม วัดและมูลนิธิ ถึงมีข่าวการทุจริตเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
เรามาเริ่มกันที่วัดก่อน
ตามกฎหมายแล้ว วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาส ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของวัด
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้น วัดก็เหมือนองค์กร ที่มีทรัพย์สิน และรายได้เข้ามา
เจ้าอาวาส ทำหน้าที่คล้ายผู้บริหาร ที่ดูแลกิจการในนามขององค์กรนั้น
แต่รู้หรือไม่ว่า แม้วัดจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
แต่พอเป็นเรื่องกฎหมายภาษีแล้ว วัดกลับไม่ถูกจัดเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ต้องเสียภาษี
ดังนั้น ต่อให้วัดจะมีรายได้มากแค่ไหน วัดก็ไม่ต้องเสียภาษีสักบาท
แต่พอไม่ต้องเสียภาษีแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าวัดจะไม่ต้องทำบัญชี และไม่มีใครมาตรวจสอบเรื่องเงินอีก
เพราะตามกฎหมายแล้ว วัดต้องจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย แล้วส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้ามาตรวจสอบ
ซึ่งปัญหาช่องโหว่กลับอยู่ที่ในทางปฏิบัติ เพราะเจ้าอาวาสหลายรูปไม่ได้มีความรู้ทางการเงินเพียงพอ
จึงมีการมอบอำนาจให้คณะกรรมการวัด หรือไวยาวัจกร เป็นคนทำบัญชี และเบิกเงินของวัดแทน
ตรงนี้เองที่เป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่
เพราะในหลายวัด แทบไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า เงินเข้ามาเท่าไร และถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง
อีกช่องโหว่นึงที่ทำให้วัด มีโอกาสเกิดทุจริตได้ง่าย คือ การบริจาคส่วนใหญ่ ยังอยู่ในรูปของเงินสดอยู่
ทำให้ไม่มีหลักฐานรายรับที่แน่ชัด และก่อให้เกิดช่องโหว่ให้มีการทุจริตอย่างเงียบ ๆ
นอกจากนี้ระบบการทำบัญชีของวัด ไม่ได้มีข้อบังคับให้ต้องผ่านการตรวจสอบบัญชี จากผู้สอบบัญชีอีกด้วย
ทำให้วัด กลายเป็นอีกองค์กร ที่แม้จะมีหน่วยงานดูแล แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ กลับมีระบบตรวจสอบที่หละหลวมมาก
ต่อมา คือ มูลนิธิ..
ซึ่งถ้าพูดกันตามจริงแล้ว มีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดกว่าวัด เพราะบัญชีของมูลนิธิ ต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีก่อน
โดยกฎหมายกำหนดให้ มูลนิธิที่มีรายได้เกิน 3 ล้านบาทขึ้นไป และมีสินทรัพย์รวมตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจ้างผู้ตรวจสอบบัญชี มาตรวจสอบบัญชีของมูลนิธิ
จากนั้นก็ส่งบัญชีไปให้กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สอดส่อง ดูแลมูลนิธิ คอยตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง
อีกทั้ง เงินบริจาคของมูลนิธิส่วนใหญ่ มักจะเปิดรับบริจาคกันผ่านทางออนไลน์ หรือการโอนเงิน
ทำให้มีหลักฐาน และเส้นเงินของรายรับที่ชัดเจน ตรวจสอบได้
สำหรับกฎหมายภาษีของมูลนิธินั้น กฎหมายละเว้นให้รายได้จากการรับบริจาค และรายได้จากการสมัครสมาชิก ไม่ต้องเสียภาษี
อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้มูลนิธิ ทำธุรกิจได้ แต่จะถูกคิดภาษีรายได้จากการทำธุรกิจ 2% และรายได้อื่น ๆ อีก 10%
ดังนั้นในทางปฏิบัติ มูลนิธิ ก็จะมีอีกหน่วยงานคอยเข้ามาตรวจสอบ นั่นก็คือ กรมสรรพากร
แล้วถ้ามูลนิธิ ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดแบบนี้แล้ว มูลนิธิมีช่องโหว่ที่ตรงไหน ?
ช่องโหว่ของมูลนิธิ มักจะเกิดขึ้นในรูปแบบของการนำเงินไปใช้ มากกว่าการอาศัยช่องโหว่ในเรื่องระบบบัญชี
ที่พบเห็นบ่อย ๆ คือ ปัญหาเงินทอน จากการซื้อสิ่งของไปบริจาค
เพราะโดยปกติแล้ว หากเราสั่งซื้อสิ่งของไปบริจาคในปริมาณมาก ๆ เราก็มักจะได้รับส่วนลดบางส่วน
เช่น ของราคาเต็ม 100 บาท แต่หากสั่งซื้อเยอะ ๆ อาจจะลดเหลือแค่ 85 บาท
อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของมูลนิธิ ร่วมมือกับคนขาย ออกบิลเรียกเก็บเงินมูลนิธิในราคาเต็ม จากนั้นค่อยนำส่วนต่างไปแบ่งกันข้างนอก
เมื่อผู้สอบบัญชีมาตรวจสอบ ก็ยากที่จะตรวจเจอการทุจริตแบบนี้ เพราะเอกสารทุกอย่างถูกลงบัญชีสอดคล้องกัน
หรืออีกกรณีคือ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยอ้างว่า ซื้อเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับงานมูลนิธิ แต่จริง ๆ แล้วซื้อเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตัว
เพราะกฎหมายอนุญาตให้มูลนิธิ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อประโยชน์สำหรับงานมูลนิธิได้ เช่น ใช้เป็นอาคารสำนักงาน หรือสถานที่เก็บของ
เพียงแต่ต้องไม่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อใช้ในประโยชน์ส่วนตัว
ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องอาศัยการตรวจสอบที่ละเอียดกว่าการเช็คความถูกต้องของตัวเลขในงบการเงิน
เพราะสุดท้ายแล้ว การนำเงินไปใช้เพื่อการกุศล แม้จะเป็นเจตนาที่ดี แต่ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะป้องกันการถูกตรวจสอบ
เพราะเมื่อเจตนาที่ดีของคนไทยทุกคนมีพลังมากพอ ที่จะรวมเงินได้ระดับร้อยล้าน พันล้าน ระบบตรวจสอบก็ควรมีพลังมากพอ ที่จะปกป้องเจตนาที่ดีเช่นกัน..
#WealthPreservation
#วางแผนการเงิน
#มูลนิธิ
โฆษณา