•
5 ชั่วโมงที่แล้ว • การศึกษา

รู้ทันมิจฉาชีพอาจต้องมากกว่าความรู้ทางการเงิน เมื่อประสบการณ์จริงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของคนรุ่นใหม่

ในยุคที่การทำธุรกรรมการเงินใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คิด และสิ่งที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงอาจไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องเงิน แต่รวมถึงความสามารถในการอ่านสถานการณ์และพฤติกรรมของคนด้วย
เมื่อพูดถึง Financial Literacy หรือความรู้ทางการเงิน เรามักนึกถึงการออม การวางแผนรายจ่าย การบริหารหนี้ หรือการลงทุน
แต่ยังมีทักษะสำคัญอีกด้านที่ไม่ควรถูกมองข้าม นั่นคือความสามารถในการรู้เท่าทันภัยทุจริตทางการเงิน
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง การสูญเสียเงินไม่ได้เกิดจากการบริหารเงินผิดพลาดเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการถูกหลอกให้เชื่อใจหรือกระทำธุรกรรมโดยไม่ทันตรวจสอบข้อเท็จจริง
ทำไมคนที่มีความรู้จึงอาจตกเป็นเหยื่อ?
หนึ่งในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภัยการเงิน คือการคิดว่าคนที่ถูกหลอกมักเป็นคนที่ไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี
ในความเป็นจริง กลโกงหลายรูปแบบอาศัยการกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าการเอาชนะความรู้ของผู้เสียหาย
บางสถานการณ์ใช้ความกลัว เช่น อ้างว่าบัญชีมีปัญหา บางสถานการณ์ใช้ความเร่งด่วน หรือใช้ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานและบุคคลที่ผู้เสียหายรู้จัก
เมื่อความกังวลเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ คนที่มีความรู้ก็อาจพลาดได้เช่นกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเรียนรู้จากเหตุการณ์จริงจึงมีความสำคัญ
Case Study ช่วยให้เราเห็นสิ่งที่ตำราอาจอธิบายได้ไม่ครบ
สิ่งที่น่าสนใจคือกิจกรรมล่าสุดที่ KTC หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำผู้เชี่ยวชาญไปถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับภัยทุจริตทางการเงินให้กับนักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รูปแบบการเรียนรู้ดังกล่าวใช้ทั้งเรื่องราวจากประสบการณ์จริงและ Case Study พร้อมแนวทางสังเกตกลโกงและวิธีรับมือ
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการรู้ว่ามิจฉาชีพใช้วิธีใด แต่ยังอยู่ที่การทำความเข้าใจว่า เพราะเหตุใดสถานการณ์บางอย่างจึงทำให้คนหลงเชื่อ
หากมองในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ การศึกษากรณีตัวอย่างช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนตั้งคำถามได้หลายมิติ เช่น
1. จุดเริ่มต้นของความเชื่อถือ
อะไรทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าคนที่ติดต่อมาคือบุคคลหรือหน่วยงานที่กล่าวอ้าง?
2. จุดที่อารมณ์เริ่มมีอิทธิพล
ความกลัว ความโลภ ความกังวล หรือความต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างไร?
3. จุดที่สามารถหยุดความเสียหาย
มีช่วงเวลาใดบ้างที่ผู้เสียหายสามารถหยุด ตรวจสอบข้อมูล หรือขอคำปรึกษาจากบุคคลอื่นก่อนดำเนินการต่อ?
คำถามเหล่านี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญพอ ๆ กับการจดจำรูปแบบกลโกง
Cyber Awareness ไม่ควรจบแค่การฟังบรรยาย
การรู้เท่าทันภัยดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพควรนำไปสู่พฤติกรรมที่ปฏิบัติได้จริง เช่น การไม่เปิดเผยรหัส OTP การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อความ การไม่กดลิงก์จากผู้ส่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และการติดต่อสถาบันการเงินผ่านช่องทางที่ยืนยันได้
ขณะเดียวกัน การฝึกให้คนกล้าหยุดคิดก่อนตัดสินใจก็เป็นเรื่องสำคัญ
เพราะกลโกงสามารถเปลี่ยนรูปแบบได้ตลอดเวลา แต่ทักษะในการตั้งข้อสงสัย ตรวจสอบ และไม่ตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน เป็นพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ได้กับสถานการณ์หลากหลายรูปแบบ
เมื่อภาคธุรกิจนำประสบการณ์มาแบ่งปันกับมหาวิทยาลัย
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจจากกิจกรรมของเคทีซี คือบทบาทของภาคธุรกิจในการส่งต่อความรู้จากสถานการณ์ที่พบในโลกการทำงานไปสู่คนรุ่นใหม่
โดยเฉพาะนักศึกษาสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ซึ่งในอนาคตอาจมีโอกาสทำงานเกี่ยวข้องกับผู้คนและกลุ่มที่มีความเปราะบางทางสังคม ความเข้าใจเรื่องภัยการเงินจึงสามารถเป็นองค์ความรู้ประกอบการทำงานกับผู้คนได้อีกด้านหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมให้ความรู้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผลลัพธ์ที่สำคัญกว่าคือผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้รับไปใช้สังเกตและจัดการความเสี่ยงในชีวิตจริงได้มากน้อยเพียงใด
ท้ายที่สุด ความรู้ทางการเงินในโลกยุคใหม่อาจไม่ได้วัดจากการรู้ว่าจะทำให้เงินงอกเงยอย่างไรเพียงอย่างเดียว
แต่ยังรวมถึงการรู้ว่าจะรักษาเงินและข้อมูลของตัวเองอย่างไร ไม่ให้ตกอยู่ในมือของผู้ที่พยายามใช้ความเชื่อใจเป็นเครื่องมือ
เพราะบางครั้ง ทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุด อาจเริ่มต้นจากการรู้ว่าเมื่อไรควรหยุดและตรวจสอบ ก่อนกดยืนยันเพียงครั้งเดียว
โฆษณา