เมื่อวาน เวลา 09:50 • หุ้น & เศรษฐกิจ

GI vs VI/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร : สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)

หลักการหรือกลยุทธการลงทุนใหญ่ ๆ ในโลกปัจจุบันนั้น ประกอบไปด้วย การลงทุนแบบ Value Investment (VI) Growth Investment (GI) และการลงทุนแบบ Passive Investment ซึ่งก็คือการลงทุนแบบ “เน้นคุณค่า” การลงทุนแบบ “เน้นหุ้นเติบโต” และการลงทุน “อิงดัชนี” ตามลำดับ
แน่นอนว่าโลกนี้มีกลยุทธการลงทุนแบบอื่น ๆ อีกมาก เช่น การลงทุนแบบ “เทคนิค” ที่อาศัยดูกราฟราคาหุ้นและปริมาณการซื้อ-ขายของหุ้นแต่ละตัว ซึ่งเป็นกลยุทธเก่าแก่ที่สุดและมีมาน่าจะกว่าร้อยปีแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว นักลงทุนมืออาชีพระดับโลกคงไม่ค่อยจะใช้กันแล้ว หรือการลงทุนแบบ“Quantitative Investing” ที่ใช้คอมพิวเตอร์และการคำนวณที่ซับซ้อนเข้าไปเลือกซื้อหรือขายหุ้นอย่างรวดเร็ว ทำกำไรแต่ละครั้งไม่มาก แต่มักจะกำไรมากกว่าขาดทุน แต่นี่ก็เป็นกลยุทธที่มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะเข้าใจและทำได้
ผมเองเป็น Value Investor หรือที่ในตลาดหุ้นไทยเรียกกันติดปากว่าเป็น “VI” ดังนั้น ผมจึงมักจะพูดถึงแต่ “VI” เป็นหลัก และพูดใน “ทุกมิติ” ทั้งกลยุทธ ความคิดและหลักการลงทุน ตลอดจนถึงนิสัยหรือพฤติกรรมของคนที่เป็น “VI” โดยเฉพาะที่เรียกว่า “พันธุ์แท้” เพราะผมคิดว่าหลักการแบบ VI นั้น มันเป็นหลักการ “ของชีวิต” ด้วย ไม่ใช่เรื่องของการลงทุนเพียงอย่างเดียว
จนแทบจะลืมไปว่า  Growth Investor ที่ผมจะใช้คำย่อว่า “GI” ก็เป็นนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทและการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกเช่นเดียวกัน  และว่าที่จริง  พวกเขาเป็น  คนส่วนใหญ่ในโลกของการลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น  “มืออาชีพ” ในตลาดหุ้นที่ก้าวหน้าและใหญ่ที่สุดอย่างในสหรัฐ  ในขณะที่ “VI” นั้น  มีคนใช้น้อยกว่ามาก  แม้ว่าจะมีนักลงทุนที่โดดเด่นมาก ๆ  อย่างวอเร็น บัฟเฟตต์ เป็นตัวแทนของแนวความคิดนี้
ความแตกต่างระหว่าง GI กับ VI  นั้น  ไม่ได้เป็นแค่กลยุทธ์การลงทุนที่ต่างกันเท่านั้น  แต่มันเป็นตัวแทนของคนที่มีความคิดและมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจ  การเงิน  อนาคต  และความเสี่ยง  และแม้แต่เรื่องของชีวิตที่แตกต่างกันด้วย  ดังที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้
เรื่องแรกก็คือ  ปรัชญาหรือหลักการพื้นฐานของการลงทุน
คนที่เป็น GI นั้นจะมองว่า  เขาลงทุนในศักยภาพของ “อนาคต” ของธุรกิจ
คนที่เป็น VI มองว่า  เขาลงทุนเมื่อราคาตลาดของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value ของหุ้น
เพราะฉะนั้น GI จะมองว่าบริษัทจะโตขึ้นไปเท่าไรในอนาคต  พวกเขาจะเน้นที่การเติบโตของรายได้ที่รวดเร็วและกำไรหรือคาดการณ์ของกำไรที่จะเพิ่มขึ้นมากและโอกาสทางการตลาดของสินค้าของบริษัท  พวกเขาชอบที่จะมองไปข้างหน้าและจินตนาการว่าบริษัทจะยิ่งใหญ่แค่ไหน  และก็จะไม่สนใจว่าอดีตเป็นอย่างไรถ้าเขาคิดว่าทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่น หุ้นที่เกี่ยวกับการปฏิวัติของอินเตอร์เน็ต  เรื่องของรถไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนได้เอง  AI  หุ่นยนต์  Biotech และ Cloud Computing  ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่  ทั้งหมดนั้นก็คือเป้าหมายการลงทุนของ GI
ในขณะที่ VI นั้น ชอบและมองหาหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานหรือ “Intrinsic Value” ดังนั้น  เขาจะต้องประเมินหรือคำนวณว่าธุรกิจนั้นมีมูลค่าเท่าไรจริง ๆ   ซึ่งวิธีสำคัญก็คือ  จะต้องดูที่คุณภาพของธุรกิจว่าจะสามารถสร้างผลกำไรแบบต่อเนื่องมั่นคงแค่ไหน  ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ  ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดในระยะยาวและเติบโตไปตามอุตสาหกรรมที่จะต้องเติบโตขึ้นด้วย  ต้องดูสินทรัพย์และที่สำคัญกระแสเงินสดของบริษัทเปรียบเทียบกับราคาหุ้นด้วย
เรื่องที่ 2 คือประเด็นของการประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสม
GI จะมองไปข้างหน้าประมาณ 3-5 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจกำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยที่เขาจะเต็มใจจ่ายเงินซื้อหุ้นที่มีราคา“แพง” เช่น หุ้นมีค่า PE สูงระดับ 30-40 เท่าขึ้นไปในหุ้นที่โตเร็วมาก  โดยที่เขาคิดหรือคาดหวังว่าบริษัทจะโตเร็วกว่าที่นักลงทุนคนอื่นหรือตลาดคาด  พวกเขามักจะมีความมั่นใจสูงและกล้ารับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุผิดคาดได้มากกว่าแม้ว่าสิ่งต่าง ๆ  เช่น ตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้รับการพิสูจน์   ทั้งหมดนั้น  เพราะเขาหวังที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงลิ่ว
VI มองไปข้างหน้าไกลกว่าที่ประมาณ 5-10 ปี  พวกเขายืนยันที่จะซื้อหุ้นเฉพาะในราคาที่เหมาะสม  เวลาประเมินการเติบโตของธุรกิจก็จะตั้งเป้าที่อนุรักษ์นิยมและบริษัทน่าจะทำได้  พวกเขาชอบธุรกิจหรือโมเดลธุรกิจที่ “ได้รับการพิสูจน์แล้ว” เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดซึ่งจะทำให้เกิดการขาดทุนอย่างถาวรได้เมื่อซื้อหุ้นผิดตัวหรือผิดราคา
โดยที่ราคาที่ VI จะจ่ายเพื่อซื้อหุ้นนั้นมักจะ “ถูก” เช่น ค่า PE ไม่เกิน 10-15  เท่า  หรือกรณีพิเศษจริง ๆ  ก็อาจจะไม่เกิน 20 เท่า  ซึ่งนั่นก็ทำให้หาซื้อหุ้นยากโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นสดใสหรือเป็นตลาดกระทิง
เรื่องที่ 3 คือมุมมองด้านความเสี่ยง
เนื่องจาก GI นั้น  เน้นที่  “อนาคต” ที่ไม่แน่นอนจึงต้องรับความเสี่ยงมากกว่า  พวกเขากล้าที่จะลงทุนแม้ว่าขนาดของตลาดสินค้าไม่แน่นอน  เทคโนโลยีอาจจะไม่สำเร็จ  กำไรก็ยังไม่รู้ว่าจะมากแค่ไหน  คู่แข่งอาจจะเข้ามา โมเดลของธุรกิจอาจจะเปลี่ยนไป  ทั้งหมดนี้  พวกเขาหวังว่าถ้าบริษัทประสบความสำเร็จ  ผลตอบแทนการลงทุนก็จะสูงลิ่ว
VI นั้น จะกลัวเรื่องความเสี่ยงมากและมักจะพยายามเลี่ยงถ้าสูงเกินไป  เช่น  จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเศรษฐกิจตกต่ำลง  ถ้ายอดขายลดลงหรือไม่โตอย่างที่คิดจะเกิดอะไรขึ้นกับบริษัท  หนี้ของบริษัทมีมากแค่ไหน  บริษัทจะเอาตัวรอดได้ไหมในยามที่ยากลำบาก  และสุดท้ายมูลค่าของบริษัทจะลดลงมากแค่ไหนถ้ายอดขายลดหรือเติบโตช้าลง
เรื่องที่ 4 คือเรื่องผู้จัดการสูงสุดของบริษัท
GI จะชื่นชมผู้บริหารของบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการและผู้ก่อตั้งที่มี  “วิชชั่น” สูง  ตัวอย่างเช่นอีลอนมัสก์ เป็นต้น  ที่ท้าทายธุรกิจเดิม  สร้างตลาดใหม่  พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำลายล้างหรือDisrupt ธุรกิจเดิม  คิดใหญ่มาก  หรือลงทุนอย่างหนักเพื่อที่จะยึดกุมตลาดหรือเป็นผู้นำทางธุรกิจ  อย่างเช่น AI เป็นต้น
VI จะเน้นผู้บริหารที่มีวินัยทางการเงินสูงและเน้นคนที่  “จัดสรรเงินทุน” ได้เหมาะสม  โดยหลัก ๆ  ก็คือ  ไม่เอาเงินของผู้ถือหุ้นไปทำในสิ่งที่สิ้นเปลืองไร้ประโยชน  เช่น  ลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนที่แย่มากแทนที่จะคืนเจ้าของโดยการจ่ายปันผลหรือซื้อหุ้นคืน  เป็นต้น  ผู้บริหารจะต้องรักษาความมั่นคงทางการเงินของบริษัทตลอดเวลา  ลงทุนเฉพาะในโครงการหรือซื้อกิจการที่จะให้ผลตอบแทนที่ดี  และดูแลผู้ถือหุ้นรายย่อยเท่าเทียมกับรายใหญ่
เรื่องที่ 5 คือความแตกต่างทางด้านจิตวิทยาของ GI กับ VI
GI มักเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก  มองโลกสดใสและทุกอย่าง “เป็นไปได้” พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง  ชอบการเปลี่ยนแปลงแม้ว่ามันจะเสี่ยง  ทำนอง  “ถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ” พวกเขาชอบ “ตามกระแส” ใหม่ ๆ  ในการลงทุน  เช่น เมื่อบิดคอยน์ปรับตัวขึ้นโดดเด่น  เขาก็จะเข้าไปเล่น  หรือมีหุ้นกลุ่มใหม่วิ่งขึ้น  เขาก็จะเข้าไปร่วมเล่น  เป็นต้น  พวกเขาชอบ “สตอรี่” ที่สดใสหรือท้าทาย  เช่น  ความสามารถของ AI ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกอย่างสิ้นเชิง เป็นต้น  เขารักมัน
VI เป็นพวกที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่าย  เน้นสิ่งที่มีความเป็นไปได้สูงว่าต้องเกิดขึ้นต้องเป็นอย่างนั้นเพราะมัน  “พิสูจน์แล้ว” พวกเขายังชอบที่จะเข้าใจเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น  VI เป็นพวก “กลัวขาดทุน” มากกว่าการที่มีโอกาสกำไรมากแต่มีความเสี่ยงสูง  แทนที่จะชอบตามกระแสใหม่ๆ ที่กำลังร้อนแรง พวกเขามองหาอะไรที่ “ถูกละเลย” ไม่มีคนสนใจหรือเลิกสนใจแล้ว  เพราะนั่นจะเป็นโอกาสซื้อของถูก เป็นต้น
เรื่องที่ 6 การขายหุ้น
GI อาจจะขายหุ้นเมื่อการเติบโตของธุรกิจเริ่มแย่ลงหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป  ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น  ต้นทุนเงินทุนเพิ่มขึ้น จนธุรกิจมีกำไรไม่คุ้มค่า  ในขณะที่ VI อาจจะขายหุ้นเมื่อราคาปรับตัวใกล้มูลค่าพื้นฐานของบริษัท  หรือไม่ก็ขายเมื่อคุณภาพของกิจการแย่ลง  ความได้เปรียบทางธุรกิจหายไปเนื่องจากเทคโนโลยีหรืออื่น ๆ
เรื่องที่ 7  ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน
เรื่องนี้สำหรับ VI เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง  พวกเขามักจะมองหาและจะต้องมั่นใจว่ามันยังเป็นหรือมีอยู่คือบริษัทจะต้องมีMoat หรือ “คูเมือง” ป้องกันคู่แข่งอย่างน้อย 1 ใน 5 ข้อ นั่นคือ  1)แบรนด์หรือยี่ห้อที่ดีมาก 2) ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทอื่น หรือ Switching Cost สูง 3) เครือข่ายที่ใหญ่หรือ Network Effect 4) ต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ หรือ Economies ofScale 5) ความได้เปรียบในช่องทางกระจายสินค้า
ในส่วนของ GI ที่จริงพวกเขาก็ต้องการ  Moat แบบเดียวกัน  แต่มันไม่จำเป็นต้องมีในวันที่พวกเขาเข้าไปซื้อหุ้น  แต่พวกเขาก็หวังว่า  เมื่อบริษัทเติบโตเร็วมากและเหนือกว่าคู่แข่ง  มันก็จะสามารถสร้าง Moat ขึ้นมาป้องกันการแข่งขันจากคู่แข่งทั้งหน้าเก่าและใหม่ได้
ทั้งหมดนั้นก็คือบางส่วนของความแตกต่างระหว่าง GI กับ VI  จนมาถึงคำถามสุดท้ายว่า  แบบไหนเหนือกว่ากันในด้านของการทำผลตอบแทน?
ถ้ามองในระยะยาวมาก ๆ การศึกษาที่เคยผ่านตาผมมาดูเหมือนว่า VI จะให้ผลตอบแทนเหนือกว่า  อย่างไรก็ตาม  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา  ประกอบกับการลดลงมาของอัตราดอกเบี้ยยาวนานทำให้ GI ได้ผลตอบแทนที่โดดเด่นมากจนพูดได้ยากว่าแบบไหนทำผลตอบแทนดีกว่ากัน  ส่วนตัวผมเองคิดว่า  VI นั้นน่าจะปลอดภัยกว่า GI โดยเฉพาะถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ตลาดอาจเกิดวิกฤติได้อย่างในช่วงเร็ว ๆ นี้
เว็บบอร์ด Thai VI เปิดให้สมัครสมาชิกและทดลองใช้ได้ฟรี 30 วัน! เข้าไปสมัครกันได้เลยครับที่ www.ThaiVI.org
โฆษณา