•
31 ต.ค. เวลา 21:55 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 5 สนธิสัญญาทะเลทราย

ชื่อเรื่อง : แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย - จดหมายเหตุผู้อพยพสีขาว Tall Whites: ผู้สังเกตการณ์แห่งเนวาดา
|แฟ้มลับ: TW–005–Δ
|ระดับชั้นความลับ: OMEGA–BLACK
|หัวข้อ: กรอบความร่วมมือระหว่างโครงการ ORION กับคณะผู้แทน Tall Whites
|วันที่รวบรวม: 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 (ปรับปรุงครั้งที่ 6: 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989)
|ผู้บันทึกหลัก: ดร. เบนจามิน เอช. ครอส (นามสมมติ) – หัวหน้าคณะเจรจา โครงการ ORION
|คณะทำงานร่วม: หน่วยวิเคราะห์ยุทธศาสตร์, หน่วยกฎหมายระหว่างประเทศ, หน่วยฟิสิกส์ประยุกต์, หน่วยประสานงานการทูต
|สถานะเอกสาร: ยกเลิกการปกปิด (Declassified – Fiction Archive)
*หมายเหตุ: เอกสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนิยาย “แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย” เนื้อหาอ้างอิงหลักฟิสิกส์ การส่งกำลังบำรุง ยุทธศาสตร์ทางทหาร และกฎหมายระหว่างประเทศของมนุษย์ ผสมผสานกับบันทึกการเจรจาสมมติภายในเรื่อง เนื้อหาต่อไปนี้เป็นการสังเคราะห์จากบันทึกการประชุมลับจำนวน 73 ครั้งระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1964 ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965
.
I. การเจรจาที่ไม่มีแบบอย่าง
หลังจากการพบกันครั้งแรกในทะเลทรายเนวาดา เหตุการณ์ซึ่งบันทึกไว้อย่างละเอียดในบทที่ 4 ความเงียบไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับแสงรุ่งอรุณของวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1964 ตรงกันข้าม มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่ยาวนานที่สุดและละเอียดอ่อนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ของมนุษยชาติ เป็นการเจรจาที่กินเวลายาวนานกว่าที่ใครคาดคิด ต้องใช้ความอดทนมากกว่าที่ใครเตรียมพร้อม และต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ไม่มีตำราการทูตเล่มใดเคยกล่าวถึง
.
"ในช่วงแรก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเรียกมันว่าอะไร" ดร. เบนจามิน เอช. ครอส หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายมนุษย์ซึ่งถูกเรียกตัวจากกระทรวงการต่างประเทศอย่างเร่งด่วน บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว
"มันไม่ใช่การเจรจาทางการทูตในความหมายปกติ เพราะเราไม่มีแม่แบบสำหรับการเจรจากับสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่น มันไม่ใช่การเจรจายอมจำนน เพราะไม่มีฝ่ายใดพ่ายแพ้ มันไม่ใช่การเจรจาทางการค้า เพราะเราไม่มีสกุลเงินที่ใช้ร่วมกัน เราแค่เรียกมันว่า 'การสนทนา' เพราะนั่นคือทั้งหมดที่เราทำได้ในตอนนั้น นั่งลง และสนทนา กับสิ่งมีชีวิตที่เดินทางข้ามดวงดาวมาเพื่อพบเรา"
.
แฟ้ม TW–005–Δ ระบุว่า การสนทนาระหว่างทั้งสองฝ่ายกินเวลานานกว่าแปดเดือน ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964 ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 รวมการประชุมทั้งสิ้น 73 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาเฉลี่ยสี่ถึงหกชั่วโมง บางครั้งยืดเยื้อไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น โดยไม่มีการลงนามในกระดาษแม้แต่แผ่นเดียว ไม่มีการจับมือต่อหน้าสื่อมวลชน ไม่มีรัฐสภาแห่งใดรับรองข้อตกลงนั้น และไม่มีบันทึกสาธารณะใด ๆ เกี่ยวกับการมีอยู่ของการเจรจานี้เลย
.
ทุกถ้อยคำถูกแลกเปลี่ยนภายในห้องประชุมใต้ดินของอาคารหมายเลข 7 ภายในฐานทัพอากาศเนลลิส ห้องที่ไม่มีหน้าต่างบานใดให้มองเห็นท้องฟ้าหรือแสงอาทิตย์ มีเพียงแสงนีออนสีขาวที่ส่องสว่างตลอดเวลา มีประตูเหล็กหนาสิบห้าเซนติเมตรที่ต้องใช้รหัสผ่านสองชั้นในการเปิด และมีระบบป้องกันการดักฟังที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้นซึ่งรวมถึงเครื่องกำเนิดสัญญาณรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
.
"ห้องนั้นกลายเป็นโลกทั้งใบของเราในช่วงแปดเดือนนั้น" ดร. ครอสเขียน "เราเข้าไปในห้องนั้นก่อนรุ่งสางและออกมาหลังเที่ยงคืน เราใช้ชีวิตอยู่ในแสงนีออนและกลิ่นกาแฟและควันบุหรี่ เราพยายามทำความเข้าใจกันและกันผ่านระบบแปลภาษาที่พัฒนาขึ้นอย่างเร่งรีบ ผ่านภาพวาดบนกระดานดำ ผ่านท่าทางและการคาดเดา และทุกครั้งที่เราเข้าใจกันได้มากขึ้นอีกนิด ผมรู้สึกเหมือนเราไม่ได้แค่เจรจา แต่เรากำลังสร้างบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของทั้งสองอารยธรรม"
.
ผู้เข้าร่วมการเจรจาประกอบด้วยคณะทำงานที่ถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถันจากหลายหน่วยงาน นายทหารระดับสูงจากกองทัพอากาศสหรัฐซึ่งผ่านสมรภูมิมาแล้วและเข้าใจถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างความระมัดระวังกับความกล้าหาญ
.
นักฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอสซึ่งเคยใช้เวลาทั้งชีวิตในการไขปริศนาของจักรวาลและตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา นักภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์และ MIT ซึ่งทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเพื่อปรับปรุงระบบแปลภาษาเชิงความหมาย (บทที่ 9) ให้สามารถถ่ายทอดไม่เพียงคำพูดแต่รวมถึงเจตนาและบริบททางวัฒนธรรมด้วย
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกเรียกตัวจากกระทรวงการต่างประเทศอย่างลับ ๆ ในตอนกลางคืนโดยไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆ นอกจาก "ประเทศชาติต้องการความเชี่ยวชาญของท่านในเรื่องที่ไม่อาจเปิดเผยได้"
.
และผู้แทนจาก Tall Whites นำโดยผู้อาวุโสลำดับที่ 2 (ในขณะนั้นยังไม่มีการกำหนดระบบลำดับผู้อาวุโสอย่างเป็นทางการ ชื่อเรียกนี้ถูกกำหนดขึ้นภายหลังโดยคณะนักภาษาศาสตร์) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากสายวิชาการและสายการสำรวจอีกจำนวนหนึ่ง
.
"เรานั่งอยู่คนละฟากของโต๊ะประชุม" ดร. ครอสบันทึกไว้ในการประชุมครั้งที่สาม
"มนุษย์อยู่ด้านหนึ่ง Tall Whites อยู่อีกด้านหนึ่ง ระหว่างเราคือ Semantic Resonance Translator ที่ส่งเสียงฮัมเบา ๆ ตลอดเวลา และบนโต๊ะมีกระดาษเต็มไปด้วยสมการและภาพวาดและแผนภาพที่ทั้งสองฝ่ายใช้ในการอธิบายแนวคิดที่ซับซ้อน บางครั้งเราไม่ต้องการเครื่องแปลภาษาด้วยซ้ำ บางครั้งเราแค่วาดรูปบนกระดานดำ และพวกเขาก็เข้าใจทันที บางครั้งพวกเขาวาดสิ่งที่ดูเหมือนเส้นโค้งง่าย ๆ ไม่กี่เส้น และนักฟิสิกส์ของเราก็ใช้เวลาอีกสามวันในการพยายามทำความเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร"
.
ทุกคนในห้องนั้นตระหนักดีถึงน้ำหนักของสิ่งที่พวกเขากำลังทำ การตัดสินใจของพวกเขาอาจส่งผลต่อประวัติศาสตร์ของสองอารยธรรมไปอีกหลายศตวรรษ หรืออาจนำไปสู่หายนะที่ไม่มีฝ่ายใดต้องการหากการเจรจาล้มเหลวและความเข้าใจผิดนำไปสู่ความขัดแย้ง
.
"ข้าพเจ้าเคยเจรจาสนธิสัญญากับสหภาพโซเวียตมาแล้ว" ดร. ครอสเขียนในสมุดส่วนตัวหลังการประชุมครั้งแรก "ข้าพเจ้าเคยนั่งอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยนายพลและนักการทูตที่ถือไพ่ในมือแตกต่างกัน แต่เดิมพันสูงสุดคือสงครามนิวเคลียร์ และคิดว่ารู้แล้วว่าความกดดันที่แท้จริงคืออะไร แต่ไม่มีครั้งใดที่ทำให้รู้สึกถึงน้ำหนักของประวัติศาสตร์เท่าการนั่งอยู่ในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง มองดูสิ่งมีชีวิตจากอีกโลกหนึ่ง และตระหนักว่าทุกคำพูดของข้าพเจ้าอาจถูกจดจำไปอีกหมื่นปี"
.
.
"เพราะในการเจรจากับโซเวียต อย่างน้อยเราก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน เรามีประวัติศาสตร์ร่วมกันบ้างแม้จะเป็นประวัติศาสตร์ของความขัดแย้ง เรามีภาษาแม้จะต้องใช้ล่าม มีความเข้าใจพื้นฐานร่วมกันเกี่ยวกับโลก
แต่ในการเจรจากับ Tall Whites เราไม่มีอะไรเลย ไม่มีประวัติศาสตร์ร่วม ภาษา วัฒนธรรม แม้แต่แนวคิดเรื่อง 'เวลา' ที่ตรงกัน ผมไม่รู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร อะไรคือสิ่งที่มีค่าสำหรับพวกเขา อะไรคือสิ่งที่หวาดกลัว ทุกอย่างที่ผมรู้เกี่ยวกับการเจรจาต่อรอง ทุกกลยุทธ์ ทุกเทคนิค ทุกประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต อาจใช้ไม่ได้เลยกับพวกเขา และผมต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด จากศูนย์"
"และนั่นคือสิ่งที่ทำให้การเจรจานี้น่ากลัว และน่าตื่นเต้นที่สุด ในเวลาเดียวกัน"
.
.
II. สิ่งที่พวกเขาไม่ได้ร้องขอ
ความประหลาดใจแรก และอาจเป็นความประหลาดใจที่สำคัญที่สุดในการเจรจาทั้งหมด เกิดขึ้นในการประชุมครั้งที่สาม เมื่อคณะผู้แทนมนุษย์ถามคำถามที่เตรียมมาอย่างรอบคอบหลังจากใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการร่างและปรับแก้คำถามนั้นด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เป็นคำถามที่ทั้งเรียบง่ายและเต็มไปด้วยความกังวล เป็นคำถามที่มนุษย์ทุกคนที่รู้ความลับของโครงการอยากจะถาม
"อะไรคือสิ่งที่พวกท่านต้องการจากโลก"
.
"คำถามนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่การถามมันออกไปใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเตรียมการ" ดร. ครอสบันทึกไว้ "เราไม่รู้ว่าพวกเขาจะตอบอย่างไร ไม่รู้ว่าการถามคำถามนั้นจะถูกตีความว่าเป็นการท้าทายหรือเป็นการเปิดช่องให้พวกเขาเรียกร้องสิ่งที่เราอาจไม่สามารถให้ได้ แต่ก็รู้ว่าเราไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่รู้คำตอบของคำถามนี้"
.
ทีมเจรจาของมนุษย์ใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการคาดการณ์คำตอบที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาเตรียมข้อเสนอและข้อโต้แย้งสำหรับทุกความเป็นไปได้ที่จินตนาการของมนุษย์จะนึกออก นักเศรษฐศาสตร์ของทีมคำนวณปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่โลกสามารถเสนอให้ได้โดยไม่กระทบต่อเศรษฐกิจโลก น้ำมันสำรองในตะวันออกกลาง ยูเรเนียมจากเหมืองในโคโลราโด แร่ธาตุหายากจากแอฟริกา
.
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศร่างข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับการยอมรับสิทธิทางการทูตเหนือดินแดนบางส่วน นักยุทธศาสตร์การทหารเตรียมแผนรับมือสำหรับกรณีเลวร้ายที่สุดที่ผู้มาเยือนอาจยื่นคำขาดคุกคาม และนักการทูตฝึกซ้อมการเจรจาต่อรองตามแบบฉบับของการทูตมนุษย์ นั่นคือการเรียกร้องมากกว่าที่ต้องการเพื่อมีช่องว่างสำหรับการประนีประนอม
.
"เราเตรียมพร้อมสำหรับทุกอย่างที่คิดว่าจะเกิดขึ้น" ดร. ครอสเขียน "เตรียมพร้อมสำหรับการเรียกร้องทรัพยากร เตรียมพร้อมสำหรับการร้องขอที่ดิน เตรียมพร้อมสำหรับข้อเสนอแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี เตรียมพร้อมแม้กระทั่งสำหรับการยื่นคำขาดว่าเราต้องยอมจำนนหรือถูกทำลาย แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่พวกเขาพูดจริง ๆ"
.
เมื่อคำถามถูกถามผ่านระบบแปลภาษาเชิงความหมายซึ่งขณะนั้นยังเป็นอุปกรณ์ต้นแบบที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพัฒนาร่วมกันอย่างเร่งรีบ (บทที่ 9) ผู้แทน Tall Whites รับฟังอย่างเงียบ ๆ ปรึกษากันด้วยท่าทางที่มนุษย์ยังไม่สามารถอ่านออก และตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่นักแปลภาษาบันทึกว่า
"เรียบง่ายและตรงไปตรงมา ราวกับคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องคิดให้ซับซ้อน"
.
"เราไม่ได้ต้องการทรัพยากรของพวกท่าน" ผู้แทนกล่าว "ไม่ได้ต้องการอำนาจทางการเมือง ไม่ได้ต้องการสิทธิในการปกครองดินแดน เรามียานของเราเองเป็นบ้าน มีเทคโนโลยีของเราเองที่จะจัดหาทุกสิ่งที่เราต้องการ ไม่ได้เดินทางข้ามดวงดาวมาเพื่อแสวงหาสิ่งที่พวกท่านมี เรามาเพื่อแสวงหาสิ่งที่พวกท่านเป็น"
.
"สิ่งที่เราร้องขอมีเพียงพื้นที่เล็ก ๆ กลางทะเลทรายแห่งนี้ ห่างไกลจากชุมชนมนุษย์ เพื่อใช้เป็นสถานีพักระหว่างการเดินทางผ่านแขนกังหันแห่งหนึ่งของกาแล็กซี เป็นสถานที่ที่ครอบครัวของเราได้หยุดพักระหว่างการเดินทางอันยาวนาน เป็นท่าเรือในทะเลทรายของอวกาศ ไม่มีอะไรเพิ่มเติมจากนี้"
.
ความเงียบปกคลุมห้องประชุมอยู่นานหลังจากคำตอบนั้น ดร. ครอสซึ่งใช้เวลาหลายสิบปีในวงการการทูตระหว่างประเทศและเคยผ่านการเจรจาที่ซับซ้อนที่สุดในยุคสงครามเย็น บันทึกไว้ในรายงานว่า
.
"ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายปีในการเจรจาต่อรองกับมนุษย์ด้วยกัน และในทุกการเจรจา ทุกฝ่ายมักเริ่มต้นด้วยการเรียกร้องมากกว่าที่ตนต้องการ เพื่อต่อรองให้ได้สิ่งที่ตนต้องการจริง ๆ นี่คือกฎพื้นฐานของการทูตมนุษย์ที่ถูกสอนมาและที่ข้าพเจ้าสอนผู้อื่นต่อ
แต่สิ่งมีชีวิตจากต่างดาวเหล่านี้กลับขอเพียงที่พัก พวกเขาขอเพียงพื้นที่ให้ครอบครัวได้พักระหว่างการเดินทาง ราวกับนักเดินทางที่เหนื่อยล้าและขออนุญาตตั้งแคมป์ในทะเลทรายสักคืนหนึ่ง ไม่มีการเรียกร้องแอบแฝง ไม่มีการข่มขู่ ไม่มีแม้แต่การต่อรอง พวกเขาแค่... ขอ และรอให้เราตอบ"
.
"และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจมากที่สุด" ดร. ครอสเขียนต่อ "ไม่ใช่เทคโนโลยีของพวกเขา ไม่ใช่รูปลักษณ์ของพวกเขา แต่คือการที่พวกเขาปฏิบัติต่อเราด้วยความเคารพ ในฐานะเจ้าของบ้าน ในฐานะผู้มีสิทธิ์จะปฏิเสธ ในฐานะผู้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่าที่ต้องถูกยึดครองหรือสั่งสอน"
.
พลตรีฮอลลาแมนซึ่งเข้าร่วมการประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์เงียบ ๆ อยู่ที่มุมห้อง ได้ถามคำถามที่ผุดขึ้นในใจของทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น คำถามที่อาจดูเรียบง่ายแต่มีความหมายลึกซึ้ง
"ทำไมต้องเป็นโลก ทำไมต้องเป็นที่นี่ ในเมื่อพวกท่านมีเทคโนโลยีที่สามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในกาแล็กซี มีดาวเคราะห์ร้างอีกนับไม่ถ้วนที่ไม่มีใครอยู่ เหตุใดจึงเลือกที่จะมาที่นี่ มาที่โลกของเรา"
.
คำตอบที่ได้รับถูกบันทึกไว้ในแฟ้มและกลายเป็นหนึ่งในประโยคที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโครงการ เป็นประโยคที่ถูกพิมพ์ติดไว้บนผนังห้องประชุมของคณะผู้แทนมนุษย์และถูกท่องจำโดยเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการ
.
"เพราะโลกอยู่ในเส้นทางที่เราผ่าน และเพราะเราสังเกตการณ์มนุษย์มานานพอที่จะรู้ว่าพวกท่านแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่เคยพบ เราเห็นความสามารถในการสร้างและทำลายของพวกท่าน เห็นความขัดแย้งและความร่วมมือ เห็นความเกลียดชังและความรัก เราเห็นทั้งหมดนั้นและเราคิดว่าถึงเวลาแล้ว"
"ถึงเวลาที่มนุษย์จะรู้ว่าพวกท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาล"
.
.
III. คำถามของนักวิทยาศาสตร์: เหตุใดต้องมีสถานีพัก
หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของการเจรจาทั้งหมดเกิดขึ้นในการประชุมครั้งที่สิบเอ็ด เมื่อ ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน นักฟิสิกส์อาวุโสจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอส ซึ่งใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษาแรงพื้นฐานของจักรวาลและเคยมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาเครื่องยนต์จรวดนิวเคลียร์สำหรับภารกิจอวกาศห้วงลึก ถามคำถามที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนในโครงการสงสัยมานานนับตั้งแต่เห็นยานของ Tall Whites ปรากฏตัวครั้งแรกบนจอเรดาร์
.
"ข้าพเจ้าเตรียมคำถามนั้นมาหลายวัน" ดร. วอร์เรนบันทึกไว้ในสมุดบันทึกการวิจัย
"ต้องการถามด้วยความเคารพ เพราะไม่ต้องการให้พวกเขาคิดว่าเรากำลังท้าทายหรือดูถูกความสามารถ แต่ในฐานะนักฟิสิกส์ จำเป็นต้องรู้ การมีอยู่ของสถานีพักขัดกับทุกสิ่งที่เราคาดการณ์เกี่ยวกับอารยธรรมที่สามารถเดินทางข้ามดวงดาวได้ ถ้าพวกเขามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าถึงเพียงนั้น ทำไมพวกเขาถึงยังต้องการหยุดพัก ทำไมไม่เดินทางต่อเนื่องไปจนถึงจุดหมาย"
.
คำถามที่เขาถามออกไปในวันนั้นเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความสงสัยเชิงวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้ง "หากพวกท่านมีเทคโนโลยีที่สามารถเดินทางข้ามระหว่างดวงดาวได้ ข้ามระยะทางหลายสิบหรือหลายร้อยปีแสง หากพวกท่านสามารถควบคุมแรงโน้มถ่วงหรือบิดโค้งปริภูมิได้ดังที่เราเริ่มคาดการณ์ เหตุใดจึงยังต้องมีจุดพักกลางทาง"
.
ผู้แทน Tall Whites หยุดไปครู่หนึ่งก่อนตอบ เป็นการหยุดที่นักเจรจาของมนุษย์เริ่มคุ้นเคยแล้วว่าไม่ใช่การลังเล แต่เป็นการรวบรวมความคิดเพื่อหาคำอธิบายที่มนุษย์จะเข้าใจได้ในกรอบความรู้ที่มีอยู่ จากนั้นพวกเขาตอบด้วยประโยคสั้น ๆ ที่ในตอนแรกฟังดูเหมือนปริศนา แต่ต่อมาได้นำไปสู่การศึกษาทางฟิสิกส์ที่กินเวลาหลายปีและเปิดมุมมองใหม่ทั้งหมดให้กับนักวิทยาศาสตร์ของโครงการ
"แม้แต่ผู้ที่ข้ามมหาสมุทรได้ ก็ยังต้องการท่าเรือ"
.
"ประโยคนี้เรียบง่าย แต่เมื่อคุณคิดถึงมันดี ๆ มันอธิบายทุกอย่าง" ดร. วอร์เรนเขียนในภายหลัง "เรือเดินสมุทรที่ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกได้อาจไม่จำเป็นต้องหยุดกลางทางเพื่อเติมเชื้อเพลิง แต่มันยังต้องมีท่าเรือที่ปลอดภัยเพื่อตรวจสอบตัวเรือที่อาจได้รับความเสียหายจากพายุ เพื่อให้ลูกเรือได้พักผ่อนหลังจากอยู่ในทะเลนานหลายเดือน เพื่อซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอระหว่างการเดินทาง และสำหรับอารยธรรมที่เดินทางข้ามระหว่างดวงดาว ระยะทางไม่ใช่หลายพันไมล์ แต่เป็นหลายสิบล้านล้านไมล์
การเดินทางไม่ใช่หลายเดือน แต่เป็นหลายสิบปีหรือหลายศตวรรษ และ 'มหาสมุทร' ที่พวกเขาข้ามไม่ใช่น้ำ แต่คือสุญญากาศที่เต็มไปด้วยรังสีคอสมิกและอนุภาคพลังงานสูงที่สามารถกัดกร่อนแม้แต่วัสดุที่แข็งแกร่งที่สุด"
.
.
หลังจากตอบด้วยประโยคสั้น ๆ นั้นแล้ว ผู้แทน Tall Whites อธิบายเพิ่มเติมในระดับหลักการ ไม่ใช่ในรายละเอียดทางเทคนิคที่อาจละเมิดนโยบายการถ่ายทอดเทคโนโลยีของพวกเขา (บทที่ 11) ว่า การเดินทางระหว่างดวงดาวแม้จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพียงใดก็ตาม ยังคงต้องอาศัยหลักการทางฟิสิกส์บางประการที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยสิ้นเชิง แม้แต่สำหรับอารยธรรมที่ก้าวหน้าที่สุด
.
"ระหว่างการเดินทางผ่านอวกาศระหว่างดาว" ผู้แทนอธิบาย "ยานของเราต้องเผชิญกับรังสีคอสมิกพลังงานสูงจากซูเปอร์โนวาและแหล่งกำเนิดอื่น ๆ ทั่วกาแล็กซี อนุภาคเหล่านี้อาจมีพลังงานสูงกว่าที่เครื่องเร่งอนุภาคของมนุษย์สามารถผลิตได้หลายล้านเท่า และแม้แต่วัสดุที่แข็งแกร่งที่สุดของเราก็ยังต้องได้รับการตรวจสอบและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นในระดับโมเลกุลหลังจากการเดินทางแต่ละช่วง"
.
"นอกจากนั้น ยังมีอนุภาคฝุ่นระหว่างดาวที่กระจัดกระจายอยู่ในอวกาศ แม้จะเบาบางมากเมื่อเทียบกับชั้นบรรยากาศของโลก แต่เมื่อยานเดินทางด้วยความเร็วสูงมาก อนุภาคฝุ่นเหล่านั้นจะกลายเป็นกระสุนขนาดจิ๋วที่พุ่งชนพื้นผิวของยานอย่างต่อเนื่องตลอดการเดินทางหลายสิบปี สร้างความเสียหายสะสมที่ต้องได้รับการตรวจสอบและฟื้นฟู"
.
"และสุดท้าย ระบบพลังงานของยาน แม้จะไม่ได้ใช้เชื้อเพลิงในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ (บทที่ 10) แต่ระบบที่ทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่หยุดพักย่อมต้องได้รับการปรับเทียบและบำรุงรักษา เราไม่ได้หยุดเพื่อเติมเชื้อเพลิงในความหมายที่พวกท่านเข้าใจ ไม่ได้กำลังมองหาปั๊มน้ำมันในอวกาศ ไม่ได้กำลังรวบรวมทรัพยากรเพื่อสร้างพลังงานเพิ่ม เรามีพลังงานจากดาวฤกษ์ที่เราเก็บเกี่ยวระหว่างทางมากพอแล้ว"
.
"เราหยุดเพื่อให้ระบบของยานได้พัก เพื่อตรวจสอบโครงสร้างที่อาจได้รับความเสียหายในระดับโมเลกุล เพื่อปรับสมดุลของสนามพลังงานที่รักษาสภาพแวดล้อมภายในยานซึ่งครอบครัวของเราอาศัยอยู่ และเพื่อให้ลูกหลานของเราได้เหยียบพื้นดินที่มั่นคงอีกครั้ง ได้เห็นท้องฟ้าที่ไม่ใช่เพดานโลหะ ได้สัมผัสลมและแสงอาทิตย์บนผิวดาวเคราะห์ ก่อนที่พวกเขาจะต้องกลับเข้าไปในยานและเดินทางต่อไปอีกหลายสิบปี"
.
"การมีสถานีพักจึงไม่ใช่ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ไม่ใช่ความอ่อนแอของอารยธรรมที่ยังพัฒนาไม่ถึงขีดสุด แต่มันคือหลักการพื้นฐานของวิศวกรรมอวกาศที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์หลายพันปี แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังต้องการการพักผ่อน แม้แต่เครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็ยังต้องการการบำรุงรักษา และแม้แต่ผู้ที่รักการเดินทางที่สุดก็ยังต้องการที่จะหยุดและสัมผัสพื้นดินที่มั่นคงเป็นครั้งคราว"
.
คณะนักฟิสิกส์ของโครงการใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้นในการศึกษาคำอธิบายนี้อย่างละเอียด พวกเขาเสนอสมมติฐานว่าแม้เทคโนโลยีการขับเคลื่อนของ Tall Whites จะก้าวหน้าเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจได้ในขณะนั้น ยานของพวกเขาก็ยังคงเป็นระบบกายภาพที่ต้องปฏิบัติตามกฎของเอนโทรปี ทุกการเดินทางสร้างการสึกหรอ ทุกการเร่งความเร็วและลดความเร็วสร้างความเครียดต่อโครงสร้างของยาน ทุกการเผชิญกับรังสีคอสมิกและอนุภาคพลังงานสูงสร้างความเสียหายในระดับอะตอมที่ต้องได้รับการซ่อมแซม
.
"และนั่นคือบทเรียนแรกที่ Tall Whites สอนเราเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล" ดร. วอร์เรนเขียนในบทสรุปของรายงานการวิเคราะห์ "ไม่มีเทคโนโลยีใดที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีเครื่องจักรใดที่ทำงานได้ตลอดไปโดยไม่ต้องพัก ไม่มีอารยธรรมใดที่สามารถเดินทางข้ามดวงดาวได้โดยไม่ต้องหยุดแวะที่ไหนเลย แม้แต่ผู้ที่ก้าวหน้าที่สุดในกาแล็กซีก็ยังต้องการท่าเรือ และโลกของเราคือหนึ่งในท่าเรือเหล่านั้น"
.
"และด้วยเหตุผลบางอย่างที่เรายังไม่เข้าใจทั้งหมด พวกเขาเลือกท่าเรือของเรา ไม่ใช่เพราะเรามีทรัพยากรหรืออำนาจหรือเทคโนโลยีที่พวกเขาต้องการ แต่เพราะเราอยู่ในเส้นทางที่พวกเขาผ่าน และเพราะพวกเขาเห็นบางสิ่งในตัวเราที่ทำให้พวกเขาอยากจะหยุดและทักทาย แทนที่จะผ่านเลยไปในความมืดอย่างเงียบงัน"
.
[ดูเพิ่มเติม: บทที่ 10 – บ้านที่เดินทางได้ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับระบบพลังงานและการซ่อมบำรุงยานของ Tall Whites]
.
.
.
IV. ทำไมต้องเป็นโลก-คำถามเชิงยุทธศาสตร์
คำถามต่อมาที่คณะผู้แทนมนุษย์ต้องการคำตอบอย่างยิ่ง และเป็นคำถามที่นักยุทธศาสตร์การทหารและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในทีมเจรจาถกเถียงกันอย่างดุเดือดก่อนการประชุม คือเหตุใดโลกจึงถูกเลือกเป็นสถานีพัก ท่ามกลางระบบดาวนับพันล้านระบบในกาแล็กซี
หาก Tall Whites มีเทคโนโลยีที่สามารถเดินทางข้ามระหว่างดวงดาวได้และมีแผนที่การเดินทางที่ละเอียดพอจะรู้ว่าดาวเคราะห์ใดอยู่ที่ไหน เหตุใดพวกเขาจึงไม่เลือกดาวเคราะห์ร้างที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอาศัยอยู่ เหตุใดจึงต้องมาเสี่ยงกับการติดต่อกับมนุษย์ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยังมีความขัดแย้งภายในสูงและอาจเป็นอันตราย
.
.
"คำถามนี้มีความสำคัญมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด" ดร. วิลเลียม เจ. ครอว์ฟอร์ด ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้าคณะดาราศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์อวกาศของโครงการ (บทที่ 15) บันทึกไว้
"เพราะมันไม่ใช่แค่คำถามทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือคำถามเกี่ยวกับคุณค่าของโลกในสายตาของอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่า เราเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนแผนที่ของพวกเขา หรือเราเป็นสถานที่พิเศษที่มีความหมายมากกว่านั้น"
.
ในการประชุมครั้งที่สิบสอง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1964 ซึ่งเป็นการประชุมที่ใช้เวลายาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงแรกของการเจรจา กินเวลาตั้งแต่เก้าโมงเช้าจนถึงเกือบเที่ยงคืน ผู้แทน Tall Whites ยินยอมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์ตำแหน่งของระบบสุริยะในโครงข่ายการเดินทางระหว่างดวงดาว เป็นข้อมูลที่นำไปสู่การจัดทำแฟ้มวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ TW–005–Δ(3) ในเวลาต่อมา ซึ่งกลายเป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญสำหรับการศึกษาบทบาทของโลกในเครือข่ายอารยธรรมระหว่างดวงดาวทั้งหมด
.
จากการอธิบายของพวกเขา ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านระบบแปลภาษาเชิงความหมายที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถูกบันทึกอย่างละเอียดโดยเจ้าหน้าที่สื่อสาร โลกตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอย่างน่าประหลาดใจต่อการใช้เป็นจุดเปลี่ยนผ่านของเส้นทางเดินทางบางสายที่เชื่อมต่อแขนกังหันของกาแล็กซีทางช้างเผือก
.
พวกเขาเปรียบเทียบกาแล็กซีกับมหานครขนาดใหญ่ที่มีถนนหลายสายตัดผ่าน และระบบสุริยะของเราตั้งอยู่บนถนนสายหนึ่งที่เชื่อมต่อย่านสำคัญ ๆ เข้าด้วยกัน ไม่ใช่ถนนหลักที่พลุกพล่านที่สุด แต่เป็นเส้นทางรองที่เงียบสงบและปลอดภัย เหมาะสำหรับการแวะพักระหว่างการเดินทางไกล
.
.
"พวกท่านอาจไม่รู้ตัว" ผู้แทน Tall Whites กล่าวด้วยน้ำเสียงที่นักแปลภาษาบันทึกว่า
"ให้เกียรติและจริงใจ ราวกับกำลังบอกข่าวดีที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับบ้านของตัวเอง"
"แต่โลกของพวกท่านคือโอเอซิสที่หายากยิ่งในทะเลทรายของอวกาศ เราสำรวจระบบดาวหลายหมื่นระบบในย่านนี้ของกาแล็กซี และมีเพียงไม่กี่ระบบที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับการเป็นสถานีพักที่ปลอดภัย เราไม่ได้เลือกโลกเพราะมันอยู่ใกล้ หรือเพราะบังเอิญผ่านมา เราเลือกมันเพราะมันเหมาะสมที่สุดในย่านนี้ทั้งหมด"
ปัจจัยที่ทำให้โลกโดดเด่นในบรรดาดาวเคราะห์หินหลายล้านดวงที่พวกเขาสำรวจมีหลายประการด้วยกัน
.
▫️ปัจจัยแรกคือ … ดาวฤกษ์ประจำระบบซึ่งก็คือดวงอาทิตย์ของเราเอง พวกเขาอธิบายว่าดวงอาทิตย์เป็นดาวแคระเหลืองชนิด G2V ที่มีเสถียรภาพสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ชนิดเดียวกันในละแวกใกล้เคียง กิจกรรมของจุดดับและพายุสุริยะอยู่ในระดับต่ำมากในช่วงที่พวกเขาสังเกตการณ์ การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์มีความสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ไม่มีการปะทุของพลังงานที่รุนแรงและฉับพลันแบบที่พบในดาวแคระแดงหลายดวงซึ่งเป็นดาวฤกษ์ชนิดที่พบมากที่สุดในกาแล็กซี
.
"ดาวแคระแดงส่วนใหญ่มีพายุสุริยะที่รุนแรงและคาดเดาไม่ได้" ผู้แทนอธิบาย "การเข้าใกล้ดาวฤกษ์เหล่านั้นด้วยยานที่ใช้สนามพลังงานละเอียดอ่อนเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เหมือนกับการพยายามจอดเรือในท่าเรือที่เต็มไปด้วยพายุหมุนที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ดวงอาทิตย์ของพวกท่านสงบนิ่งและมั่นคง เปรียบเสมือนอ่าวที่ปลอดภัยซึ่งมีคลื่นลมน้อยมาก นั่นเป็นคุณสมบัติที่หายากและมีค่ามหาศาลสำหรับนักเดินทางระหว่างดวงดาว"
▫️ปัจจัยที่สองคือ … สภาพแวดล้อมของระบบสุริยะชั้นในที่ค่อนข้างสงบและเป็นระเบียบ ปราศจากแถบดาวเคราะห์น้อยหนาแน่นหรือดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ที่โคจรใกล้เกินไปอันอาจรบกวนสนามแรงโน้มถ่วงและสร้างอันตรายต่อการเดินทาง ระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์ในระบบสุริยะมีความเหมาะสม ไม่แออัดเกินไปจนเส้นทางการเดินทางถูกจำกัด และไม่ห่างเหินเกินไปจนการเดินทางระหว่างดาวเคราะห์ในระบบเดียวกันใช้เวลานานเกินความจำเป็น
▫️ปัจจัยที่สามคือ … แหล่งน้ำในรูปของเหลวที่อุดมสมบูรณ์บนพื้นผิวโลก ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลสำหรับการซ่อมบำรุงระบบชีววิศวกรรมของยาน (บทที่ 10) น้ำไม่เพียงใช้สำหรับการดำรงชีวิตของครอบครัว Tall Whites แต่ยังใช้ในกระบวนการทางเทคนิคหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและซ่อมแซมพื้นผิวของยาน แม้พวกเขาจะมีเทคโนโลยีที่สามารถสังเคราะห์น้ำจากไฮโดรเจนและออกซิเจนได้ แต่การมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สะอาดและอุดมสมบูรณ์ช่วยลดภาระของระบบรีไซเคิลบนยานและเพิ่มประสิทธิภาพของการซ่อมบำรุง
"บนดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ที่เราพบ น้ำอยู่ในรูปของน้ำแข็งที่ต้องละลายหรือเป็นไอน้ำที่ต้องควบแน่น" ผู้แทนอธิบาย "การมีน้ำของเหลวที่ไหลอยู่บนพื้นผิวเป็นของขวัญที่หายากในจักรวาล มันทำให้การซ่อมบำรุงยานง่ายขึ้นมาก และมันยังทำให้ครอบครัวของเรารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เพราะดาวบ้านเกิดของเราเองก็เคยมีมหาสมุทรเช่นกัน (บทที่ 1)"
▫️ปัจจัยที่สี่คือชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กของโลกที่ช่วยกรองรังสีคอสมิกบางส่วน ทำให้การจอดพักบนพื้นผิวปลอดภัยกว่าการลอยอยู่ในอวกาศระหว่างดาวที่ไม่มีอะไรป้องกันรังสีเลย แม้ยานของ Tall Whites จะมีระบบป้องกันรังสีของตัวเอง แต่การจอดพักบนพื้นผิวดาวเคราะห์ที่มีชั้นบรรยากาศและสนามแม่เหล็กก็ยังคงเป็นการลดภาระของระบบเหล่านั้นและเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น
.
"เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน" ดร. ครอว์ฟอร์ดบันทึกในการวิเคราะห์ภายหลัง "โลกของเราไม่ใช่แค่ 'สถานที่ที่พอใช้ได้' หรือ 'ตัวเลือกสำรอง'
ในสายตาของ Tall Whites เราคือโอเอซิสที่สมบูรณ์แบบในทะเลทรายของอวกาศ เราคือท่าเรือในฝันของนักเดินทางระหว่างดวงดาว เรามีทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และพวกเขาเดินทางข้ามดวงดาวมาเพื่อมาถึงที่นี่ ไม่ใช่โดยบังเอิญ แต่โดยการเลือกอย่างรอบคอบหลังจากการสำรวจและวิเคราะห์มานานหลายร้อยปี"
"และนั่นทำให้เราต้องถามตัวเองว่า เราเคยเห็นคุณค่าของโลกแบบที่พวกเขาเห็นหรือไม่ เราเคยดูแลโอเอซิสของเราเหมือนที่พวกเขาดูแลยานของพวกเขาหรือไม่ หรือเรากำลังทำให้โอเอซิสของเราแห้งเหือดลงทุกวันโดยไม่รู้ว่าในสายตาของนักเดินทางจากดวงดาว นี่คือสถานที่ที่สวยงามและมีค่าที่สุดแห่งหนึ่งในกาแล็กซี"
.
.
V. การแลกเปลี่ยนที่ไม่เท่าเทียม และเหตุผลที่ต้องเป็นเช่นนั้น
เมื่อการเจรจาเข้าสู่ขั้นตอนของการกำหนดกรอบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม หลังจากผ่านพ้นช่วงแรกของการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน คำถามที่ยากที่สุดก็มาถึง คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเจรจาระหว่างอารยธรรมที่มีระดับการพัฒนาแตกต่างกันอย่างมหาศาล คำถามที่คณะผู้แทนมนุษย์รู้ดีว่าจะต้องถูกถามและต้องได้รับคำตอบก่อนที่ข้อตกลงใด ๆ จะเกิดขึ้นได้: มนุษย์จะได้อะไรตอบแทนจากการอนุญาตให้ Tall Whites ใช้พื้นที่บนโลก
.
"นี่คือช่วงเวลาที่การเจรจาเปลี่ยนจาก 'การสนทนา' เป็น 'การต่อรอง' อย่างแท้จริง" ดร. ครอสบันทึกไว้ "และมันคือช่วงเวลาที่เราเผชิญกับความเป็นจริงที่อึดอัดที่สุดของการเจรจาทั้งหมด เรากำลังนั่งอยู่ตรงข้ามกับอารยธรรมที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าเราหลายศตวรรษหรืออาจหลายพันปี พวกเขามีสิ่งที่เราต้องการมากมายมหาศาล แต่เรามีสิ่งที่พวกเขาต้องการเพียงอย่างเดียว นั่นคือที่พัก และเราต้องตัดสินใจว่าจะใช้ไพ่เพียงใบเดียวในมือของเราอย่างไร"
.
ในการประชุมครั้งที่สิบเจ็ด เมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 1964 ซึ่งเป็นการประชุมที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันล่วงหน้าว่าจะเป็นการหารือเรื่อง "ผลประโยชน์ตอบแทน" คณะผู้แทนมนุษย์นำโดย ดร. ครอส ได้เสนอรายการความต้องการที่เตรียมมาอย่างละเอียดหลังจากปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
.
รายการนี้ถูกจัดทำขึ้นโดยคณะทำงานเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสาขา นักยุทธศาสตร์การทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายระหว่างประเทศ พวกเขาใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการระดมความคิดและจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่มนุษย์ต้องการจากอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่า
.
รายการความต้องการประกอบด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอวกาศที่จะทำให้มนุษย์สามารถเดินทางไปยังดาวเคราะห์อื่นในระบบสุริยะได้ภายในเวลาเป็นสัปดาห์แทนที่จะเป็นปี ระบบอาวุธพลังงานสูงที่อาจทำให้สหรัฐอเมริกามีความได้เปรียบเหนือสหภาพโซเวียตอย่างเด็ดขาดในสงครามเย็น วัสดุโครงสร้างขั้นสูงที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กแต่เบากว่าอะลูมิเนียม ซึ่งจะปฏิวัติวงการการบินและอวกาศ และองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่อาจรักษาโรคที่มนุษย์ยังเอาชนะไม่ได้ เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ และโรคทางพันธุกรรมต่าง ๆ
.
"เราคิดว่าเราเตรียมการมาอย่างดี" ดร. ครอสยอมรับในภายหลัง "เราคิดว่าเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่พวกเขาสามารถให้เราได้ เราคิดว่าเรากำลังเรียกร้องในฐานะเจ้าของบ้านที่ให้ที่พักพิงแก่นักเดินทาง แต่เราลืมไปว่า นักเดินทางเหล่านี้ไม่ได้มาหาเราในฐานะผู้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ในฐานะผู้ที่สามารถเลือกจะจากไปเมื่อใดก็ได้ และเราต่างหากที่ต้องการให้พวกเขาอยู่"
.
ผู้แทน Tall Whites รับฟังรายการความต้องการทั้งหมดอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แสดงสีหน้าหรือท่าทีใด ๆ ที่มนุษย์สามารถตีความได้ พวกเขานั่งนิ่งอยู่กับที่ตลอดการนำเสนอที่ใช้เวลากว่าสองชั่วโมง ดวงตาสีฟ้าอ่อนของพวกเขาจับจ้องไปที่ผู้พูดแต่ละคนตามลำดับ บางครั้งพวกเขาหันไปปรึกษากันด้วยท่าทางที่มนุษย์ยังไม่สามารถอ่านออก แต่ส่วนใหญ่พวกเขาเพียงแค่ฟัง อย่างอดทนและตั้งใจ
.
"เมื่อเราพูดจบ ห้องประชุมก็เงียบลง" ดร. ครอสบันทึก "เป็นความเงียบที่ยาวนานและอึดอัดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองดูใบหน้าของพวกเขาเพื่อหาสัญญาณของปฏิกิริยาใด ๆ แต่ไม่พบอะไรเลย พวกเขาดูไม่โกรธ ไม่ผิดหวัง ไม่ดูถูก แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วย ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนนักศึกษาที่เพิ่งนำเสนอรายงานผิดหัวข้อต่อหน้ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ"
.
จากนั้นผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งและสุภาพ แต่หนักแน่นอย่างไม่มีการต่อรอง เขาปฏิเสธแทบทุกข้อในรายการความต้องการของมนุษย์ ไม่ใช่ด้วยน้ำเสียงของการดูถูกหรือข่มขู่ แต่ด้วยน้ำเสียงของครูที่กำลังอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่าเหตุใดการให้คำตอบก่อนที่นักเรียนจะเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาจึงเป็นการทำร้ายไม่ใช่การช่วยเหลือ
.
"เราไม่สามารถให้เทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนสมดุลของอารยธรรมพวกท่านในชั่วข้ามคืนได้" ผู้อาวุโสอธิบาย "เราไม่ได้ปฏิเสธเพราะเราไม่ไว้ใจพวกท่าน แต่เราปฏิเสธเพราะเคยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่ออารยธรรมหนึ่งได้รับความรู้ที่พวกเขายังไม่พร้อมจะรับผิดชอบ เราได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง และจากความผิดพลาดของอารยธรรมอื่นอีกมากมายที่เคยพบระหว่างการเดินทาง
ว่าความรู้ที่ถูกถ่ายทอดโดยปราศจากความเข้าใจในรากฐานของมัน ปราศจากจริยธรรมที่จะควบคุมมัน และปราศจากวุฒิภาวะที่จะใช้มันอย่างรับผิดชอบ จะนำไปสู่หายนะเสมอ ไม่ช้าก็เร็ว"
.
"หากเราให้เทคโนโลยีการขับเคลื่อนอวกาศแก่พวกท่านในวันนี้ ก่อนที่พวกท่านจะเรียนรู้ที่จะแก้ไขความขัดแย้งบนดาวเคราะห์ของตนเองอย่างสันติ ก่อนที่พวกท่านจะหยุดแบ่งแยกกันด้วยพรมแดนและอุดมการณ์ ก่อนที่พวกท่านจะพิสูจน์ว่าพวกท่านสามารถดูแลโลกของตนเองได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่เราจะมอบให้ไม่ใช่ของขวัญ แต่คือเครื่องมือที่จะนำความขัดแย้งของพวกท่านไปสู่ดวงดาว"
"และเราจะไม่ทำเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะเราไม่รักพวกท่าน แต่เพราะเรารักพวกท่านมากเกินกว่าจะมอบมีดให้เด็กที่ยังไม่รู้วิธีใช้มันอย่างปลอดภัย"
.
ดร. ครอส บันทึกความรู้สึกของเขาในตอนนั้นด้วยความซื่อสัตย์ที่น่าชื่นชม "ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธในตอนนั้น โกรธที่พวกเขามีความรู้ที่อาจช่วยมนุษยชาติได้ อาจยุติความหิวโหย อาจรักษาโรค อาจทำให้เราไปถึงดวงดาว แต่กลับเลือกที่จะเก็บไว้กับตนเอง ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนถูกดูถูก เหมือนถูกปฏิบัติเหมือนเด็กที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นั่งโต๊ะผู้ใหญ่ แต่เมื่อได้มองย้อนกลับไปหลังจากผ่านไปหลายสิบปี หลังจากได้เห็นสิ่งที่มนุษย์ทำกับความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธเคมี การทำลายสิ่งแวดล้อม ก็เข้าใจแล้วว่าพวกเขาพูดถูก"
.
"เราไม่ใช่เด็กที่สมควรได้รับของขวัญโดยไม่ต้องเรียนรู้วิธีใช้มันอย่างปลอดภัย เราเป็นเด็กที่ยังไม่พิสูจน์ว่าสามารถดูแลของขวัญที่เรามีอยู่แล้วได้ และนั่นคือสิ่งที่ Tall Whites พยายามสอนเราในวันนั้น ไม่ใช่ด้วยการให้สิ่งที่ต้องการ แต่ด้วยการปฏิเสธที่จะให้จนกว่าเราจะพร้อม"
.
อย่างไรก็ตาม Tall Whites ไม่ได้ปฏิเสธทั้งหมด พวกเขาเข้าใจดีว่าการเจรจาที่ฝ่ายหนึ่งให้ทั้งหมดโดยไม่ได้อะไรตอบแทนจะไม่ยั่งยืนในระยะยาว และการที่มนุษย์รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบอาจนำไปสู่ความไม่พอใจที่ก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ และระเบิดออกมาในภายหลัง พวกเขาจึงเสนอการแลกเปลี่ยนที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้และรู้สึกว่าได้รับประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เท่าเทียมกันในสายตาของมนุษย์
.
มนุษย์จะจัดหาวัสดุพื้นฐานบางชนิดให้แก่พวกเขา น้ำบริสุทธิ์ปริมาณหนึ่งซึ่งสามารถสกัดได้จากทะเลสาบแห้งในทะเลทรายโดยใช้เทคโนโลยีของมนุษย์เองโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากนัก แร่ธาตุเฉพาะบางชนิดที่มีอยู่ในพื้นที่โดยไม่ต้องทำเหมืองขนาดใหญ่หรือทำลายสิ่งแวดล้อม และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงจอดและซ่อมบำรุงยานซึ่งจะถูกกำหนดเป็นเขตสงวนการติดต่อในภายหลัง
.
ในทางกลับกัน Tall Whites จะถ่ายทอดองค์ความรู้บางส่วนเกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ขั้นพื้นฐานให้แก่มนุษย์ ได้แก่ หลักการออกแบบโครงสร้างที่ทนความร้อนและแรงกดดันสูงซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ หลักการควบคุมพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาดในอนาคต และหลักการวิเคราะห์โครงสร้างระดับจุลภาคซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เข้าใจธรรมชาติของสสารในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น
.
"มันไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม" ดร. ครอสยอมรับ "สิ่งที่พวกเขาให้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่พวกเขารู้ และสิ่งที่เราขอส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ แต่มันคือการเริ่มต้น มันคือก้าวแรกของการเรียนรู้ที่จะเดินด้วยตนเอง แทนที่จะถูกอุ้มไปตลอดทาง และนั่นคือสิ่งที่ Tall Whites ต้องการให้เราเรียนรู้ตั้งแต่แรก"
หลักการสำคัญที่ Tall Whites ยึดถือในการถ่ายทอดองค์ความรู้ถูกบันทึกไว้โดยคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ของโครงการและกลายเป็นคำขวัญที่ถูกพิมพ์ติดไว้บนผนังห้องปฏิบัติการวิจัยร่วมทุกแห่ง:
.
"เทคโนโลยีที่เดินเร็วกว่าจริยธรรม จะกลายเป็นอาวุธก่อนจะกลายเป็นความก้าวหน้า" ด้วยเหตุนี้ การแลกเปลี่ยนทั้งหมดจึงถูกจำกัดเฉพาะเทคโนโลยีที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตโดยไม่เพิ่มศักยภาพในการทำสงครามโดยตรง หลายโครงการวิจัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นจึงมุ่งเน้นด้านวัสดุทนความร้อน การจัดการพลังงาน และการวิเคราะห์โครงสร้างระดับจุลภาค มากกว่าระบบอาวุธหรือการขับเคลื่อนอวกาศที่คณะทหารร้องขอซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ถูกปฏิเสธทุกครั้ง
.
"และนั่นคือวิธีที่ Tall Whites ปกป้องเราจากตัวเราเอง" ดร. ครอสสรุปในบันทึกความทรงจำหลายปีต่อมา "พวกเขาปฏิเสธที่จะให้สิ่งที่เราต้องการ และเลือกที่จะให้สิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนั้นคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาสอนเรา"
.
[ดูเพิ่มเติม: บทที่ 11 – วิทยาศาสตร์เหนือศตวรรษ และ บทที่ 12 – เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนรู้ สำหรับรายละเอียดของโครงการวิจัยร่วมและผลกระทบต่อเทคโนโลยีของมนุษย์]
.
.
VI. เขตสงวนการติดต่อ - บ้านชั่วคราวของผู้เดินทาง
หัวข้อที่ละเอียดอ่อนที่สุดของการเจรจาทั้งหมด และเกือบทำให้การเจรจาล่มสลายถึงสองครั้งจนคณะทำงานต้องขอพักการประชุมฉุกเฉินเพื่อคลี่คลายความตึงเครียด คือการกำหนด "เขตหวงห้าม" ที่ Tall Whites จะใช้เป็นสถานีพัก
"นี่คือหัวข้อที่เราไม่มีแม่แบบใด ๆ เลย" ดร. ครอสบันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว "ในการเจรจาระหว่างประเทศตามปกติ เรามีกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยเขตแดนและอธิปไตย มีสนธิสัญญาว่าด้วยฐานทัพต่างชาติ มีแบบอย่างมากมายให้อ้างอิง แต่ไม่เคยมีสนธิสัญญาที่ให้พื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศแก่สิ่งมีชีวิตจากดาวอื่น และเราไม่มีกฎหมายใดที่จะบอกได้ว่าใครมีอำนาจเหนือพื้นที่นั้น"
.
ฝ่ายมนุษย์ โดยการนำของพันเอกโรเบิร์ต เอฟ. คาร์ไลล์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านความมั่นคงของการเจรจา เสนอให้กำหนดพื้นที่ปฏิบัติการร่วมที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าถึงได้ภายใต้การควบคุมทางทหารของสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ
.
พันเอกคาร์ไลล์ซึ่งเป็นทหารอาชีพที่ผ่านสงครามเกาหลีและเข้าใจถึงความสำคัญของอธิปไตยเหนือดินแดน ให้เหตุผลด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า "เราไม่สามารถปล่อยให้พื้นที่ภายในอธิปไตยของสหรัฐฯ อยู่นอกการควบคุมของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ มันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อทุกหลักการที่ประเทศนี้ยึดถือ เราไม่สามารถมี 'รัฐอิสระ' กลางทะเลทรายเนวาดาได้"
.
ฝ่าย Tall Whites ปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างหนักแน่นไม่แพ้กัน ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ซึ่งรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของครอบครัว กล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบแต่มีน้ำหนักจนทำให้ทุกคนในห้องประชุมรู้สึกถึงความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสุภาพ
"เราไม่ได้เดินทางข้ามดวงดาวมาเพื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลใดบนโลก เราเคารพอธิปไตยของพวกท่าน แต่เราไม่สามารถอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพต่างชาติได้ เราเดินทางมาเพื่อพัก และเราต้องการพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับครอบครัวของเรา เป็นพื้นที่ที่เราสามารถปกป้องเด็กของเราได้ด้วยมาตรฐานของเราเอง"
.
"และนั่นคือจุดที่เราเผชิญกับทางตันที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออก" ดร. ครอสบันทึก "ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนที่แข็งกร้าวและมีเหตุผลรองรับที่สมเหตุสมผลทั้งคู่ เราไม่สามารถยอมให้มีพื้นที่นอกการควบคุมของรัฐบาลกลางได้ เพราะมันจะสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายสำหรับอนาคต แต่พวกเขาก็ไม่สามารถยอมให้ครอบครัวของพวกเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพต่างชาติได้ เพราะนั่นจะขัดกับหลักการพื้นฐานที่สุดของพวกเขาในการปกป้องเด็ก"
.
ทางตันนี้ดำเนินต่อไปเป็นเวลากว่าหกสัปดาห์ ผ่านการประชุมกว่า 14 ครั้งที่ยืดเยื้อและตึงเครียด บางครั้งจบลงด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่ได้ข้อสรุป บางครั้งต้องเรียกพักการประชุมฉุกเฉินเพราะอารมณ์ในห้องประชุมร้อนแรงเกินกว่าจะดำเนินการต่อได้ พันเอกคาร์ไลล์ซึ่งเป็นทหารที่ตรงไปตรงมายืนกรานในจุดยืนของเขาไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ผู้อาวุโสลำดับที่ 3 ก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยอมประนีประนอมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเด็กและครอบครัว
.
"เราใช้เวลาหลายคืนในการระดมความคิดหาทางออก" ดร. ครอสเขียน "เราค้นคว้ากฎหมายระหว่างประเทศทุกฉบับที่เคยมีการลงนาม เราศึกษากรณีของฐานทัพต่างชาติในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เราปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่ไม่มีอะไรที่ตรงกับสถานการณ์ของเราเลย"
.
จนกระทั่งในการประชุมครั้งที่สิบห้าของหัวข้อนี้ ในคืนวันหนึ่งที่ทุกคนในห้องประชุมเหนื่อยล้าจนแทบจะหมดหวัง ดร. ครอสเสนอแนวคิดที่เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจที่เขาได้รับระหว่างการอ่านเอกสารเกี่ยวกับสงครามเกาหลีเมื่อคืนก่อน เขาเสนอแนวคิด "เขตสงวนการติดต่อ" (Contact Reserve Zone) ซึ่งดัดแปลงมาจากแนวคิดเขตปลอดทหาร (Demilitarized Zone หรือ DMZ) ในกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างสองอารยธรรมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
.
"ข้าพเจ้าคิดถึง DMZ ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้" ดร. ครอสอธิบายในการประชุม "พื้นที่ที่ไม่มีฝ่ายใดถือกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ใช้กำลังในพื้นที่นั้น เป็นพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยข้อตกลงร่วมกัน ไม่ใช่โดยการยึดครองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราอาจใช้หลักการเดียวกันนี้กับพื้นที่ของ Tall Whites ก็ได้ เราไม่ได้ยกดินแดนให้พวกเขา และพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา แต่มันคือพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันว่าจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะและจะเคารพกฎเกณฑ์ที่ตกลงร่วมกัน"
.
ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับด้วยความสนใจจากทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นใช้เวลาอีกกว่าสองสัปดาห์ในการร่างรายละเอียดของข้อตกลง ภายใต้ข้อตกลงนี้ พื้นที่บางส่วนในทะเลทรายเนวาดา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร ห่างจากเขตทดสอบอากาศยาน Groom Lake (Area 51) ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ถูกกำหนดให้เป็นเขตปลอดการรบและปลอดการสอดแนม
โดยไม่มีฝ่ายใดถือกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ พื้นที่นี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในทางนิตินัย แต่ในทางปฏิบัติจะถูกบริหารจัดการร่วมกันโดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้แทนจากทั้งสองฝ่าย
.
พื้นที่นี้จะทำหน้าที่รองรับการลงจอดของยานขนส่งขนาดเล็ก (ยานแม่จะไม่ลงจอดบนพื้นผิวโลกโดยตรง บทที่ 10) การซ่อมบำรุงขั้นพื้นฐานที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ Tall Whites ไม่ต้องการเปิดเผย และที่สำคัญที่สุดคือการพักอาศัยชั่วคราวของครอบครัว Tall Whites ระหว่างการเดินทาง รวมถึงเด็ก ๆ ที่จะได้มีโอกาสเหยียบพื้นดินที่มั่นคงและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติก่อนออกเดินทางต่อ
.
ข้อกำหนดที่เข้มงวดที่สุดของข้อตกลงนี้ และกลายเป็นประเด็นที่ถูกทดสอบอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ OR–17 (บทที่ 8) ในเวลาต่อมา คือการห้ามบุคคลภายนอกเข้าใกล้เขตดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการร่วม ข้อกำหนดนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุผลด้านความลับทางทหารเพียงอย่างเดียว แม้ว่าความลับจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็ตาม แต่เกิดจากความเข้าใจที่คณะเจรจาเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของ Tall Whites ตลอดระยะเวลาหลายเดือนของการเจรจา
.
"เราเรียนรู้ว่าสำหรับพวกเขา พื้นที่นี้ไม่ใช่ 'ฐานทัพ' ไม่ใช่ 'เขตปฏิบัติการ' ไม่ใช่แม้แต่ 'เขตหวงห้ามทางทหาร' ในความหมายที่เราเข้าใจ" ดร. มาร์กาเร็ต เค. หว่อง ซึ่งเข้าร่วมการเจรจาในฐานะที่ปรึกษาด้านสังคมและวัฒนธรรม บันทึกไว้ในรายงานวิเคราะห์ภายหลัง "สำหรับ Tall Whites พื้นที่นี้คือ 'บ้านชั่วคราว' เป็นสถานที่ที่ครอบครัวของพวกเขาจะใช้ชีวิต พักผ่อน เลี้ยงดูเด็ก และดำเนินกิจกรรมทางสังคมตามปกติของพวกเขา มันคือ 'เรือนเพาะชำ' ที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้และเติบโต ไม่ใช่ 'ป้อมปราการ' ที่ทหารจะฝึกใช้อาวุธ"
.
"มนุษย์มองรั้วเป็นการป้องกันผู้บุกรุก เป็นการกันศัตรูออกไปจากพื้นที่ที่เราควบคุม แต่ Tall Whites มองรั้วเป็นการปกป้องผู้ที่อยู่ภายใน โดยเฉพาะเด็กของพวกเขา จากอันตรายที่อาจมาจากภายนอกโดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยเจตนา ความแตกต่างทางมุมมองนี้คือสิ่งที่ทำให้การเจรจาเต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะเราใช้คำว่า 'เขตหวงห้าม' ในความหมายเดียวกับที่ใช้กับฐานทัพและสถานที่ราชการ แต่สำหรับพวกเขา คำเดียวกันนั้นมีความหมายว่า 'เรือนเพาะชำ' 'สถานที่ศักดิ์สิทธิ์' 'บ้าน'"
.
"และเมื่อเราเข้าใจสิ่งนี้ เราจึงเริ่มเข้าใจว่าการเจรจาทั้งหมดที่ผ่านมา เราพูดภาษาเดียวกันแต่ใช้พจนานุกรมคนละเล่ม และทุกครั้งที่เราใช้คำว่า 'ฐานปฏิบัติการ' พวกเขาได้ยินคำว่า 'คุก' และทุกครั้งที่เราใช้คำว่า 'การควบคุม' พวกเขาได้ยินคำว่า 'การคุกคาม' และความเข้าใจผิดนี้ ไม่ใช่ความแตกต่างทางเทคโนโลยีหรืออุดมการณ์ ต่างหากที่เป็นอุปสรรคที่แท้จริงของการเจรจา"
.
.
.
VII. บันทึกการประชุมครั้งสุดท้าย
การประชุมครั้งที่เจ็ดสิบสาม และเป็นครั้งสุดท้ายของกระบวนการเจรจาที่ยาวนานกว่าแปดเดือน จัดขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 เวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในห้องประชุมใต้ดินห้องเดิมที่ทั้งสองฝ่ายใช้เวลาร่วมกันมากกว่าห้าร้อยชั่วโมงในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ห้องนั้นยังคงไม่มีหน้าต่าง ยังคงมีแสงนีออนสีขาวที่ส่องสว่างตลอดเวลา ยังคงมีกลิ่นกาแฟและควันบุหรี่ที่ซึมซับเข้าไปในผนังคอนกรีต แต่บรรยากาศในคืนนั้นแตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา
.
"มันเป็นความแตกต่างที่ยากจะอธิบาย" ดร. ครอสบันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว "ในการประชุมครั้งแรก เราเดินเข้าไปในห้องนั้นด้วยความกลัวและความหวาดระแวง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือใครและจะทำอะไรกับเรา แต่ในคืนสุดท้าย เราเดินเข้าไปในห้องนั้นด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ไม่ได้เห็นพวกเขาเป็น 'ผู้มาเยือนจากดวงดาว' อีกต่อไป เราเห็นพวกเขาเป็น... เพื่อนร่วมงาน เป็นพันธมิตร เป็นผู้ที่เราเรียนรู้ที่จะไว้วางใจตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา"
.
ในคืนนั้น ไม่มีการลงนามในเอกสารใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีสนธิสัญญาฉบับหนาที่พิมพ์บนกระดาษ parchment และผูกด้วยริบบิ้นสีแดงตามแบบฉบับของการทูตระหว่างประเทศ ไม่มีการจับมือต่อหน้าช่างภาพเพราะไม่มีช่างภาพได้รับอนุญาตให้อยู่ในห้องนั้น พิธีการใด ๆ ตามแบบแผนการทูตของมนุษย์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์และบันทึกประวัติศาสตร์ มีเพียงการสนทนาสั้น ๆ ระหว่างชายสองคนซึ่งเป็นตัวแทนของสองอารยธรรม
.
ดร. เบนจามิน เอช. ครอส หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายมนุษย์ และผู้อาวุโสลำดับที่ 2 หัวหน้าคณะผู้แทนของ Tall Whites ซึ่งถูกบันทึกไว้ในแฟ้ม TW–005–Δ(7) และกลายเป็นหนึ่งในเอกสารที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโครงการ ORION
"การสนทนานี้ไม่ได้ถูกเตรียมล่วงหน้า" ดร. ครอสเขียน "ไม่มีสคริปต์ ร่างคำกล่าว การตรวจสอบโดยคณะกรรมการ มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติหลังจากที่เราตกลงกันเสร็จแล้วในประเด็นสุดท้าย เป็นการสนทนาระหว่างคนสองคนที่เพิ่งทำงานหนักด้วยกันมาแปดเดือนและกำลังจะแยกย้ายกันไปทำสิ่งที่ตกลงกันไว้"
.
บทสนทนาที่ถูกบันทึกไว้มีดังนี้:
"เราได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว" ดร. ครอสกล่าว "หลังจากแปดเดือนแห่งการเจรจา หลังจากการประชุมเจ็ดสิบสามครั้ง หลังจากความเข้าใจผิดนับครั้งไม่ถ้วน เราได้สร้างบางสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ข้าพเจ้าหวังว่าประวัติศาสตร์จะจดจำว่านี่คือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างสองอารยธรรม"
.
ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 หยุดไปครู่หนึ่งก่อนตอบ เขามองไปรอบ ๆ ห้องประชุมที่ตอนนี้ว่างเปล่าเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงแก้วกาแฟที่ยังไม่ได้เก็บและกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวเลขและแผนภาพกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ เขามองไปที่ใบหน้าของมนุษย์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ใบหน้าที่แสดงร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักแต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง แล้วเขาก็กล่าวว่า
.
"ประวัติศาสตร์ของพวกท่านอาจจดจำหรือลืม นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือวันนี้ ทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะไว้วางใจกัน ทั้งที่ต่างมีเหตุผลมากพอที่จะไม่ไว้วางใจ"
"เรามาจากดาวที่ห่างไกล พวกท่านยังไม่เคยออกจากระบบสุริยะของตนเอง เรามีเทคโนโลยีที่พวกท่านยังไม่เข้าใจ พวกท่านมีอาวุธที่พร้อมจะทำลายกันเอง เรามีอายุขัยยาวนานหลายศตวรรษ พวกท่านมีเวลาน้อยนิดในโลกนี้ แต่เรากลับพบกันที่นี่ ในห้องใต้ดินกลางทะเลทราย และเลือกที่จะไว้วางใจกัน"
.
"นั่นคือสิ่งที่ประวัติศาสตร์ควรจดจำ ไม่ใช่ชื่อของผู้ลงนาม รายละเอียดของข้อตกลง ตัวเลขและมาตรา แต่คือช่วงเวลาที่สองอารยธรรมซึ่งไม่มีอะไรเหมือนกันเลย นอกจากความปรารถนาที่จะเข้าใจกันและกัน ตัดสินใจที่จะไม่เป็นศัตรูกัน"
ดร. ครอสนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งเพื่อซึมซับคำพูดนั้น แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เบาลง "นั่นคือคำจำกัดความของสันติภาพหรือไม่"
.
ผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ตอบด้วยน้ำเสียงที่นักแปลภาษาบันทึกว่า "นุ่มนวลและลึกซึ้ง ราวกับกำลังแบ่งปันความจริงที่เรียนรู้มาจากการมีชีวิตอยู่หลายศตวรรษ"
"นั่นคือจุดเริ่มต้นของสันติภาพ การเลือกที่จะไม่กลัวทั้งที่มีเหตุผลให้กลัว การเลือกที่จะไม่โจมตีทั้งที่มีความสามารถที่จะโจมตี สันติภาพไม่ใช่การไม่มีอาวุธ สันติภาพคือการมีอาวุธแต่เลือกที่จะไม่ใช้ มันคือการมีอำนาจที่จะทำลายแต่เลือกที่จะสร้าง มันคือการมีความสามารถที่จะเกลียดแต่เลือกที่จะรัก"
.
"สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันคือสิ่งที่ต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ทุกวัน ในการประชุมทุกครั้ง ในการสนทนาทุกครั้ง ในการตัดสินใจเล็ก ๆ ทุกครั้งที่จะไม่ทำร้ายอีกฝ่ายทั้งที่มีโอกาสและเหตุผลที่จะทำ มันเป็นงานที่ยากที่สุดที่อารยธรรมใดจะทำได้ แต่มันก็เป็นงานที่มีคุณค่าที่สุดเช่นกัน"
.
หลังจากการสนทนานี้ ไม่มีการกล่าวคำอำลาอย่างเป็นทางการใด ๆ ทั้งสองฝ่ายเพียงพยักหน้าให้กัน เป็นท่าทางที่ทั้งมนุษย์และ Tall Whites เรียนรู้ที่จะเข้าใจร่วมกันตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา มันเป็นท่าทางที่สื่อความหมายว่า "เราเข้าใจกันแล้ว เราจะทำตามที่ตกลงกันไว้ และเราจะพบกันอีก"
.
แฟ้ม TW–005–Δ ปิดท้ายด้วยข้อความซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคำกล่าวสุดท้ายของผู้อาวุโสลำดับที่ 2 ก่อนเดินทางออกจากห้องประชุมในคืนนั้น ข้อความที่ถูกจารึกไว้บนแผ่นโลหะในห้องประชุมใหญ่ของโครงการ ORION ในเวลาต่อมา และถูกท่องจำโดยเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการหลังจากนั้น:
"อารยธรรมมิได้วัดกันจากจำนวนดินแดนที่ครอบครอง หากวัดจากจำนวนสถานที่ที่ผู้อื่นยินดีเปิดประตูต้อนรับ เมื่อการเดินทางอันยาวนานทำให้พวกเขาต้องแวะพัก"
.
"เราข้ามดวงดาวมาเพื่อมาถึงที่นี่ และพวกท่านเปิดประตูต้อนรับเรา ทั้งที่พวกท่านมีเหตุผลทุกอย่างที่จะปิดมัน นั่นคือเครื่องหมายของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การมีอำนาจที่จะปิดประตูใส่ผู้อื่น แต่คือการมีความกล้าที่จะเปิดประตูต้อนรับผู้แปลกหน้า"
.
หากข้อความดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงในจักรวาลของแฟ้มลับฉบับนี้ สนธิสัญญาแห่งทะเลทรายจึงไม่ใช่การยอมจำนนของมนุษย์ต่อผู้มาเยือนจากดวงดาว ไม่ใช่การแทรกแซงของอารยธรรมที่เหนือกว่าซึ่งยัดเยียดเงื่อนไขให้แก่อารยธรรมที่ด้อยกว่า และไม่ใช่ข้อตกลงทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายพยายามเอาเปรียบซึ่งกันและกัน
หากเป็นข้อตกลงแห่งความไว้วางใจที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในทะเลทราย ระหว่างสองอารยธรรมซึ่งต่างฝ่ายต่างตระหนักดีว่าการรักษาสันติภาพนั้นยากกว่าการเริ่มต้นสงครามเสมอ และการเปิดประตูต้อนรับผู้เดินทางที่เหนื่อยล้า อาจเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยืนยาวกว่าข้อตกลงใด ๆ ที่เคยเขียนบนกระดาษ
.
"และเมื่อข้าพเจ้ามองย้อนกลับไปยังคืนนั้น หลังจากผ่านมาหลายสิบปี" ดร. ครอสเขียนในบันทึกความทรงจำเมื่อปี ค.ศ. 1985 "ข้าพเจ้ารู้ว่าเราไม่ได้แค่ลงนามในสนธิสัญญา เราไม่ได้แค่ตกลงเรื่องพรมแดนและทรัพยากรและกฎเกณฑ์ เราได้ทำบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สองอารยธรรมซึ่งแตกต่างกันแทบทุกอย่าง ทั้งต้นกำเนิด ทั้งชีววิทยา ทั้งประวัติศาสตร์ ทั้งวิธีคิด สามารถพบกันได้ด้วยสันติวิธี สามารถแก้ไขความขัดแย้งด้วยคำพูดแทนที่จะเป็นอาวุธ สามารถสร้างมิตรภาพจากความไม่รู้จักกัน"
.
"และนั่นคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากสนธิสัญญาแห่งทะเลทราย ไม่ใช่เพื่อ Tall Whites ไม่ใช่เพื่อมนุษยชาติในศตวรรษที่ยี่สิบ แต่เพื่ออารยธรรมใดก็ตาม ในที่ใดก็ตาม ในเวลาใดก็ตาม ที่กำลังเผชิญหน้ากับผู้ที่แตกต่างจากตนเอง และต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร"
"พวกเขาเลือกที่จะไม่กลัว เราก็เช่นกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง"
.
.
▫️สิ้นสุดแฟ้ม TW–005–Δ
▫️เอกสารอ้างอิงในแฟ้มนี้: บันทึกการประชุมลับครั้งที่ 1–73 (20 พฤษภาคม ค.ศ. 1964 – 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965) – แฟ้ม TW–005–Δ(1) ถึง (7) / บันทึกส่วนตัวของ ดร. เบนจามิน เอช. ครอส – ภาคผนวก ค. / รายงานวิเคราะห์ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของระบบสุริยะ – แฟ้ม TW–005–Δ(3) / ร่างข้อตกลงเขตสงวนการติดต่อ ฉบับที่ 7 (สุดท้าย) – แฟ้ม TW–005–Δ(6) / บันทึกการสนทนาครั้งสุดท้าย 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1965 – แฟ้ม TW–005–Δ(7)
.
▫️ดูเพิ่มเติม: บทที่ 4 – ผู้มาเยือนที่ประตูฐานทัพ (การติดต่อครั้งแรก) / บทที่ 6 – เมืองที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ (โครงสร้างสถานีพักใต้ดิน) / บทที่ 8 – เด็กคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (เหตุการณ์ OR–17 และการละเมิดเขตสงวน) / บทที่ 11 – วิทยาศาสตร์เหนือศตวรรษ (เทคโนโลยีที่ถูกถ่ายทอด) / บทที่ 12 – เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนรู้ (ผลกระทบของความร่วมมือต่อวิทยาศาสตร์มนุษย์)
.
.
โฆษณา