วันนี้ เวลา 02:30 • ธุรกิจ

ย้อนรอยคดี Chanel ฟ้องร้านขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง จนศาลสั่งจ่ายค่าเสียหายกว่า 135 ล้านบาท

รู้หรือไม่ว่า การขายสินค้าแบรนด์หรูมือสอง แม้จะเป็นสินค้าของแท้ ก็อาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายได้
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ Chanel แบรนด์หรูจากฝรั่งเศส ที่ยื่นฟ้อง What Goes Around Comes Around หรือ WGACA ร้านขายสินค้าแบรนด์หรูมือสองชื่อดังในสหรัฐอเมริกา
โดยกล่าวหาว่า ร้านนี้จำหน่ายสินค้าที่มีปัญหาเรื่องความแท้และแหล่งที่มา รวมถึงนำชื่อและโลโก Chanel ไปใช้จนผู้บริโภคอาจเข้าใจผิดว่าสองบริษัทมีความเกี่ยวข้องกัน
คดีนี้ยืดเยื้อนานเกือบ 7 ปี ก่อนที่ศาลสหรัฐฯ จะมีคำพิพากษาให้ WGACA จ่ายค่าเสียหาย 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 135 ล้านบาท
แล้วเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
ย้อนกลับไปในปี 1993 หรือเมื่อ 33 ปีก่อน WGACA ก่อตั้งขึ้นที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
เริ่มจากร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ ก่อนขยายมาสู่ตลาดสินค้าแบรนด์หรูมือสอง ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า และเครื่องประดับ โดยมี Chanel เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่นำมาจำหน่าย
ซึ่ง WGACA รับประกันว่าสินค้าทุกชิ้นเป็นของแท้ ผ่านการตรวจสอบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของบริษัทเอง
แต่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ Chanel พบว่าสินค้าบางส่วนที่ WGACA นำมาจำหน่าย มีที่มาและสถานะที่ไม่ถูกต้อง
จนกระทั่งในปี 2018 Chanel ตัดสินใจยื่นฟ้อง WGACA ต่อศาลในนครนิวยอร์ก โดยมีข้อพิพาทสำคัญอยู่ 3 เรื่อง
1. การจำหน่ายสินค้า Chanel ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำออกขาย
หนึ่งในประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ กระเป๋า Chanel จำนวนหนึ่งที่วางขายในร้าน มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ขโมยครั้งใหญ่ที่โรงงาน Renato Corti ในอิตาลี ซึ่งเป็นโรงงานผู้ผลิตของ Chanel
ย้อนกลับไปในปี 2012 มีสติกเกอร์หมายเลขประจำสินค้า หรือ Serial Number พร้อมการ์ดรับรองความแท้ของ Chanel จำนวนประมาณ 30,000 ชุดถูกขโมยไปจากโรงงานแห่งนี้
หลังจากเกิดเหตุ Chanel จึงยกเลิกหมายเลข Serial Number ที่ถูกขโมยทั้งหมดออกจากระบบ เพื่อป้องกันการนำไปใช้กับกระเป๋าที่ไม่ได้รับอนุญาต
แต่ต่อมา Chanel กลับพบว่า WGACA นำกระเป๋าที่ติดหมายเลขเหล่านี้มาจำหน่าย โดยไม่มีหลักฐานว่าเคยผ่านการตรวจสอบคุณภาพ หรือได้รับอนุญาตให้นำออกขายจาก Chanel
นอกจากนี้ WGACA ยังนำอุปกรณ์ตกแต่งร้าน Chanel กว่า 779 ชิ้น เช่น ถาด กล่อง ป้ายโลโก CC ซึ่ง Chanel ระบุว่า อุปกรณ์เหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่ผลิตไว้สำหรับใช้งานในช็อปเท่านั้น และไม่ได้มีไว้สำหรับจำหน่ายทั่วไป
ดังนั้น ต่อให้สินค้าเหล่านี้อาจผลิตขึ้นจากโรงงานที่เกี่ยวข้องกับ Chanel จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคคลภายนอกจะสามารถนำออกมาขายต่อได้อย่างถูกต้องเสมอไป ประเด็นนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของคดีละเมิดเครื่องหมายการค้า
2. การรับประกันสินค้าว่าเป็นของแท้
WGACA มีการโฆษณาว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายผ่านการตรวจสอบความแท้แล้ว โดยใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญในบริษัท
แต่ Chanel แย้งว่าผู้ตรวจสอบสินค้าของ WGACA ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมจาก Chanel โดยตรง และไม่ได้เก็บบันทึกการตรวจสอบอย่างละเอียดสำหรับสินค้าแต่ละชิ้น
เรื่องนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญของคดี โดยเฉพาะเมื่อพบว่าสินค้าบางรายการที่ WGACA นำมาขาย มีปัญหาเกี่ยวกับความแท้และแหล่งที่มา
3. การนำชื่อและโลโก Chanel ไปใช้โฆษณา
Chanel กล่าวว่า WGACA นำชื่อ โลโก ภาพแฟชั่นโชว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของ Chanel ไปใช้ทำการตลาด
รวมถึงการใช้แฮชแท็กอย่าง #WGACACHANEL ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า WGACA เป็นร้านค้าที่ได้รับอนุญาต หรือมีความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Chanel
ทั้งที่ความจริงแล้ว ทั้งสองบริษัทไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจต่อกัน
ซึ่งทางฝั่ง WGACA ได้โต้แย้งว่า ร้านมีสิทธิ์จำหน่ายสินค้า Chanel มือสองที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถใช้ชื่อแบรนด์เพื่อระบุสินค้าที่นำมาขายได้
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาจึงอยู่ที่ว่า การใช้เครื่องหมายการค้าเหล่านั้น เป็นเพียงการบอกว่าสินค้าเป็นแบรนด์อะไร หรือเป็นการสื่อสารที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า ร้านได้รับการสนับสนุนจากเจ้าของแบรนด์
หลังจากต่อสู้คดีกันมาหลายปี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 คณะลูกขุนของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ Chanel เป็นฝ่ายชนะในประเด็นสำคัญของคดี
พร้อมกำหนดค่าเสียหาย 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 135 ล้านบาท จากการจำหน่ายหรือเสนอขายกระเป๋าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ศาลมีคำพิพากษายืนยันค่าเสียหายดังกล่าว พร้อมสั่งให้ WGACA คืนกำไรอีก 12,739 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 429,800 บาท จากการขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท
อีกทั้ง จำกัดการใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้า Chanel และกำหนดให้ WGACA ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ร้านไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือได้รับอนุญาตจาก Chanel
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เพราะ WGACA ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ได้รับฟังการแถลงข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่ายแล้ว และคดียังอยู่ระหว่างรอคำตัดสิน
เรื่องนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของตลาดสินค้า แบรนด์หรูมือสอง สะท้อนให้เห็นว่า
สำหรับธุรกิจขายสินค้าแบรนด์หรูมือสอง การตรวจสอบว่าสินค้าเป็นของแท้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาและสิทธิ์ในการจำหน่าย รวมถึงระมัดระวังการใช้เครื่องหมายการค้าของแบรนด์ด้วย
เพราะสุดท้ายแล้ว ความน่าเชื่อถือของธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่สินค้าที่นำมาขาย แต่ยังขึ้นอยู่กับความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจด้วย..
References
- Vogue, Law Justia
โฆษณา