วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ตระกูล Ford ถือแค่หุ้น 2% แต่คุมบริษัทได้ ด้วยสภาครอบครัว

รู้ไหมว่า Ford บริษัทที่เคยทำให้รถยนต์มีราคาถูกลง จนคนทั่วไปเข้าถึงได้ ตระกูล Ford ปัจจุบันมีหุ้นเหลือแค่ 2% ในบริษัทนี้เท่านั้น
แต่แม้เหลือแค่ 2% อำนาจการโหวตในบริษัทกลับสูงถึง 40% ซึ่งแต่ละครั้งที่ตระกูลจะตัดสินใจอะไร ก็จะโหวตผ่านสิ่งที่เรียกว่า “สภาครอบครัว”
หุ้น 2% กับสภาครอบครัวเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
กว่าจะเป็นหุ้น 2% และสภาครอบครัวมาถึงทุกวันนี้
ตระกูล Ford แทบจะเกิดศึกสายเลือดระหว่างพ่อกับลูกมาแล้ว
แม้อาจมีคนทั่วโลกยอมรับคุณเฮนรี ฟอร์ด ว่าเป็นนักธุรกิจที่เก่งเพราะทำให้รถยนต์มีราคาถูกลง แต่ความเก่งของเขา กลับบดบังรัศมีของลูกชายอย่างคุณเอ็ดเซลแทน
เพราะถึงแม้ลูกชายขึ้นมาบริหารงานแทนเขา แต่เขากลับไม่ไว้ใจว่าลูกจะเก่งพอ จนมักจะกระทบกระทั่งกันเรื่องแนวทางการบริหารบริษัทของลูกชายอยู่บ่อยครั้ง
ที่ทำแบบนี้ได้ ก็เพราะว่า แม้คุณเฮนรี ฟอร์ด จะถือหุ้นน้อยกว่าลูกชาย แต่กลับมีอำนาจโหวตสูงกว่า ทำให้แม้ลูกชายจะมีหุ้นมากกว่ากลับไม่มีอำนาจคัดค้านได้เพียงพอ
ความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนคุณเอ็ดเซลเครียดสะสม แล้วล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและเสียชีวิต
เมื่อคุณเอ็ดเซลเสียชีวิตลง คุณเฮนรี ฟอร์ด ก็กลับมาคุมบริษัทเองอีกครั้ง แต่ด้วยวัยที่แก่ชราขึ้น ทำให้ภรรยาของคุณเอ็ดเซลและภรรยาของคุณเฮนรี ฟอร์ด เห็นว่าจะเกิดปัญหาตามมา
ทั้งคู่เลยส่งข่าวไปบอกให้คุณเฮนรี ฟอร์ด ที่สอง (Henry Ford II) ลูกชายคนโตของคุณเอ็ดเซล ซึ่งกำลังรับราชการทหารอยู่ ให้กลับมาช่วยกอบกู้บริษัทในวันที่คุณเฮนรี ฟอร์ด ไม่น่าไหวแล้ว
ฝั่งคุณเฮนรี ฟอร์ด เมื่อรู้ว่าหลานชายจะมาบริหารแทนตัวเองก็ยังไม่ยอมอีก จนลูกสะใภ้ หรือภรรยาของคุณเอ็ดเซลขู่ว่าจะขายหุ้นของตัวเองที่ได้จากสามี ถ้ายังไม่ยอมลงจากตำแหน่ง
แม้แต่ภรรยาของคุณเฮนรี ฟอร์ดเอง ก็ยังกดดันว่า ถ้าไม่ยอมลงจากตำแหน่งบริหาร จะขอหย่าและเก็บข้าวของออกไปจากบ้านในทันที
เมื่อโดนข่มขู่ทั้งจากภรรยาของลูกชายและภรรยาของตัวเอง เขาจึงยอมทิ้งตำแหน่งและส่งต่อให้กับหลานชายในที่สุด
คุณเฮนรี ฟอร์ด ที่สอง รับรู้และเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดนี้
ก่อนตัดสินใจว่าควรปรับโครงสร้างบริษัทของครอบครัวตัวเองใหม่ทั้งหมด
เขาดึงผู้บริหารมืออาชีพให้เข้ามาร่วมทำงานหลังบ้าน เช่น บัญชี การเงิน หรือกลยุทธ์ และหาเงินทุนฟื้นฟูบริษัทด้วยการเอาบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นในปี 1956
ซึ่งจุดนี้เอง หุ้นของตระกูล Ford ก็ลดน้อยถอยลง จากการเปิดขายหุ้นให้นักลงทุนทั่วไปเข้ามาจับจอง จนเหลือแค่ 2% ที่แบ่งกันถือโดยคนในครอบครัวตัวเอง
แต่ถึงแม้จะถือหุ้นคิดเป็นแค่ 2% ของทั้งบริษัท แต่หุ้นชนิดนี้มีความพิเศษ ตรงที่เป็นหุ้น Class B ซึ่งมีอำนาจโหวตในบริษัทรวมกันสูงถึง 40% เลยทีเดียว
แถมคนนอกตระกูลไม่สามารถถือหุ้นชนิดนี้ได้ และถ้าคนในตระกูลขายหุ้นนี้ให้คนนอกตระกูล หุ้นนั้นจะกลายเป็นหุ้นทั่วไปอย่าง Class A ที่มีอำนาจโหวตน้อยลงทันที
ฟังแค่นี้ก็ดูเหมือนว่าระบบที่คุณเฮนรี ฟอร์ด ที่สอง วางไว้ก็รอบคอบดี เพราะป้องกันให้ตระกูลตัวเองยังมีอำนาจโหวตในบริษัท 40% แบบนี้ไปตลอด
แต่ถ้ามีทายาทในตระกูลมากขึ้นเรื่อย ๆ การโหวตไปในทิศทางเดียวกันก็ยากขึ้น จนนักลงทุนในตลาดหุ้นอาจเริ่มกดดันให้ยกเลิกหุ้น Class B
เพราะลองนึกภาพตามว่า ถ้าตระกูล Ford ทุกคนมีความเห็นไปคนละทาง อำนาจโหวตที่สูงมากต่อ 1 หุ้นของ Class B ก็อาจทำให้ทิศทางบริษัทไขว้เขว หรือแม้แต่เป็นอัมพาตได้เลย
ระบบที่คุณเฮนรี ฟอร์ด ที่สอง วางไว้เริ่มเกิดปัญหา จนทำให้ทายาทรุ่นที่สี่อย่าง คุณบิล ฟอร์ด ต้องเข้ามาแก้ปัญหาด้วยสิ่งที่เรียกว่า สภาครอบครัว
สภาครอบครัว ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้คนในตระกูล Ford มาพูดคุยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความเห็นในธุรกิจครอบครัวด้วยกันในช่วงแรก
ก่อนที่เขาจะป้องกันความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีกชั้น ด้วยการให้คนในตระกูลเซ็นลงนามยกอำนาจการโหวตให้ Voting Trust ไปโหวตแทนตัวเอง
เพื่อให้การโหวตหุ้น 2% ของตระกูล เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเป็นการตัดสินใจทิศทางการโหวต
ผ่านสภาครอบครัวก่อนทุกครั้ง
ซึ่งแน่นอนว่าบางครั้งคนในตระกูลก็คงไม่เห็นด้วยกับบางเรื่อง ก็ให้ยึดตามเสียงข้างมากในสภาครอบครัว แล้วไปโหวตในนามหุ้น 2% ของครอบครัวแทน
นอกจากสภาครอบครัวยังทำหน้าที่ประชุมเพื่อเอามติเสียงข้างมากในตระกูลไปโหวตแล้ว สภานี้ยังใช้โน้มน้าวคนในตระกูลไม่ให้ขายหุ้นในช่วงวิกฤติได้อีกด้วย
เช่น ในปี 2008 เมื่อเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ จนบริษัทต้องงดจ่ายเงินปันผล คุณบิล ฟอร์ด ก็ใช้สภาครอบครัวเพื่อโน้มน้าวไม่ให้คนในตระกูลขายหุ้นทิ้ง
เพราะมีเงื่อนไขที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยคุณเฮนรี ฟอร์ด ที่สอง เอาไว้ว่า ถ้าหุ้น Class B ยังมีไม่น้อยกว่า 60.7 ล้านหุ้น กลุ่มผู้ถือหุ้น Class B นี้ยังได้สิทธิออกเสียงคงที่ 40% อยู่
แต่ถ้าลดลงต่ำกว่านั้นเรื่อย ๆ หุ้น Class B จะถูกปรับลดอำนาจโหวตเหลือ 30% และถ้าหุ้นลดลงต่ำกว่า 33.7 ล้านหุ้น หุ้น Class B จะมีอำนาจโหวต 1 เสียงต่อ 1 หุ้น
ซึ่งโชคดีที่คุณบิล ฟอร์ด สามารถโน้มน้าวคนในตระกูลได้สำเร็จ จนปัจจุบันหุ้น Class B ก็ยังมากกว่า 60.7 ล้านหุ้น ทำให้ตระกูล Ford ยังมีอำนาจโหวต 40% เหมือนเดิม
สุดท้าย ภาพจำของตระกูล Ford ในฉากหน้าของโลกธุรกิจ คือการปฏิวัติวงการรถยนต์ในต้นทุนถูกลง ด้วยการผลิตแบบสายพานและแบ่งงานกันทำ
แต่ในฉากหลังของโลกธุรกิจ มันคือ การถือหุ้น 2% ของครอบครัวที่ยังคงยึดเหนี่ยวกันไว้ได้ด้วยสภาครอบครัว
สภาที่คอยโยงใยสายสัมพันธ์ของตระกูล Ford เอาไว้ตัดสินใจร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
1
เหมือนกับชิ้นส่วนบนสายพานการผลิตที่แยกจากกัน แต่สุดท้ายก็ประกอบขึ้นมาเป็นรถยนต์ที่สมบูรณ์ได้ในคันเดียว..
#WealthTransfer
#ธุรกิจครอบครัว
#Ford
โฆษณา