•
วันนี้ เวลา 00:15 • ธุรกิจ

นวัตกรรมของคุณ “ใหม่” ในระดับไหน ?

ทำไมองค์กรถึงสูญเสียทรัพยากรโดยใช่เหตุ ไปกับการพยายามสร้าง ‘นวัตกรรม’ ในเรื่องที่อาจคิดไปเองว่า "ยังไม่มีใครเคยทำ"?
ในวันนี้ผมอยากชวนทุกคนคุยเรื่องการสร้างนวัตกรรม ในยุค AI นี้ ซึ่งหลักการด้านการจัดการนวัตกรรมนั้นมีมานานแล้ว และสามารถประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของแต่ละยุค รวมถึงยุคนี้ด้วย
หลุมพรางอย่างหนึ่งของยุคนี้ หลายคนมักจะคิดว่า เรามี AI ที่ทรงพลังแล้ว การสร้างนวัตกรรมมันก็จะง่ายตามมาด้วย นั่นเป็นจริงส่วนหนึ่ง มันช่วยร่นระยะเวลาในการคิดได้จริง โดยเฉพาะงานที่ทำซ้ำ ๆ แต่หากไม่มีกระบวนการที่เหมาะสมในการกลั่นนวัตกรรมออกมาแล้ว ต่อให้ใช้ AI ด้วยโมเดลที่ล้ำแค่ไหน ก็ไม่สามารถสร้างคุณค่าออกมาเป็นโซลูชั่นใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ที่สร้างผลกระทบกับผู้คนได้
เหมือนที่หลาย ๆ องค์กรเป็นอยู่ในขณะนี้ เร่งการใช้ AI ภายในองค์กร (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแส AI ในปีนี้ด้วย) แต่ถ้าดูกันแบบตรงไปตรงมา อาจจะตอบได้ไม่เต็มปากว่ามันสร้างคุณค่าหรือ Value ให้กับองค์กรได้จริง รวมไปจนถึงผลลัพธ์เชิงนวัตกรรมด้วย
เรื่องนวัตกรรม คงมีอีกหลาย ๆ ประเด็นที่เราจะสามารถคุยกันได้อีกในตอนถัด ๆ ไป แต่ขอเริ่มต้นจากประเด็นพื้นฐานเรื่องหนึ่งก่อนในวันนี้
ความเป็นนวัตกรรม ต้องมีความใหม่ (Novelty) เป็นพื้นฐาน ในขณะเดียวกัน ต้องสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Commercialization) หรือก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้มีส่วนได้เสียได้จริง สามารถขยายผลได้ ไม่ได้เป็นแค่สิ่งประดิษฐ์ หรือโมเดลที่เอาไว้โชว์บนหิ้ง หรือเป็นเพียงกระแสช่วงประเดี๋ยวประด๋าว เหมือนพลุที่จุดขึ้นฟ้า แล้วค่อย ๆ อันตรธานหายไป
กิจกรรมหนึ่งที่มักเกิดขึ้นอยู่เป็นเรื่องปกติ คือการขายไอเดีย ให้กับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในองค์กร นักลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ หรือคนที่มีศักยภาพในการนำไอเดียนั้นไปขยายผล ต่อยอดมันได้
หนึ่งในฉากฆาตกรรมไอเดียธุรกิจบนเวที Pitching ที่เจอบ่อยที่สุด คือการที่ผู้เสนอพูดอย่างมั่นใจว่า "สิ่งนี้ใหม่มากครับ ยังไม่มีใครทำแน่นอน" แต่เมื่อบอร์ดบริหารหรือนักลงทุนลองเสิร์ชดู กลับพบว่าคู่แข่งทำไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว...
ความล้มเหลวของการทำ Corporate Innovation ส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์
แต่เกิดจากการที่องค์กรบริหารจัดการความใหม่ด้วย "ความรู้สึก" (Subjective Claim) แทนที่จะเป็น "หลักฐานเชิงประจักษ์" (Objective Evidence)
ในฐานะคนทำธุรกิจและนักพัฒนาองค์กร การอ้าง "ความใหม่" คือการแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) และระดับความเสี่ยงที่องค์กรต้องแบกรับครับ
นิยามระดับความใหม่ให้ตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจ (Degree of Novelty) (นิยามนี้มองความกว้างของขอบเขตหรือ Scope เป็นสำคัญ)
ระดับความใหม่ที่ต่างกัน ย่อมต้องการการจัดสรรทรัพยากร และตัววัดผล (KPIs) ที่ต่างกัน:
🔹 New to Firm (ใหม่ต่อองค์กร): โลกทำแล้ว แต่เรายังไม่เคยทำ โฟกัสที่การลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และสร้าง Operational Excellence
🔹 New to Market (ใหม่ต่อตลาด/อุตสาหกรรม): คู่แข่งในตลาดเรายังไม่มีใครทำ โฟกัสการสร้าง First-Mover Advantage เพื่อยึดส่วนแบ่งทางการตลาดในน่านน้ำใหม่ (Blue Ocean)
🔹 New to World (ใหม่ระดับโลก): ไม่เคยมีปรากฏในงานวิจัยหรือสิทธิบัตรใดในโลก โฟกัสการสร้าง Breakthrough Technology และยึดครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP Asset) เพื่อสร้างเกราะป้องกันธุรกิจระยะยาว
iStock.com/chaiyapruek2520
5 วิธีการสืบค้นความใหม่ที่ "ทำได้จริง" ในชีวิตคนทำงาน
ก่อนจะอ้างว่าไอเดียเราใหม่ ให้ใช้ 5 เครื่องมือนี้พิสูจน์ความจริงเชิงประจักษ์ก่อนเสนออนุมัติงบประมาณ:
1️⃣ Internal Knowledge Audit: เช็กประวัติศาสตร์และรายงานเก่าในองค์กร รวมถึงองค์ความรู้ที่เคยมีการแชร์กันภายใน หรือบันทึกอยู่ในฐานข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบข้ามสายงาน เพื่อป้องกันการเสียเวลา "ประดิษฐ์ล้อซ้ำ" (Reinventing the wheel)
2️⃣ Expert Sanity Check: หารือกับ Subject Matter Expert หรือเจ้าของสายงานตรง (คนที่เชี่ยวชาญอยู่ตรงหน้างานนั้นจริง ๆ ) แบบสั้น ๆ 10 นาที เพื่อสกัดความรู้เฉพาะตัวบุคคล (Tacit Knowledge) ที่อัปเดตที่สุดในวงการ
3️⃣ As-Is vs. To-Be Value Mapping: เขียนแผนผังเปรียบเทียบกระบวนการทำงาน ระหว่างของเดิม และแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและ คุณค่าหรือ Value ที่เพิ่มขึ้น
4️⃣ Market Scan & Competitor Benchmarking Matrix: เสิร์ช Google ด้วยภาษาของลูกค้า ใช้ AI กวาดคู่แข่งในอุตสาหกรรม แล้วนำผู้เล่นหลัก 3–5 รายมาทำตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ ชี้ให้เห็นช่องว่างที่ตลาดยังไม่มีใครแก้ปัญหาได้
5️⃣ IP & Prior Art Search: สืบค้นสิทธิบัตรผ่าน Google Patents หรือกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) เพื่อประเมิน Freedom to Operate และโอกาสในการจดคุ้มครองเป็นทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร แนวทางนี้อาจยากสักหน่อย และเหมาะกับองค์กรที่มีหน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนา หรือการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว
🧭 3 ก้าวที่ Future Perfect ขอฝากไว้
The Future Perfect Method แนะนำให้เริ่มจากภาพอนาคต แล้วเดินย้อนกลับมาหาก้าวแรก ใน 3 ขั้น คือ Will have – Map back – Act now หรือ เห็นภาพฉาย – ไล่ย้อนกลับ – ขยับทำเลย
1️⃣ Will have: นวัตกรรมที่มีคุณค่า ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ "ความใหม่ระดับโลก" เสมอไป อย่างน้อยนวัตกรรมระดับ "ใหม่ต่อองค์กร" ที่แก้ Pain Point ได้ตรงจุด และมีหลักฐานยันความใหม่ที่แน่นหนา คือสิ่งที่สร้าง ROI ได้เร็วและคุ้มค่าที่สุดในความเป็นจริงทางธุรกิจ ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่ดีแล้ว
2️⃣ Map back: จากภาพนั้นเดินถอยกลับมาหาวันนี้ หากเรามองเห็นแล้วว่าธุรกิจเรามีทิศทางอย่างไร มีเทรนด์อะไรบ้างที่เป็น Megatrend และเทรนด์ของอุตสาหกรรม ให้วิเคราะห์ตัวเองต่อว่ามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร มีทรัพยากรหรือโครงสร้างพื้นฐานใดบ้าง ต้องใช้ AI ไหม ให้เราต้องพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองเป้าหมายที่เราคิดไว้
3️⃣ Act now: ค้นหาแนวคิดใหม่ (ไม่ว่าด้วยวิธีหรือเครื่องมือใดก็ตาม) โดยอย่าลืมสืบค้นความใหม่ตามแนวทางที่คุยกันวันนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา ‘ประดิษฐ์ล้อซ้ำ’ หรือทำเก้อ และต้องแน่ใจด้วยว่าแนวคิดนั้นสามารถตอบ ‘Pain Point’ ของลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างแท้จริง
และการนำเสนอแนวคิดใหม่ เพื่อผลักดันให้ไปต่อได้ สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การอ้างว่าเราใหม่แค่ไหน... แต่คือ "ความชัดเจนและความน่าเชื่อถือของหลักฐาน" ที่เรานำมาแสดงต่างหาก
#InnovationManagement #BusinessStrategy #StrategicThinking #Pitching
โฆษณา