3 ชั่วโมงที่แล้ว • ท่องเที่ยว

กาลเวลา เทวาลัย

เดินย้อนประวัติศาสตร์ ผ่านเรื่องราวของอาคารและผู้คนที่ฝากความทรงจำไว้กว่าศตวรรษ
Times within Devalai
มีสถานที่บางแห่งที่คุณค่าของมันไม่ได้อยู่เพียงในความงดงามของสถาปัตยกรรม แต่อยู่ในเรื่องราวของผู้คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ภายในนั้น
“เทวาลัย” หรือกลุ่มอาคารประวัติศาสตร์ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในสถานที่เช่นนั้น
คนที่เคยผ่านเข้าไปในจุฬาฯ คงคุ้นตากับอาคารทรงไทยคู่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังหอประชุมจุฬาฯ
… อาคารฝั่งขวาคือ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ หรืออาคารอักษรศาสตร์ 1
… ส่วนอาคารฝั่งซ้ายคือ อาคารมหาวชิราวุธ หรืออาคารอักษรศาสตร์ 2 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์
อาคารทั้งสองไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของจุฬาฯ หากยังเป็นพื้นที่ที่บรรจุความทรงจำของผู้คนหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่นิสิตรุ่นแรก คณาจารย์ บรรณารักษ์ ตลอดจนศิษย์เก่าที่ต่างมีเรื่องราวผูกพันกับสถานที่แห่งนี้
ก่อนที่อาคารมหาวชิราวุธจะเข้าสู่การปรับปรุงครั้งใหญ่ในอนาคต คณะอักษรศาสตร์จึงจัดนิทรรศการพิเศษ “กาลเวลา เทวาลัย” (Times within Devalai) ระหว่างวันที่ 7–15 พฤศจิกายน 2569
เปิดโอกาสให้ผู้คนได้กลับเข้าไปสำรวจอาคารแห่งนี้อีกครั้ง ผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย หนังสือหายาก เอกสาร และวัตถุทรงคุณค่ากว่าหนึ่งพันรายการ ตลอดจนความทรงจำจากผู้คนกว่าร้อยชีวิต
นิทรรศการจัดแสดงบนพื้นที่สามชั้นของอาคารมหาวชิราวุธ
วันนี้จึงอยากชวนทุกคนเดินตามเข้าไปชมด้วยกัน เริ่มจากการทำความรู้จักประวัติความเป็นมา ก่อนจะค่อย ๆ เดินผ่านแต่ละชั้น เพื่อค้นหาเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบสงบของเทวาลัย
ก่อนเดินชม : ย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดของเทวาลัย
การเดินทางเริ่มต้นด้วยวงเสวนาที่พาผู้ชมย้อนกลับไปทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของเทวาลัย ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ การเลือกแบบสถาปัตยกรรม การก่อสร้าง ไปจนถึงพิธีวางศิลาฤกษ์โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรื่องราวเริ่มต้นจากการแสวงหารูปแบบสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ มีการศึกษาศิลปะสุโขทัยและศรีสัชนาลัย โดยสถาปนิกชาวต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทในการออกแบบ
… ได้แก่ Karl Döhring สถาปนิกชาวเยอรมัน และ Edward Healey สถาปนิกชาวอังกฤษ ซึ่งมีการเสนอแบบแข่งขันกัน ก่อนที่แบบของ Healey จะได้รับเลือกให้นำไปพัฒนาต่อ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพร่างในยุคแรกแสดงให้เห็นว่าแนวคิดการออกแบบมีความยิ่งใหญ่กว่ารูปแบบอาคารที่เราเห็นในปัจจุบันมาก จึงต้องมีการปรับลดรายละเอียดให้เหมาะสมกับการก่อสร้างจริง
นอกจากนี้ การค้นพบภาพร่างที่มีลายเซ็นของ Mario Ceradini สถาปนิกชาวอิตาลี ยังเปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การออกแบบอาคารมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ทำให้เราเห็นว่า เบื้องหลังสถาปัตยกรรมที่คุ้นตานั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอการค้นพบ
วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาพระฤกษ์อาคารมหาจุฬาลงกรณ์
นอกจากอิฐทอง อิฐเงิน และอิฐนากแล้ว ยังมีการบรรจุเอกสาร หนังสือพระราชนิพนธ์ แปลนอาคาร เหรียญ และสิ่งพิมพ์ร่วมสมัย รวมถึงหนังสือพิมพ์ The Bangkok Times ฉบับวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2458 ไว้เป็นหลักฐานแห่งยุคสมัย
เมื่อได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ก่อนเข้าสู่นิทรรศการ เราจึงไม่ได้มองเทวาลัยเป็นเพียงอาคารเก่าแก่ที่มีความงดงามทางสถาปัตยกรรมอีกต่อไป แต่เริ่มมองเห็นภาพของการวางรากฐานทางการศึกษาและความตั้งใจของผู้คนในยุคเริ่มต้น
จากนั้นก็ถึงเวลาเดินเข้าไปสำรวจเรื่องราวภายในอาคารจริง ๆ
ชั้น 1 : เมื่อแสงและสีปลุกชีวิตให้สถาปัตยกรรม
เมื่อก้าวเข้าสู่ชั้นหนึ่ง สิ่งที่ต้อนรับผู้ชมคือการแสดง Projection Mapping ภายในห้องโถงกลาง โดยใช้แสง สี และภาพเคลื่อนไหวฉายลงบนผนังของอาคาร
ผนังที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมอันคุ้นเคย กลับมีชีวิตขึ้นมาในอีกมิติหนึ่ง ภาพและแสงช่วยสร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากการเดินชมอาคารในวันธรรมดา ราวกับกำลังพาเราเข้าสู่โลกแห่งความทรงจำ
นี่ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับอาคารเก่า แต่เป็นการนำอดีตมาสื่อสารกับปัจจุบันผ่านภาษาของศิลปะและแสงสี
เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากเดินสำรวจต่อไปว่า ภายในอาคารแห่งนี้ยังมีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่อีกบ้าง
ชั้น 2 : เดินผ่านเรื่องราวของเทวาลัยและชีวิตชาวอักษรศาสตร์
ชั้นสองเป็นพื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวหลากหลายมิติของเทวาลัย ตั้งแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภาพยนตร์ ความทรงจำของนิสิต ชีวิตทางวิชาการ ไปจนถึงประวัติศาสตร์ของห้องสมุด
แต่ละหัวข้อเปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เรามองเห็นชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
ปฏิมา เทวาลัย : รูปเคารพ
เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของรูปเคารพและสิ่งที่มีความหมายทางจิตใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่และวิถีชีวิตภายในเทวาลัย ทำให้เราได้เห็นมิติทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่อยู่ร่วมกับการใช้ชีวิตในสถานศึกษา
เทวาลัยในแผ่นฟิล์ม และมองชีวิตเทวาลัยผ่านจอแก้วและจอเงิน
อาคารแห่งนี้ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะในชีวิตของนิสิตอักษรศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเคยเป็นฉากหลังของภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ The Ugly American หรือ ละครเรื่องคู่กรรม ซึ่งมีฉากที่เกี่ยวข้องกับคณะอักษรศาสตร์ เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าเทวาลัยได้เดินทางออกจากรั้วมหาวิทยาลัยไปปรากฏอยู่ในความทรงจำของผู้ชมภาพยนตร์และละครอีกด้วย
เทวาลัยในความทรงจำ และเรื่องเล่าชาวอักษร
ส่วนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้เข้าชมรู้สึกใกล้ชิดมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องราวของผู้คนจริง ๆ
ภาพถ่ายเก่าจากศิษย์เก่าหลายรุ่น สมุดเลกเชอร์ ของใช้ส่วนตัว ใบปริญญา และสิ่งของที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนิสิต ถูกนำมาจัดแสดงร่วมกัน
เมื่อมองภาพถ่ายเหล่านั้น เราอาจเห็นคนหนุ่มสาวในเครื่องแบบนิสิตที่กำลังยิ้มให้กล้อง บางภาพบันทึกกิจกรรม บางภาพเป็นความทรงจำในวันสำคัญ และบางภาพอาจไม่มีใครจดจำได้แล้วว่าบุคคลในภาพคือใคร
ผู้จัดนิทรรศการจึงเปิดโอกาสให้ผู้ชมช่วยกันระบุชื่อบุคคลและเหตุการณ์ เพื่อร่วมเติมเต็มประวัติศาสตร์ที่ยังขาดหาย
สิ่งของที่ดูธรรมดาเมื่อครั้งยังใช้งาน เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นหลักฐานที่มีคุณค่า เพราะมันบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตที่เคยเกิดขึ้นจริง
Thesis สู่ภารกิจวิชาการ
จากเรื่องราวชีวิตนิสิต เราเดินต่อมาสู่โลกของการศึกษาและงานวิชาการ ผ่านวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นผลงานที่สะท้อนความรู้ ความคิด และความพยายามของนิสิตในแต่ละยุค
มีทั้งวิทยานิพนธ์เล่มหนาที่มีจำนวนหน้าถึง 1,320 หน้า ต้องแบ่งออกเป็นสามเล่มย่อย และวิทยานิพนธ์ที่สั้นที่สุดเพียง 49 หน้า รวมถึงวิทยานิพนธ์ฉบับจริงของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุจัดแสดงที่มีคุณค่าและน่าสนใจเป็นพิเศษ
การได้เห็นวิทยานิพนธ์ฉบับจริง ทำให้เราได้สัมผัสหลักฐานทางวิชาการที่เชื่อมโยงกับพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา และเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ควรหยุดชมอย่างตั้งใจ
จบจุฬาฯ แบบใด
อีกหัวข้อที่น่าสนใจคือเรื่องของปริญญาบัตรและรูปแบบการสะกดชื่อมหาวิทยาลัยในแต่ละยุค
หลายคนอาจไม่เคยทราบว่า ชื่อจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยมีรูปแบบการสะกดที่แตกต่างจากปัจจุบัน ทั้ง “จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย” และ “จุฬาลงกรน์มหาวิทยาลัย” ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้รูปแบบปัจจุบันในปี พ.ศ. 2522
รายละเอียดเล็ก ๆ บนเอกสารเหล่านี้ทำให้เราเห็นพัฒนาการทางภาษาและประวัติศาสตร์ของสถาบันการศึกษาได้อย่างน่าสนใจ
จากหอสมุดกลางสู่ห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ และเรื่องเล่าจากเหล่าบรรณารักษ์
เทวาลัยยังมีอีกบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งเรียนรู้และห้องสมุด ซึ่งมีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
เรื่องราวของห้องสมุดไม่ได้มีเพียงหนังสือและชั้นวาง แต่ยังรวมถึงชีวิตการทำงานของบรรณารักษ์ที่ดูแลหนังสือจำนวนมาก
มีเกร็ดที่น่าทึ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายหนังสือลงไปเก็บในห้องใต้ดิน เนื่องจากพื้นที่จัดเก็บมีจำกัด บรรณารักษ์ค้นพบวิธีใช้ราวบันไดปูนที่มีความกว้างเป็นเส้นทางส่งหนังสือ โดยมีเจ้าหน้าที่หลายคนยืนประจำตามจุดต่าง ๆ เพื่อรับส่งหนังสือต่อกันลงไป
เรื่องราวเช่นนี้อาจไม่เคยปรากฏอยู่ในตำราประวัติศาสตร์ แต่กลับสะท้อนให้เห็นความคิดสร้างสรรค์และความทุ่มเทของผู้คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังห้องสมุดได้อย่างชัดเจน
และก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นสุดท้าย เรายังได้พบกับหัวข้อ “อนาคตของเทวาลัย” ซึ่งพาเรามองไปข้างหน้าว่า อาคารแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในวันข้างหน้า
ชั้น 3 : Deva Library โลกของหนังสือและแสงแห่งความทรงจำ
เมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้นสาม บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง
พื้นที่ Deva Library พาเราเข้าสู่โลกของหนังสือและการค้นคว้า ผ่านการจัดแสดงหนังสือหายากและพื้นที่ห้องอ่านหนังสือค้นคว้า
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการนำภาพถ่ายเก่าจากหลายยุคสมัยมาจัดแสดง ทำให้เราได้ย้อนมองผู้คนและบรรยากาศของเทวาลัยในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
ภาพถ่ายเหล่านั้นเปรียบเสมือนบันทึกที่ไม่ต้องใช้ถ้อยคำมากมาย แต่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของคนรุ่นก่อนให้คนรุ่นหลังได้เห็นและสัมผัส
อีกหนึ่งมุมที่ไม่ควรพลาดคือพื้นที่ใต้หลังคา ซึ่งมีแสงธรรมชาติส่องผ่านกระจกสีที่ใช้บุช่องจั่วหลังคา
แสงที่ลอดผ่านกระจกสีสร้างบรรยากาศที่งดงามและสงบ ทำให้พื้นที่ใต้หลังคากลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ชวนให้หยุดมองและซึมซับรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม
หลังจากเดินชมเรื่องราวมากมายมาตลอดสามชั้น การได้มายืนอยู่ใต้แสงสีที่ส่องผ่านกระจกบนหลังคา
เปรียบเสมือนการหยุดพักจากการเดินทางผ่านกาลเวลา เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกถึงความงดงามของอาคารแห่งนี้ในอีกมิติหนึ่ง
แล้วเทวาลัยจะเป็นอย่างไรในอนาคต?
เมื่อเดินชมมาจนถึงชั้นสุดท้าย เราก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงอนาคตของอาคารมหาวชิราวุธ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การปรับปรุงครั้งใหญ่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ตามแนวทางการใช้พื้นที่หลังการปรับปรุง ห้องสมุดจะได้รับการจัดพื้นที่ให้ครอบคลุมบริเวณชั้นสาม ขณะที่ชั้นสองจะปรับเป็นห้องทำงานและสำนักงานของผู้บริหารคณะอักษรศาสตร์
การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้การใช้ประโยชน์ของพื้นที่ภายในอาคารแตกต่างไปจากที่หลายคนคุ้นเคย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพื่อรองรับภารกิจของคณะในอนาคต
สิ่งสำคัญคือการรักษาคุณค่าของอาคารประวัติศาสตร์ พร้อมกับพัฒนาพื้นที่ให้สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัยใหม่
ก่อนจากเทวาลัยไป…
การเดินชม “กาลเวลา เทวาลัย” ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า อาคารหนึ่งหลังสามารถบรรจุเรื่องราวของผู้คนไว้ได้มากมายเพียงใด
ตั้งแต่สถาปนิกผู้วางแนวคิดการออกแบบ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงวางศิลาฤกษ์ อาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้ นิสิตที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในอาคาร บรรณารักษ์ที่ดูแลหนังสือ และผู้คนอีกมากมายที่ต่างมีส่วนสร้างประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้
นิทรรศการครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมวัตถุเก่าเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในอดีต แต่เป็นการนำความทรงจำที่กระจัดกระจายของผู้คนมาร้อยเรียงให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
แม้ในวันข้างหน้า อาคารมหาวชิราวุธจะเปลี่ยนแปลงไปจากภาพที่เราคุ้นเคย แต่เรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในนิทรรศการครั้งนี้จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางความทรงจำของคณะอักษรศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เพราะอาคารอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ชีวิตและความทรงจำของผู้คนที่เคยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ จะยังคงมีความหมายเสมอ
และนี่คือความงดงามที่แท้จริงของ “กาลเวลา เทวาลัย”
นิทรรศการ “กาลเวลา เทวาลัย” (Times within Devalai)
📍 อาคารมหาวชิราวุธ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
📅 7–9 พฤศจิกายน 2569 เวลา 16.00–20.00 น.
📅 10–15 พฤศจิกายน 2569 เวลา 13.00–20.00 น.
⏰ รอบเข้าชมสุดท้ายเวลา 19.30 น.
🎨 Projection Mapping จัดแสดงเฉพาะวันที่ 7–9 พฤศจิกายน 2569 เวลา 16.00–20.00 น.
เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Arts Chulalongkorn และ Instagram: @artschulaofficial
#กาลเวลาเทวาลัย #TimesWithinDevalai #ArtsChula #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #คณะอักษรศาสตร์
โฆษณา