โพสต์


“การทำบาปเป็นสิ่งสกปรกของจิตใจ”

ธรรมะรุ่งอรุณ ☀️

๑ เมษายน ๒๕๖๓

การเป็นชาวพุทธ ต้องมีหิริโอตตัปปะ หิริแปลว่าความอาย โอตตัปปะแปลว่าความกลัว กลัวบาป มีความอับอายในการกระทำบาป เพราะผู้กระทำบาปนี้จะไม่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ จะเป็นผู้ที่ถูกรังเกียจ เวลาทำบาปคนที่ทำบาปจึงมักจะทำแบบปกปิด ไม่อยากให้ใครรู้ เพราะรู้แล้วจะอับอายขายหน้า เพราะจะไม่มีใครเขาจะสรรเสริญยกย่อง มีแต่จะถูกประณาม ขอให้เราคิดถึงผลที่จะเกิดจากการทำบาป ขอให้เรามีความอายเหมือนกับเรามีความอายเวลาที่เราไม่ได้แต่งกายเรียบร้อยเวลาออกนอกบ้าน เราจะไม่กล้าออกนอกบ้านกัน ก่อนจะออกนอกบ้านเราต้องตรวจดูสภาพการแต่งกายของเราก่อนว่าเรียบร้อยหรือไม่ หน้าตาสะอาดหรือไม่ ร่างกายได้อาบน้ำอาบท่าปราศจากกลิ่นเหม็นหรือไม่ ผมเผ้าได้หวีอย่างเรียบร้อยหรือไม่ เพราะถ้าเราไม่สะอาดไม่เรียบร้อย เราก็ไม่อยากจะออกไปพบปะกับใคร เพราะเราอาย อายในความสกปรกหรือความไม่เรียบร้อยของเรานั่นเอง

ฉันใด การกระทำบาปก็เป็นสิ่งสกปรกของจิตใจเหมือนกับคนที่ไม่ได้อาบน้ำอาบท่า ล้างหน้าแปรงฟัน หวีเผ้าหวีผม ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ก็จะเป็นลักษณะนั้น แต่จะเป็นลักษณะที่น่าเกลียดน่ากลัวมากกว่าความไม่สวยงามความสกปรกทางร่างกาย เพราะอย่างน้อยความสกปรกความไม่สวยงามทางร่างกายก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นเขาเสียหายเดือดร้อน ไม่เหมือนกับความสกปรกทางใจ ถ้าใจเราสกปรกเราคิดจะทำบาปแล้ว พอเราทำบาปเราก็จะไปสร้างความเสียหายความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น นี่คือความอาย ขอให้เราคิดว่าเวลาเราทำบาปแล้วนี้เราไม่เป็นคนที่น่าชื่นชมยินดีแล้ว ถ้าใครเขารู้ว่าเราทำบาปก็จะไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมกับเรา ถ้าเราอยากจะคบค้าสมาคมมีเพื่อนมีฝูงมีคนที่เขาเชื่อใจเราศรัทธาในตัวเรา เราก็ต้องมีความสะอาดทางจิตใจคือเราจะต้องไม่ทำบาป เราต้องรักษาศีล ๕ กันให้ได้ แล้วเราจะมีความมั่นใจว่าเราไม่ได้เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ เวลาเราไปคบค้าสมาคมกับใครเราก็จะคบค้าสมาคมได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมาหวาดระแวงหวาดกลัวว่ามีใครเขาไปรู้ว่าเราได้ทำอะไรไม่ดีมาหรือไม่

นี่คือความอาย ถ้าเรามีความอายเราก็จะไม่อยากจะทำบาป เพราะเราอยากจะรักษาหน้าตารักษาเครดิตของเรา ความน่าเชื่อถือของเรา เพราะการที่เราจะคบค้าสมาคมกับใครนี้ก็ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ การมีศีลมีสัตย์ที่จะทำให้เราสามารถที่จะคบค้าสมาคมกับผู้อื่นได้อย่างไม่รู้สึกหวั่นไหว ใครจะไปขุดคุ้ยใครจะไปค้นคว้าหาอดีตหาสิ่งสกปรกมาป้ายร้ายป้ายสี เขาก็จะหาไม่ได้ เพราะเราไม่มีสิ่งสกปรกเก็บซ่อนไว้ที่ไหน ใครจะมาใส่ร้ายป้ายสีก็ไม่ได้เป็นความจริง เราก็สามารถที่จะยืนยันในความบริสุทธิ์ความสะอาดของเราได้อย่างเต็มปาก นี่คือเรื่องของ ๑. “หิริ” คือความอาย ถ้าเราไม่ทำบาปแล้วนี้เราจะไม่กลัวใครจะมาป้ายร้ายป้ายสีอย่างไรก็ตาม เราจะไม่รู้สึกหวั่นไหวจะไม่รู้สึกเดือดร้อน เพราะความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาป้ายร้ายป้ายสี นี่คือหิริ

๒.ให้มีโอตตัปปะ โอตตัปปะก็คือความกลัวผลของบาปที่จะตามมานั่นเอง ผลของบาปนั้นที่แท้จริงเกิดที่จิตใจ แต่บางครั้งก็มีส่วนไปเกิดที่ร่างกายด้วย เช่นทำผิดกฎหมายก็อาจจะถูกเขาจับไปติดคุกติดตะราง จับไปลงโทษได้ แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่มีไม่พอ ทำแล้วไม่มีใครรู้ ก็อาจจะรอด ไม่ถูกเขาจับไปติดคุกติดตะราง ไม่ถูกจับไปลงโทษ แต่อย่าไปคิดว่าถ้าเราทำแล้วไม่ถูกไปลงโทษเราจะรอดพ้นจากโทษ เพราะนั่นเป็นโทษส่วนย่อย โทษที่เป็นส่วนที่ไม่แน่นอน อาจจะเกิดก็ได้ อาจจะไม่เกิดก็ได้ แต่ยังมีโทษอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเกิดอย่างแน่นอน ก็คือโทษที่เกิดขึ้นที่ใจของพวกเรานี้ เวลาเราทำผิดแล้วนี้ใจของเราจะไม่สบาย จะไม่มีความสุข ต่อให้มีเงินทองมีตำแหน่งมีอะไร พอเราได้รู้ว่าเราได้ทำไม่ดีแล้วทำผิดแล้ว แล้วเราปกปิดมันไว้ มันก็จะมาเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดความไม่สบายใจอยู่เรื่อยๆ เวลาพบปะกับใครก็จะไม่มีความมั่นใจ กลัวว่าจะถูกเขาจับได้หรือค้นพบว่าเรานี้ไปกระทำอะไรไม่ดีมา ใจของเราก็จะไม่มีความสุขขณะที่มีชีวิตอยู่ แล้วเวลาตายไปใจที่ทำบาปก็จะต้องไปเกิดในอบายไม่ว่าจะเป็นเดรัจฉาน เปรต อสูรกาย หรือนรก ขึ้นอยู่กับเหตุของการกระทำบาปของเรา ถ้าทำบาปด้วยความหลงไม่รู้ว่าเป็นบาปก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าทำบาปด้วยความโลภก็จะไปเป็นเปรต ถ้าทำบาปด้วยความกลัวก็จะไปเป็นอสูรกาย เป็นดวงวิญญาณที่มีแต่ความหวาดกลัว ถ้าเป็นเปรตก็เป็นดวงวิญญาณที่มีแต่ความหิวโหย ถ้าทำบาปด้วยความอาฆาตพยาบาทโกรธเกลียดเคียดแค้นก็จะเป็นดวงวิญญาณที่พร้อมด้วยความโกรธความเกลียดความแค้น นี่คือผลที่จะตามมาอย่างแน่นอนไม่มีใครหนีกฎแห่งกรรมได้ อาจจะหนีกฎของบ้านเมืองได้ มีเงินก็อาจจะซื้อได้ ซื้ออิสรภาพได้หรือหนีได้ ไปอยู่ต่างประเทศได้ไม่ถูกจับเข้าคุกเข้าตะรางได้แต่ใจนี้หนีไม่พ้นกฎแห่งกรรม ใจก็จะมีความรู้สึกไม่สะอาด มีความรู้สึกหวาดกลัว รู้สึกไม่สบายใจเวลาเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจบางทีก็เขาไม่รู้เรื่องของเราแต่เรารู้เรื่องของเรา เราก็อาจจะคิดว่าเขามาจับเราก็ได้เราก็จะมีความรู้สึกไม่สบายใจหวาดระแวงอยู่เรื่อยๆ นี่คือผลของการกระทำบาป ถ้าเราไม่ต้องการผลเหล่านี้เราก็อย่าไปทำบาป แล้วผลเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้นมา นี่เรียกว่า “โอตตัปปะ” ความกลัวผลของบาปที่จะเกิดขึ้นถ้าเราไปทำบาป ถ้าเราเห็นภาพของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับเรา ถ้าเราไม่ต้องการให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับเรา เราก็อย่าไปทำบาปเท่านั้นเอง

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี

ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
Wipa Sina
น้อมกราบสาธุค่ะ
11 เม.ย. เวลา 05:13