# คู่รักนิรันดร์
อย่าเห็นคุณค่าของเวลา ก็ต่อเมื่อนึกได้ว่ามันสายเกินอ่านเรื่องราวต่อไปนี้แล้วคุณจะเข้าใจ
ความผิดหวัง
ในระหว่างที่ เจฟ กำลังเดินเข้าบ้านมาตามปกติ เขาก็พบว่า ทันทีที่นั่งลงบนโต๊ะอาหาร ภรรยาของเขาก็เดินมาพร้อมกับอาหารที่น่าตาน่าทาน เธอเดินมาวางไว้บนโต๊ะให้กับเขา ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
เมื่อได้เห็นแบบนั้น เจฟ จึงรีบคว้า มือ ของภรรยาเขาเอาไว้ ก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้าครัวไป พร้อมทั้งพูดว่า “คุณ ผม ต้องการหย่า” เมื่อเธอได้ฟัง แบบนั้น เธอก็นิ่งไปสักครู่ แล้วจึงพูดอย่างใจเย็นว่า “ทำไมค่ะ” ทันทีที่เสียงของเธอสิ้นสุดลง เจฟ ก็แสดงท่าทางเหมือนจะหลีกเลี่ยงในการตอบคำถาม
ซึ่งนั้นทำให้เธอโกรธมาก จนเธอโยนตะเกียบใส่ เจฟ ด้วยความโมโหแล้วเธอก็เดินออกไป ส่งผลให้คืนนั้นพวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันเพิ่มเติมอีกเลย
ชีวิตที่ขาดหาย
จนกระทั่งเช้าวันถัดมา เจฟ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังออกใมาจากในห้องน้ำ ทำให้เขารู้สึกผิดมากที่ไม่สามารถตอบคำถามเธอได้เมื่อคืนนี้ และไม่มีความรู้สึกรักเธออย่างที่เคยเป็นมา มีเพียงความรู้สึกสงสารและเห็นใจเท่านั้นที่ยังคงเหลืออยู่
ด้วยเหตุนี้ เจฟ จึงตัดสินใจร่างสัญญาหย่า ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ภรรยาของเขาจะสามารถเป็นเจ้าของบ้าน รถยนตร์ และมีสิทธิในการถือหุ้นบริษัทของเขาได้ 30% เมื่อสัญญาการหย่าเรียบร้อย เจฟ ก็รีบส่งมอบมันให้กับภรรยาเขาได้อ่านในทันที
ไม่รู้สึก
และเมื่อเธอ เห็น เธอก็ฉีกมันออกเป็นชิ้น ๆ เจฟ ที่ได้เห็นเช่นนั้นความคิดแรกที่เข้ามาในหัวของเขาก็คือ “ผู้หญิงคนหนึ่งที่มอบเวลาทั้งชีวิตของเธอ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่ออยู่กับคนที่เธอมอบหัวใจให้ คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และยากสำหรับเธอมาก ๆ เป็นแน่”
แต่ในตอนนี้แม้ว่าเขาจะเสียใจกับเหตุการณ์นี้มากเพียงไร เขาก็ไม่สามารถพูดในสิ่งที่เขาคิดเมื่อสักครู่นี้ได้ เพราะในใจของเขาตอนนี้มีผู้หญิงอีกคนเข้ามาแทนที่เธอเสียแล้ว
อีกทั้งก่อนหน้านี้ เขาอึดอัด และใช้เวลาหลายสัปดาห์ หมกมุ่น ครุ่นคิดเรื่องการหย่านี้มาตลอด จนในวันนี้ดูเหมือนว่าหลาย ๆ อย่างสำหรับเขาจะเริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้ว
หมดซึ่งทุกสิ่ง
ในวันถัดมา เจฟ กลับถึงบ้านดึกมากเพราะเป็นวันแสนพิเศษของ เขากับ เจน แฟนใหม่ นั้นเอง และทันทีที่เดินเข้ามาในบ้าน เขาก็พบว่า ภรรยาของเขากำลังเขียนอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะ
ซึ่งบนโต๊ะก็ไม่มีอาหารมื้อเย็นอย่างเช่นเคยอีกต่อไปแล้วด้วย เขาจึงรีบเดินขึ้นไปบนห้องเพื่อนอนหลับพักผ่อนทันที
จนเช้าวันถัดมา เขาก็พบว่า ภรรยาของเขายังคงเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ เหมือนเมื่อคืนนี้ไม่มีผิด แต่ถึงแม้จะได้เห็นเช่นนั้น เจฟ ก็ไม่ได้คิดที่จะสนใจ เขารีบทานอาหารเช้าที่ทำเอง เพื่อจะได้ออกไปทำงานโดยเร็วที่สุด
ความจริงใจ
ซึ่งในระหว่างนั้นเอง ภรรยาของเขาก็เสนอเงื่อนไขในการหย่าขึ้นมาว่า “ คุณคะ ฉันไม่ต้องการอะไรจากคุณทั้งนั้น แต่หากคุณจะนัดฉันไปเซ็นใบหย่า ก็ช่วยเป็นหนึ่งเดือนหลังจากนี้ ซึ่งฉันขอร้อง
นี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ฉันขอเพียงแค่ตลอดหนึ่งเดือนต่อจากนี้ไป ขอให้เราสองคนพยายามใช้ชีวิตตามปกติให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ลูกชายของเรามีปัญหา และให้เวลาเขาในการปรับตัวกับเรื่องนี้ด้วยค่ะ”
เมื่อได้ฟังแบบนั้น เจฟ ก็ตอบตกลงและเห็นด้วยเป็นอย่างมาก แต่มันก็มีอะไรมากกว่านั้น เพราะเธอได้กล่าวต่อไปว่า “ และอีกเรื่องหนึ่ง ตลอดหนึ่งเดือนต่อจากนี้ ฉันขอให้คุณอุ้มฉันไปส่งที่หน้าประตูบ้านทุกเช้าก่อนไปทำงาน เหมือนดังเช่นที่คุณเคยทำกับฉัน ในตอนที่เราแต่งงานกันใหม่ ๆ ด้วยนะคะ”
คำขอสุดท้าย
แม้ในความคิดของ เจฟ ตอนนั้น จะคิดว่าเธอบ้าไปแล้ว แต่เพียงเพื่อทำให้ช่วงเวลาสุดท้ายของเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เขาจึงยอมรับคำขอแปลก ๆ ของเธอไป
หลังจากนั้น เจฟ ก็ออกไปทำงาน พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเงื่อนไขการหย่าร้างของภรรยาเขา ให้กับ เจน แฟนใหม่เขาได้ฟัง
และเมื่อเธอฟังจบ เธอก็หัวเราะเสียงดังลั่นขึ้นมา พร้อมทั้งพูดว่า “นี้มันไร้สาระมาก ๆ เลยนะคะ แต่ไม่ว่าเธอจะใช้อุบายอะไร เธอก็ต้องหย่าอยู่ดี” เธอพูดด้วยท่าทางเหยียดหยามเล็กน้อย
ชัยชนะ
และนับต้องแต่นั้นเป็นต้นมา เจฟ ก็ทำตามสิ่งที่ภรรยาเขาได้ขอไว้ ซึ่งในวันแรกที่จะต้องอุ้มไปส่งเธอที่ประตูทั้งคู่ก็ดูเงอะงะ เสียจนลูกชายของเขาเดินเข้ามาตบหลังพ่อเบา ๆ แล้วพูดว่า “พ่อจับมือแม่ไว้สิครับ”
แม้จะเป็นเพียงคำพูดสั้น ๆ แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เจฟ จึงจับมือภรรยาของเขา แล้วก็อุ้มเธอขึ้น จากนั้นก็เดินออกจากห้องนอน ผ่านห้องนั่งเล่น แล้วไปหยุดที่หน้าประตูบ้าน
ซึ่งในระหว่างที่เธออยู่ในอ้อมแขนของเขา เธอก็หลับตาลง พร้อมพูดเสียงเบา ๆ ออกมาว่า “ได้โปรดอย่าบอกลูกชาย เกี่ยวกับการหย่าร้างครั้งนี้ของเรา” เมื่อเธอพูดจบ เจฟ ก็ รีบพยักหน้าตอบรับทันที
ขอร้อง
แล้วเขาก็วางเธอลง จากนั้นเธอก็เดินไปรอรถบัสเพื่อไปทำงาน ส่วน เจฟ ก็ขับรถไปที่สำนักงานของเขาหลังจากส่งภรรยาได้ไม่นาน
ในวันที่สองพวกเขาทั้งคู่ก็ทำได้ดีมากขึ้น ซึ่งในระหว่างที่อุ้ม เธอก็เข้ามาพิงอกของเขาเบา ๆ จนทำให้ เจฟ ได้กลิ่นน้ำหอมจากเสื้อของเธอ และความรู้สึกที่ว่า เขารู้ว่าเขาไม่ได้ดูแลผู้หญิงคนนี้อย่างดีมาเป็นเวลานาน
เขารู้ว่าเธอไม่ได้อายุน้อยเหมือนแต่ก่อนแล้ว บนใบหน้าของเธอมีริ้วรอยเล็ก ๆ ผมของเธอก็ค่อนข้างเทามากขึ้น และการแต่งงานของเราทำให้เธอตกต่ำเหลือเกิน ความคิดและความรู้สึกเหล่านี้ถาโถมเข้ามาในหัวของเขา จน เจฟ ต้องถามตัวเองย้ำ ๆ ว่า “ฉันทำอะไรกับเธอไปเนี้ย”
ความรู้สึกจากด้านใน
ในวันที่สี่ ขณะ ที่เขาอุ้มไปส่งเธอ เขาก็รู้สึกถึงความใกล้ชิดที่กลับมาอีกครั้ง แต่ก็ได้เพียงแค่พูดในใจว่า “นี่คือผู้หญิงที่มอบชีวิตให้กับฉันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา”
ในวันที่ห้าและวันที่หก เขา ก็ตระหนักได้ว่า เรารู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาไม่อาจที่จะบอก เจน แฟนใหม่ของเขา ถึงเรื่องนี้ได้
จนกระทั้ง เช้าสุดท้าย ในระหว่าง ที่ภรรยาของเขา กำลังเลือกชุดที่จะสวมใส่อยู่นั้นเอง เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็ดังขึ้น
สิ่งที่ไม่เหมือนเดิม
เขาจึงมองเหลือบเข้าไปดู ก็ได้พบเข้ากับว่า เธอลองชุดเดรสหลายชุด แต่ก็ไม่สามารถหาชุดที่เหมาะได้เลย ซึ่ง ณ ขณะ นั้นมันทำให้ เจฟ นึกขึ้นมาได้ว่า “เพราะเธอมีหุ่นที่ผอมเพรียวมากขึ้น จึงอาจเป็นเหตุให้เขาสามารถอุ้มเธอได้อย่างสบาย ๆ อีกทั้ง ชุดที่เธอมีก็ดูตัวใหญ่เกินไปแล้ว”
เมื่อคิดได้แบบนั้น เจฟ ก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปลูบผมของภรรยาเขาเบา ๆ คล้ายจะปลอบใจ ซึ่งในจังหวะในเอง ลูกชายของเขาก็วิ่งเข้ามา แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “พ่อมันถึงเวลา ที่พ่อจะต้องอุ้มแม่ออกไปทำงานแล้วนะ”
ในตอนนี้สำหรับเด็กชายตัวน้อย เมื่อได้เห็นว่า พ่อของเขาอุ้มแม่ออกไปทำงานทุกวัน มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในชีวิตเขาไปเสียแล้ว และเมื่อได้ฟังแบบนั้น ภรรยาของเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ลูกก็เข้ามากอดพ่อแน่น ๆ บ้างสิ”
รอยยิ้ม
ลูกชายจึงรีบวิ่งเข้ามากอดพ่อของเขาด้วยความดีใจ แต่ในขณะนั้นเอง เจฟ ก็รีบหันหน้าหนี เพราะกลัวที่จะมองและกลัวว่าจะเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้ายของการหย่าครั้งนี้
จากนั้นเขาก็อุ้มเธอไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินจากห้องนอน ผ่านห้องนั่งเล่นไป จนถึงประตูหน้าบ้าน มือของเธอโอบรอบคอของเขาเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน เจฟ ก็กอดเธอไว้แน่น เหมือนดังวันแต่งงานของเขาและเธอไม่มีผิด
แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่น้อยลง มันทำให้เขาเริ่มรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก เขาแทบจะไม่อยากวางเธอลงเลย จนกระทั่งลูกชายของเขาวิ่งขึ้นรถโรงเรียนไป
วันสุดท้าย
แต่เขาก็ยังคงกอดเธอไว้แน่น และพูดว่า “ผมไม่เคยสังเกตเลยว่า แท้จริงแล้วชีวิตของเราขาดความใกล้ชิดนี้เอง” หลังจากนั้นเขาก็วางเธอลง แล้วก็ขับรถไปทำงานดังเช่นที่ผ่านมา
ในทันทีที่ไปถึง เขาก็รีบก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็วโดยไม่ล็อคประตูรถเสียก่อน ในตอนนั้นเขาคิดเพียงแค่ว่า “เขาไม่อยากทำอะไรชักช้าอีกต่อไปแล้ว และเขาก็ไม่อยากเปลี่ยนใจอีกแล้ว”
เขาจึงรีบเดินขึ้นไปชั้นบนสุด เพื่อเข้าไปที่ห้องทำงานของเขา และหลังจากนั้นไม่นาน เจน ก็เปิดประตู เข้ามา เขาจึงพูดกับเธอไปว่า “เจนผมขอโทษ แต่ในตอนนี้ผมไม่ต้องการที่จะหย่าอีกต่อไปแล้ว”
การเปลี่ยนแปลง
เมื่อได้ฟังแบบนั้น เจน ก็มองมาที่ เขา อย่างประหลาดใจแล้วก็ใช้หลังมือมาแตะที่หน้าผากของเขา พร้อมทั้งพูดว่า “ คุณมีไข้รึเปล่าค่ะ” หลังจากที่เธอพูดจบ เจฟ ก็จับมือของเธอที่นาบอยู่บนหน้าผากของเขา
แล้วก็กล่าวว่า “ ผมขอโทษนะเจน ที่ผมพูดว่าจะไม่หย่า เพราะชีวิตการแต่งงานของผมมันไม่ได้น่าเบื่ออีกต่อไปแล้ว อาจเป็นเพราะผมไม่เคยเห็นคุณค่า และใส่ใจรายละเอียดชีวิตคู่ของผมและภรรยาให้มากเท่านั้นเอง
มันทำให้ผมเข้าใจว่าที่ผ่านมามันไม่ใช่เพราะเราไม่ได้รักกัน ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าตั้งแต่วันแรกที่ผมพาเธอเข้าไปอยู่ในบ้าน ในวันแต่งงานของเรา ผมควรจะอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขนของผมจนกว่าความตายจะมาพรากเราจากกัน”
สุดท้าย
เมื่อเขาพูดจบ เจน ก็เดินเข้ามาตบหน้าเขา เสียงดังลั่น แล้วก็ปิดประตูกระแทกเสียงดัง ปัง ! แล้วก็วิ่งร้องไห้ออกไป
หลังจากนั้น เจฟ ก็รีบเดินลงบรรไดแล้วตรงไปที่รถ เขาขับรถตรงไปที่ร้านขายดอกไม้ เพื่อจะซื้อช่อดอกไม้ให้ภรรยา ซึ่งในตอนนั้นหลังจากช่อดอกไม้จัดเสร็จเรียบร้อย พนักงานขายจึงถาม เขาว่า “ ขอโทษนะคะ คุณจะเขียนข้อความอะไรลงบนการ์ดไหมค่ะ”
เขาจึงยิ้ม ด้วยความเขิลอาย แล้วเดินไปหยิบปากกาที่วางไว้บนโต๊ะด้านข้าง พร้อมบรรจง เขียนข้อความลงไปว่า “ผมจะขออุ้มคุณออกไปส่งที่หน้าประตูทุกเช้า จนกว่าความตายจะมาพรากเราจากกัน”
คำขอบคุณ
ซึ่งเย็นวันนั้น เขากลับมาถึงบ้าน พร้อมด้วยช่อดอกไม้ในมือ แล้วก็รอยยิ้มบนใบหน้า เขาวิ่งขึ้นบันไดไปเพื่อตามหาภรรยาของเขา แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเขาได้พบเพียงร่างที่ไร้วิญญาณของภรรยาเขานอนอยู่บนเตียงเท่านั้น
และในวันนั้นเอง เขาก็ได้รู้ความจริงจากข้อความที่ภรรยา เขียนไว้ให้เขาว่า “ ฉันต่อสู้กับโรคมะเร็งนี้มาหลายเดือนแล้ว ซึ่งตัวของคุณเองก็มั่วแต่ยุ่งกับผู้หญิงคนใหม่จนอาจลืมสังเกตถึงอาการป่วยของฉัน และแน่นอนว่าฉันรู้ว่าฉันจะต้องตายในไม่ช้า
ฉันจึงต้องการที่จะหยุดการกระทำในทางลบที่คุณจะมีให้ฉัน เพื่อที่ว่าอย่างน้อยในสายตา ของลูกชายเรา คุณและฉันจะยังคงเป็นคู่ที่รักกันมาก ๆ ตลอดไป”
ดังคำที่กล่าวไว้ว่า “พรุ่งนี้อาจไม่มีฉัน พรุ่งนี้อาจไม่มีเราเพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ฉะนั้นจงทำให้ดีที่สุดตั้งแต่ในวันนี้ เพราะในวันพรุ่งนี้มันอาจจะสายเกินไปที่คิดจะทำอะไรซักอย่าง”
แปลและเรียบเรียงโดยเรื่องเล่าจากดาวนี้
ที่มา:
https://books.google.co.th/books?id=_0fbBgAAQBAJ&pg=PA48&lpg=PA48&dq=When+I+got+home+that+night+as+my+wife+served+dinner,+I+held+her+hand+and+said,+I%E2%80%99ve+got+something+to+tell+you..++short+story&source=bl&ots=9-Kj6gNv7o&sig=ACfU3U2o9JRIlNUFrvts171kF80LWz8gjg&hl=en&sa=X&ved=2ahUKEwjB2-qM-vHoAhUIA3IKHbCACPEQ6AEwAnoECAUQAQ#v=onepage&q=When%20I%20got%20home%20that%20night%20as%20my%20wife%20served%20dinner%2C%20I%20held%20her%20hand%20and%20said%2C%20I%E2%80%99ve%20got%20something%20to%20tell%20you..%20%20short%20story&f=false
อ่านบทความเรื่องเล่าจากดาวนี้เพิ่มเติมได้ที่
หากชื่นชอบก็อย่าลืมกด Like กด Share เพื่อเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ สามารถแชร์แนวคิด มุมมองดีๆได้ใน Comments นี้เลย 😄
ความคิดเห็น
ไข่มุกดำ
ชอบครับ
19 ก.ค. 2020 เวลา 18:26
เรื่องเล่าจากดาวนี้
ขอบพระคุณมาก ๆ เลยนะคะ 😍🥰🙏🏻
20 ก.ค. 2020 เวลา 05:36
หมีขาว | Me and My Sis.|
เรื่องนี้เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เวลามีเรื่องราวดี ๆ เพื่อน ๆ ก็จะแชร์มาในอีเมล์ พอได้มาอ่านอีกครั้งก็ยังคงรู้สึกอินกับเรื่องนี้ มันสะกิดในเรื่องความใส่ใจได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ที่สำคัญสรุปตอนท้ายน่าจะโดนใจใครหลายคนเลยทีเดียว🙏👍👍
15 ก.ค. 2020 เวลา 00:56
เรื่องเล่าจากดาวนี้
ว้าว ขอบพระคุณมาก ๆ เลยนะคะ ดีใจที่บทความนี้เป็นประโยชน์ได้สักเล็กน้อยค่ะ 🥰😊🙏🏻
25 ส.ค. 2020 เวลา 08:34
23 พ.ค. 2020 เวลา 12:08
เรื่องเล่าจากดาวนี้
ว้าว ขอบพระคุณ มาก ๆ เลยนะคะที่เข้ามาอ่านแล้วชื่นชอบค่ะ 😊🥰🤗
24 พ.ค. 2020 เวลา 01:18