โพสต์

การดำเนินธุรกิจของ Facebook กำลังย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง
10 กว่าปีก่อน เฟสบุ้คเริ่มเข้ามาทำการตลาดและมีบทบาทในบ้านเรา หลังจากนั้น แพลตฟอร์มนี้ก็เติบโตขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ภายในเวลาไม่นาน จากที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษาทั่วไป แต่ไม่นานผู้เฒ่าผู้แก่มากมาย ก็เริ่มเข้ามาใช้เฟสบุ้คเป็นสื่อสังคมมากขึ้น
ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ้ค เป็นทั้งตัวกลาง เป็นทั้งตัวเชื่อมต่อของผู้คนในสังคม ไปจนถึงเป็นโลกอีกโลกหนึ่งสำหรับใครหลายคน
รู้ไหม จำนวนผู้ใช้งานเฟสบุ้คทั่วโลก ทำลายสถิติล่าสุดกว่า 2.6 พันล้านบัญชี ถึงกระนั้น การทำการตลาดกับผู้คน 2.6 พันล้านของเฟสบุ้ค อาจจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง..ก็เป็นได้
เราทุกคนรู้กันดีว่าเฟสบุ้คถือกำเนิดมาด้วยฝีมือของ เศรษฐีมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ช่วงที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย และได้ออกแบบแพลตฟอร์มแชทขึ้นมา
เมื่อมันมีโอกาสทางธุรกิจ มาร์คก็ได้ใช้สิ่งนั้น เป็นเครื่องมือทำเงินมาถึงปัจจุบัน จนมีผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างถล่มทลาย สร้างเม็ดเงินให้กับมาร์ค ข้อมูลล่าสุดมากกว่า 79.9 พันล้านเหรียญ หรือ 2.47 ล้านล้านบาท เป็นเศรษฐีอันดับ 7 ของโลก
ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนกำลังบริโภคสินค้าที่มาร์คผลิตขึ้นอยู่
แต่เมื่อย้อนกลับไปสักประมาณ 5-10 ปีก่อน หากเราต้องการสร้างเพจเฟสบุ้คสำหรับทำการค้า เพจให้ความรู้ เพจเผยแพร่การลงทุน หรือเป็นเพจเพื่อความสนุกสักหนึ่งเพจ แน่นอนว่าตอนนั้นมันยังเป็นเทรนด์ใหม่ และเทรนด์ใหม่ที่ว่า มักจะได้รับความนิยมเป็นอย่างดีอยู่เสมอ
บางเพจหากมีการทำการตลาดถูกกลุ่ม เช่น เพจคำคมสำหรับวัยรุ่น เพจท่องเที่ยว เพจความรัก หรือเพจรีวิวอาหาร ก็จะได้รับความนิยม มีผู้ติดตามเป็นแสนเป็นล้าน
ทว่าปัจจุบัน หากใครที่อยากทำเช่นนั้นบ้าง ก็คงจะไม่ได้เติบโตมีผู้ติดตามเป็นแสนเป็นล้านได้ง่ายเช่นนั้น หรือถ้าจะรอให้เติบโตก็ต้องลงทุนด้วยเวลา หรือเงินเข้าแลก
และสิ่งนี้เอง ที่เป็นการตลาดที่บริษัทของมาร์คออกแบบขึ้นมา เพราะแต่ก่อนเพจเฟสบุ้คไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณา ก็มีผู้ติดตามเป็นแสน ๆ แต่ถ้าตอนนี้อยากให้ผู้ติดตามเป็นแสน ๆ ก็ต้องจ่ายค่าโฆษณานับหมื่นนับแสนเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ บางธุรกิจก็มีการจ่ายค่าโปรโมทผ่านเฟสบุ้ค เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น
รู้ไหม บริษัทระดับโลกต้องเสียค่าโปรโมทกันไปเท่าไหร่ ?
ข้อมูลปี 2019
Unilever จ่ายมากที่สุดอันดับหนึ่งของโลก 42.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Honda (อเมริกา) จ่าย 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Coca-Cola จ่าย 22.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Lululemon จ่าย 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Verizon จ่าย 22.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Brichbox จ่าย 947,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Levi Strauss & Company จ่าย 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Patagonia จ่าย 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
REI จ่าย 22.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
แต่ที่น่าสนใจคือบริษัทเหล่านี้ กำลังที่จะหยุดจ่ายค่าโฆษณาให้กับเฟสบุ้ค บางแบรนด์อาจหยุดแค่ระยะเวลาเป็นเดือน ขณะที่บางแบรนด์ก็หยุคจ่ายค่าโปรโมทไปจนถึงปีหน้า และไม่ใช่แค่เฟสบุ้คแพลตฟอร์มเดียว เพราะอาจจะรวมไปถึงแพลตฟอร์มในเครืออย่างอินสตาแกรมด้วย
ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ หลายคนอาจจะรู้กันอยู่แล้วว่า เฟสบุ้คไม่สามารถแก้ปัญหาโพสต์ของโดนัล ทรัมป์ ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ตลอดจนปัญหาการใช้ถ้อยคำโจมตีบุคคล ด้วยเหตุทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เพศ และรสนิยมได้
นอกจากบริษัทที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แบรนด์ยักใหญ่ระดับโลกหลายราย ก็เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Pepsi Stabucks และอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึง
ที่น่าจับตามองก็คือ เมื่อยักษ์ใหญ่รวมใจคว่ำบาตรกันจนหมด มีหรือที่ผู้เล่นรายย่อยและผู้บริโภคในตลาดจะไม่คว่ำตาม
นี่อาจเป็นมรสุมครั้งใหญ่สำหรับเฟสบุ้ค ที่ต้องขาดรายได้ไปมหาศาล และโลกของธุรกิจยุคนี้ เป็นยุคที่ใครก็สามารถดิสทรับระบบธุรกิจเดิม ๆ ได้
หากในระยะยาว เฟสบุ้คยังคงโดนคว่ำบาตรเช่นนี้ แล้วถ้าเกิดมีผู้เล่นรายใหม่ก้าวขึ้นมาครองใจผู้คนแทนเฟสบุ้ค คำถามก็คือ เฟสบุ้คจะยังคงผูกขาดโลกออนไลน์เช่นนี้อยู่หรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อคิดเห็นส่วนหนึ่งของผู้เขียนเท่านั้น และท้ายที่สุด ผู้เขียนไม่ได้ต้องการจะนำเสนอข้อมูลที่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หากเพจของเรายังคงบกพร่องในคอนเทนท์ต่าง ๆ อยู่ เพจ Swivel ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย หรือถ้าหากเห็นว่า ข้อมูลที่เสนอไปยังไม่เพียงพอ ทุกท่านสามารถคอมเมนท์ติชมได้
“เพราะสิ่งที่ผู้เขียนรู้ เป็นเพียงหนึ่งหยดน้ำ ในมหาสมุทรอันกว้างไกล..แค่เท่านั้น”
ส่งต่อทุกแรงบันดาลใจ Share For Inspire
Follow Us On “Facebook” https://www.facebook.com/swivelth
Follow Us On “Instragram” https://www.instagram.com/swivel.th/
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้