ความตาย...ที่เราปฏิเสธไม่ได้
ทุกวันนี้ ข่าวตามทีวี โซเชียลมีเดีย ฯลฯ มีคนเสียชีวิตไม่เว้นแต่ละวัน เคยสงสัยไหมว่า...พวกเขาเหล่านั้น เสียชีวิตแล้วไปอยู่ที่ไหน มีความเป็นอยู่เป็นอย่างไร ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์
เพราะชีวิตหลังความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนที่อยู่ เนื่องจากเราต้องไปเกิดอีก บ้านหลังเก่า คือ ร่างกายที่เราอาศัยอยู่ตั้งแต่เด็กนี้ เมื่ออายุมากเข้าก็จะหมดสภาพไปตามกาลเวลา คือ โรคชราถามหาแล้วก็ต้องจากโลกนี้ไป บางท่านยังไม่แก่ แต่ป่วยไข้ หรือเกิดอุบัติเหตุร่างกาย แหลกสลายตายไป
เปรียบกายมนุษย์เหมือนบ้าน
หากเปรียบร่างกายมนุษย์เหมือนบ้าน บางทีก็เก่าจนผุพัง บางทีก็ถูกไฟไหม้ ถูกแผ่นดินไหว ถูกทุบรื้อทำลาย กายเราก็เช่นกัน หมดสภาพด้วยหลายเหตุ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อร่างกายนี้หมดสภาพจนเราไม่อาจจะอาศัยอยู่ต่อไปได้ก็ต้องทิ้งไป เมื่อหลุดออกไปปุ๊บก็ต้องไปหาบ้านใหม่อยู่
ในทางโลกหากบ้านหลังเก่าอยู่ไม่ได้ เพราะเจอปัญหาสารพัดอย่าง ก็ต้องไปหาที่อยู่ใหม่ แล้วเราจะซื้อบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่โตได้มากเท่าใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีทุนเท่าไร ถ้ามีทุนมากก็สร้างคฤหาสน์สร้างปราสาทได้ แต่ถ้ามีทุนน้อยก็อาจจะได้อยู่เพียงกระต๊อบหลังเล็กๆ เท่านั้น หรือถ้าไม่มีทุนเลยก็อาจจะต้องไปอาศัยเขาอยู่ หรือเป็นคนเร่ร่อนจรจัดก็เป็นได้
ในลักษณะเดียวกัน ถ้าเราสร้างบุญไว้มาก เราก็มีสิทธิ์ไปอยู่ในกายที่ละเอียดประณีตขึ้น เช่น กายทิพย์ของเทวดา นางฟ้า กายพรหม กายอรูปพรหม เป็นต้น ถ้ามีบุญกุศลมากขึ้นจนกระทั่งหมดกิเลส ก็ได้อาศัยกายธรรมเข้าพระนิพพานไปเลย แต่ถ้าเราสร้างบุญไว้น้อย ก็อาจจะได้เป็นเพียงภุมมเทวา คือ เทวดาที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน หรืออาจจะเป็นเพียงกายสัมภเวสี เร่ไปร่อนมาวนเวียนหาที่เกิดก็ได้
ถ้าเราบุญน้อยลงไปอีกและมีบาปมาก ก็เริ่มต้องไปอาศัยกายสัตว์เดรัจฉานอยู่ อาจจะกลายเป็นเสือ ช้าง กวาง เก้ง หมู หมา กา ไก่ หรือถ้าเกิดว่ามีบาปมากขึ้นไปอีก ก็ไปเกิดเป็นเปรตบ้าง อสุรกายบ้าง หน้าตาน่ากลัวทีเดียว
คนไหนขี้เหนียวมากๆ ไม่เคยแบ่งปันอะไรให้ใคร แถมยังไปขโมยของเขา ขโมยของวัด ขโมยของชาวบ้าน ก็จะไปเกิดเป็นเปรตพุงโร หัวโต ปากลีบ หิวโซ เพราะกินอะไรไม่ได้ แถมยังมีอายุยืนยาวเป็นล้านๆ ปีอีกด้วย ต้องทนทุกข์ทรมานมาก
หากไปตกนรกเข้าก็ต้องเจอทัณฑ์ทรมานสารพัดชนิด มหานรกมีทั้งหมด 8 ขุม ขุมที่ลึกที่สุด คือ อเวจีมหานรกเป็นมหานรกขุมที่ 8 มหานรกแต่ละขุมจะมีนรกขุมบริวาร คือ อุสสทนรก และยมโลกอยู่ล้อมรอบอยู่ การจะได้ไปเกิดในนรกขุมไหนก็แล้วแต่ว่าใครทำกรรมประเภทใดมา
Cr : dmc.tv
“ตกนรกก็เหมือนติดคุก”
นอกจากจะไม่มีบ้านอยู่แล้ว ยังต้องถูกจองจำ สัตว์นรกตัวโตใหญ่ น่าเกลียดน่ากลัว ถูกลงโทษทรมานสารพัด
เราทุกคนไม่มีใครที่ไม่เคยขึ้นสวรรค์เป็นเทวดา นางฟ้า มาก่อน แล้วก็ไม่มีใครไม่เคยตกนรกเลย เราล้วนเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น ตอนนี้เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จงอย่าประมาทในการทำความดี ยิ่งเกิดมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนา มาพบเนื้อนาบุญอย่างนี้ก็ให้ตั้งใจสร้างบุญเต็มที่ ถึงจะคุ้มกับที่อุตส่าห์มีบุญเกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา
ใครที่พบพระพุทธศาสนาแล้วไม่หมั่นสร้างบุญนั้นน่าเสียดาย มิหนำซ้ำใครที่นอกจากจะไม่หมั่นสร้างบุญแล้ว ยังเกิดมีความคิดผิดเพี้ยนไปจาบจ้วงล่วงเกินและดูหมิ่นพระรัตนตรัย ต้องบอกเลยว่าน่ากลัวจริงๆ อันตรายมากๆ
ดังนั้นเราอย่าได้เผลอดูหมิ่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างเด็ดขาด แต่ให้ตั้งใจขวนขวายสร้างความดี แล้วหลีกเลี่ยงอกุศลกรรมทั้งปวง หากทำได้อย่างนี้แล้วละก็ ถือว่าเราเตรียมตัวก่อนตายได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว
วัตถุประสงค์ของการจัดงานศพ
เรื่องราวของการจัดพิธีกรรมทางศาสนา เวลามีคนที่เรารักตายไปนั้นเราจะเห็นว่าศาสนาแต่ละศาสนาในแต่ละประเทศ ก็มีพิธีกรรมแตกต่างกันไป หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดงานศพว่า พิธีกรรมแบบนี้มีไว้เพื่ออะไร แล้วจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ตายจริงๆ
เนื่องจากผู้ตายก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน ส่วนญาติพี่น้องเอง ก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่เกิดการสูญเสียขึ้นและรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ เพราะฉะนั้นหากมองว่าพิธีกรรมต่างๆ เป็นเพียงการปลอบประโลมใจ ก็เป็นการจัดพิธีเพื่อให้ญาติมิตรมาชุมนุมกัน ได้แสดงความระลึกถึงกัน ถือเป็นการให้เกียรติผู้ตาย กระทั่งบางทีการจัดงานก็กลายเป็นหน้าตาของญาติพี่น้องของผู้ตายที่ยังมีชีวิตอยู่
แต่หากเรารู้หลักความจริงในทางพระพุทธศาสนาแล้ว พิธีกรรมภายนอกเหล่านั้นเป็นแค่เปลือก เราควรสนใจให้ความสำคัญที่สาระมากกว่า ซึ่งสาระก็คือ “คนตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้เลย” แม้แต่ร่างกายของเขาเองก็ยังเอาไปไม่ได้ อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง สิ่งที่เอาไปได้เพียงอย่างเดียว คือ “บุญกับบาปที่ติดอยู่ในกลางใจ” เท่านั้นเอง พอเข้าใจอย่างนี้แล้ว สิ่งเดียวที่ญาติพี่น้องควรให้ผู้ตายก็คือ “บุญ” นั่นเอง
บางท่านไม่รู้หลักปฏิบัติ เมื่อมีบุคคลอันเป็นที่รักตายก็เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญ มีความรู้สึกเหมือนว่าเขายังไม่ตายยังอยู่กับตน บางคนซึ่งยังไม่อยากตาย ก็ฝากความหวังว่าตนอาจมีโอกาสฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้
ยกตัวอย่างเช่น พระมหากษัตริย์อียิปต์ในอดีตมีความหวังว่า เมื่อตนเองตายแล้ว ในอนาคตอาจฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ จึงสั่งทำศพเป็นมัมมี่ (Mummy) พันผ้าฉีดยารักษาร่างกายเอาไว้ เผื่อว่าตนเองจะฟื้นขึ้นมาในอนาคต เขาลงทุนลงแรงสารพัด ทั้งรักษาร่างกายให้ไม่เน่าเปื่อย ทั้งสร้างพีระมิด (Pyramid) ให้อยู่ ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ได้สาระประโยชน์อะไร หากใครเคยเห็นมัมมี่ที่ถูกแกะผ้าออกมาแล้ว ก็ปรากฏว่าแห้งกรังอยู่อย่างนั้น หมดค่าใช้จ่ายมหาศาลโดยเปล่าประโยชน์
บางท่านมัวแต่โศกเศร้าคร่ำครวญกอดศพลูกของตน กระทั่งสัตว์เลี้ยงของตนที่ตายแล้วไม่ยอมปล่อย อย่างนี้ก็ไม่ใช่สาระ เราต้องเข้าใจหลักธรรมว่า สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เมื่อตายลง เจ้าตัวก็ทิ้งร่างไป เมื่อละโลกไปแล้วร่างกายนั้นก็เหมือนเป็นของปฏิกูลน่ารังเกียจ เขาไม่มาสนใจใยดีกายนี้แล้ว เขาไปเป็นกายละเอียดแบบใหม่ของเขาตามกำลังบุญกำลังบาปนั่นเอง
เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจหลักธรรมในพระพุทธศาสนาข้อนี้ แล้วอย่าไปยึดติดกับกายหยาบนี้จนเกินไปนัก หากคิดถึงเขาก็ส่งบุญไปให้ด้วยการทำความดี หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลส่งไปให้เขานั่นเอง
ดังนั้น การจะให้ผู้ตายได้รับบุญ ญาติมิตรก็ควรจัดพิธีสวดพระอภิธรรม โดยมีธรรมเนียมคือ 7 วัน เพราะถ้าผู้ตายไม่ได้มีบุญมากจริง ๆ หรือมีบาปหนักจริงๆ ส่วนใหญ่ เมื่อตายแล้วเขาจะยังวนเวียนอยู่ 7 วัน แล้วจึงไปยมโลกเพื่อรอการพิพากษาของพญายมราช ซึ่งในช่วง 7 วันนี้เอง ผู้ตายยังมีโอกาสมาฟังสวดพระอภิธรรมได้และยังมีโอกาสรับบุญได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
เพราะฉะนั้นให้อาศัย 7 วันนี้ส่งบุญให้แก่ผู้ตาย โดยญาติพี่น้องรีบทำบุญส่งไปให้เขา พอครบ 7 วัน ยมทูตนุ่งผ้าหยักรั้งสีแดง ผมหยิกหยอย ผิวดำหน้าตาขมึงทึงจะมาคุมตัวไปยมโลก เพื่อรับคำพิพากษา ซึ่งผู้ตายอาจจะต้องไปตกในนรกขุมลึกๆ หรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่เราส่งบุญไปไม่ถึงก็มี ดังนั้นในช่วง 7 วันนี้ผู้ตายยังมีโอกาสรับบุญอยู่ให้เรารีบส่งบุญกุศลไปให้ผู้ตายจะดีกว่า
ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักอ้างว่างานยุ่ง ถ้ามีคนในครอบครัวตายแล้วจะสวดพระอภิธรรมถึง 7 วันไม่ค่อยไหว บางงานสวดเพียง 3 วัน หรือบางงานสวดวันเดียวก็มี แต่ในความจริงแล้วขอเพียงเราจับหลักสำคัญให้ได้ว่า การจัดงานศพหรือทำพิธีสวดพระอภิธรรมนั้นเป็นการส่งบุญไปให้ผู้ตาย
เพราะฉะนั้น สาระอยู่ที่ว่า “ทำให้เกิดบุญ แล้วเอาบุญส่งไปให้ผู้ตาย” ยิ่งถ้าช่วงกลางวันญาติพี่น้องพากันไปทำบุญเลี้ยงพระด้วยยิ่งดีใหญ่ แล้วร่วมกันสร้างบุญใหญ่ เช่น สร้างพระ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างบุญอะไรก็ได้เท่าที่กำลังเราทำไหว แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์ การฟังสวดพระอภิธรรม อาราธนาศีล ฟังพระสวดพระพุทธมนต์ เหล่านี้เป็นทางมาแห่งบุญทางหนึ่ง แต่ถ้าพระสวดไปเราก็คุยกันไปอย่างนี้บุญที่ได้ก็จะน้อย ถ้าจะให้ได้บุญมากเวลาพระสวดก็ให้ตั้งใจฟัง ทำสมาธิไปด้วยแล้วระลึกนึกถึงผู้วายชนม์ นึกให้เห็นเขาใสๆ อยู่ที่กลางท้องของเราที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ แล้วส่งบุญไปให้เขาอย่างนี้ล่ะก็บุญที่ได้ก็จะเต็มเม็ดเต็มหน่วย จับหัวใจสำคัญตรงนี้ได้แล้ว เราก็จะมีวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง
วิธีการปฏิบัติตนเมื่อคนรักจากไป
บุคคลที่ละโลกไปแล้วเขาก็อาจจะไปดีแล้ว แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่บางคนก็จมอยู่กับความเศร้าโศกเสียใจ ในกรณีเช่นนี้ถามว่า ถ้าคนที่เรารักจากไปเราควรจะทำอย่างไร... ก็ให้เรารู้ว่ามนุษย์ทุกคนตายแน่ ยอมรับความจริงข้อนี้ก่อน และเมื่อตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนอยู่ที่เสบียง คือ “บุญ” เพราะฉะนั้นรักใคร คิดถึงใครก็ให้สร้างบุญส่งไปให้เขา
ในครั้งพุทธกาล เคยมีหญิงที่ลูกตายตั้งแต่ยังเล็ก ลูกสุดที่รักตายอยู่ในอ้อมกอดของตน หญิงนางนี้เศร้าโศกเสียใจมาก วิ่งอุ้มศพลูกไปร้องขอให้ทุกคนช่วยเหลือ ร้องคร่ำครวญตลอดทาง “...ช่วยลูกฉันด้วยๆ ” แต่ก็ไม่มีใครช่วยได้
ผู้พบเห็นก็สงสาร แต่ก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร เพราะเด็กได้ตายไปแล้ว แต่หญิงผู้นี้ก็ไม่ยอม พยายามหาคนอื่นๆให้ช่วยต่อไป จนสุดท้ายนางมาถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอให้พระองค์ทรงช่วยนาง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “ได้” เมื่อนางได้ยินคำว่า “ได้” ก็ใจชื้น หูตาสว่างไสว กราบขอบพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทูลถามว่าตนต้องทำอย่างไร...
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย ไม่เคยมีญาติพี่น้องตายเลย หญิงนางนั้นดีใจมากคิดว่าลูกเรารอดแล้วคราวนี้ รีบวิ่งไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดทีละบ้านๆ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นหาได้ง่ายเพราะมีอยู่มาก แต่ว่าบ้านที่ไม่เคยมีคนตายนั้นไม่มี ถามบ้านไหนก็ล้วนเคยมีคนตายมาแล้วทั้งหมด
นางไล่ถามไปทั้งเมือง จนในที่สุดนางก็เริ่มคิดได้ว่า บ้านไหนๆ ก็ล้วนมีคนตายทั้งสิ้น การตายนั้นเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมดาของมนุษย์ เมื่อคิดได้นางก็มากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สุดท้ายจึงคลายใจจากลูกตัวเองได้ แล้วขอบวชปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมในที่สุด
ถ้าเราเข้าใจหลักความจริงข้อนี้ว่า ไม่ใช่เพียงบุคคลผู้เป็นที่รักของเราเท่านั้น แม้แต่ตัวเราเองก็ต้องตาย ดังนั้นจงเตรียมตัวก่อนตายไว้จะดีกว่า ด้วยการสร้างบุญกุศลให้เต็มที่ ห่างไกลจากบาปกรรมอกุศล อย่างนี้ เมื่อละโลกแล้วเราก็จะได้ไปดี
เราจะเห็นได้ว่าความตายไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเลย เราควรหมั่นระลึกถึงความตาย เจริญมรณานุสติทุกๆ วัน ทุกๆ ลมหายใจ เพื่อที่เราจะได้ไม่ประมาทในการละความชั่ว ทำความดี และทำใจให้ผ่องใส
สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อย่าลืมส่งบุญให้กับบุคคลที่เรารัก ที่เขาละโลกไปแล้วให้มากและบ่อยครั้ง เพราะว่าเขาต้องการบุญมากที่สุด ที่สำคัญเราเองก็จะได้มีความสุขสบายหลังจากที่ต้องละโลกไปแล้วด้วยเช่นกัน
เจริญพร
ความคิดเห็น
Vicharn
สาธุ....รู้สึกสบายใจ
14 ก.ค. เวลา 04:19
Setapong Ruangsuwan
สาธุ
12 ก.ค. เวลา 16:34
12 ก.ค. เวลา 05:39