โพสต์

เมื่อคำว่าการสร้างบรรยายกาศ หรือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเรื่องจำเป็น คนรวยๆหลายคนเลือกบ้านที่อยู่อาศัยหรือโรงเรียนให้ลูก มักจะมีคำพูดว่าต้องหาสิ่งแวดล้อมดีๆให้ลูกๆเติบโตในสถานที่ดี คัดสรรมาให้ แพงเท่าไรก็ยอม
cr:YouTube.com
หรือมีคำพูดในที่ทำงานที่ลอยเข้ามาเสมอว่าต้องสร้างบรรยายกาศที่เอื้อต่อการทำงาน หรือมีคำกล่าวว่าสร้างบรรยายกาศในการเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งบรรยายกาศวิชาการในที่ทำงาน จุดมุ่งหมายก็เพื่อช่วยให้ทุกคนมีความสุขในสถานที่ดีๆร่วมกัน
และความจริงก็คือคนที่อยู่ต่างหากที่จะไปช่วยให้สถานที่ดีหรือไม่ดี มีบรรยากาศแบบที่ต้องการหรือไม่ สิ่งแวดล้อมนั้นดีอยู่แล้วหรือเรามีส่วนช่วยให้ดีขึ้นหรือว่าแย่ลง ลองอ่านบทความนี้แล้ววิเคราะห์กัน
ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิต เริ่มเห็นความจริงบางอย่าง แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ว่าที่กล่าวมาข้างต้นถูกหมด เพราะในบริบทของทุกคนมักเกิดอุบัติเหตุที่มากกว่าการคาดฝัน บางคนให้นิยามกับบางเรื่องไว้แตกต่างกันจนเมื่อเวลาผ่านไปก็ยังมองไม่เห็นสิ่งที่คาดหวัง ทั้งที่มันก็ปรากฏในชีวิตของตัวเองทุกวัน
วันนี้ฉันจะมาบอกถึงสิ่งที่ใช้เวลาที่ผ่านมาในชีวิตสรุปเรื่องออกมาเพราะมันเป็นเรื่องที่ใช้เวลา ศึกษารวบรวมข้อมูล(วิจัย)มาหลายปีกว่าจะสรุปได้ดีพอ
วันนี้สิ่งที่ต้องการบอกว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเองกับ วลีที่ว่า
"การสร้างบรรยายกาศทางวิชาการเพื่อการศึกษา"
เรื่องมีอยู่ว่า
เมื่อเริ่มงาน ณ ที่แห่งหนึ่ง ด้วยมีเพื่อนร่วมงานหรือรุ่นพี่ที่จบรุ่นเดียวกันและมามัดอยู่ด้วยกันเป็นกระจุกใหญ่ถึง7-8 คน พี่ทุกท่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เรียกว่าธรรมชาติ(นิสัยส่วนตัว) และต้องมาผสานร่วมกันกับงานที่มีลักษณะเฉพาะและมีความพิเศษมากๆ ทำให้การทำงานค่อนข้างเหนื่อยหนักเครียดสำหรับเด็กใหม่ที่เพิ่งออกจากไข่มาหมาดๆ และการเริ่มงานที่เกินจากตำราเรียนมากมาย
เมื่อความบรรเทิงมาพร้อมเครื่องดนตรีหลากหลาย ที่บรรเลงสารพัดเสียงตัวโน้ต ทุกชนิดทั้งเสียงสูง กลาง ต่ำ มาพร้อมๆกัน ทำให้ผู้ฟังแบบเราต้องเลือกที่จะฟังเครื่องดนตรีที่ชอบเท่านั้น เป็นที่มาของการที่เสียงบาดแก้วหูจากเครื่องดนตรีบางชนิดที่ไม่ชอบฟังแต่ต้องฟังเมื่อมีการบรรเลงทุกวัน จนกลายเป็นเสียงพิฆาตขึ้น
แต่เพราะที่บ้านอบรมสั่งสอนเสมอให้อดทน และทนอด จึงทนมาได้เกือบ 4ปี แต่ด้วยมีเลือดรักชาติ ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขาด(จริงๆนะไม่ขลาด) จึงเกิดการรบพุ่งขึ้น และเมื่อเราซึ่งเป็นผู้น้อยถูกมองว่าก้าวร้าวและดื้อไม่ยอมฟังดนตรีที่พี่บางคนบรรเลง แถมยังไปกล้าวิจารณ์( เราก็คิดว่าถ้าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มากกว่าตัวเองเราก็ต้องกล้าสนับสนุน ดนตรี ที่เราเองชอบ หรือฟังที่แตกต่างบ้างอะไรประมาณนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องทั้งหมดนะ)
แต่ด้วยกฏหมู่ของวงดนตรีนั้น มันดังและเงียบไปเฉยๆ กับเสียงการบรรเลงที่เราชอบ สร้างความฉงนฉงายให้ผู้ฟังอย่างเรามาก คนที่เล่นดนตรีที่เราชอบมากก็หยุดเล่น คนที่เราพอฟังได้ก็หยุดบรรเลง และที่เราไม่ชอบก็ต่างรีบรัวเสียงดังก้องจนเราเองทนไม่ได้ พอฟังมากๆจะบ้าเอา จึงตัดสินใจขอลาไปเรียนต่อ 2 ปีกว่า(โดดเดียวเดียวดายใครๆก็ไม่รักหนูและหนูก็ไม่เข้าใจ หนูดีขนาดนี้ 555 ขำตัวเองตอนนั้น)
cr: YouTube.com
หลังจากที่เราลาหายไป ช่วงเวลาหนึ่ง และเมื่อจบกลับมา เครื่องดนตรีบางอย่างก็ยังดังเจื้อแจ้วเหมือนเดิมสิ่งที่ต่างคือการยอมรับบางอย่างที่
มากกว่าประสบการณ์ดนตรี การยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นว่าต้องอิงความรู้ อิงตำราก็ต้องมา จะเอาความถนัดมากำหนดเหมือนเดิมไม่ได้ทุกอย่างต้องมีการอ้างอิงทฤษฎี จะมาเล่นผิดโน้ตแล้วปล่อยผ่านคงไม่เหมาะเหมือนเคย เพราะเด็กรุ่นใหม่ๆที่เข้ามาเรื่อยๆ ถ้าคนเก่าไม่ปรับให้เขาได้เกิดการเรียนรู้ เท่ากับเราสร้างความคับข้องใจให้กับพวกเขา การที่เราไม่ดีกว่าเหนือกว่า แต่จะหวังให้เด็กมาเชื่อโดยง่าย เชื่อว่าคงยากเพราะทุกอย่างต้องมีที่ไปที่มาเสมอ
แต่ถึงกระนั้นเราก็พยายามหาคำตอบกับเครื่องดนตรีที่หยุดเล่นไปทั้งที่เราชอบ ว่าเพราะอะไร มันคับข้องใจกับบางอย่าง และเราก็ได้คำตอบเอง เพราะ ว่า มีสาเหตุจากการที่ผู้เล่นดนตรีท่านนั้นเป็นผู้นำวง ถ้าโน้ตที่ท่านเล่นไปเข้าข้าง เครื่องดนตรีชนิดไหนเข้า จะทำให้ถูกมองว่าท่านเลือกข้าง ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นกลาง ท่านต้องเลือกทำให้ทุกอย่างในวงประสานเสียงไปในทิศทางเดียวกัน
โดยเฉพาะการที่ฉัน ซึ่งยังเป็นแค่ผู้ฟังดนตรีใหม่ๆเท่านั้น ฉันยังต้องฟังและศึกษาอีกนาน และกว่าจะสามารถเข้าใจและแก้ไขปัญหาชีวิตได้ (หนีไปเรียนต่อ) จนได้ปริญญาเพิ่มอีกหนึ่งใบ ทั้งที่ตอนจบป.ตรีใหม่ๆบอกตัวเองว่าจะไม่หาเห่าใส่หัว ในที่สุดผ่านมาระยะหนึ่งฉันก็จรออกไปฟังดนตรี ณ ที่แห่งใหม่
แต่สิ่งที่ฉันได้ตามข่าวจากที่เดิม เพราะการขอลาเรียนของฉัน และคงอีกหลายเหตุผลหลายอย่าง มีการเรียนต่อเกิดขึ้นกับที่นั้นอย่างต่อเนื่องนับจากก้าวแรกที่ฉันเดิน เพื่อนที่เคยสนิทเรียนต่อจนจบ ก่อนย้ายหน่วยงาน พี่รองไปเรียนต่อจนจบโท และต่อเอกปัจจุบันกลายไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย รุ่นน้องอีกคนของเราไปเรียนต่อหลังจบก็ไปทำงานสังคมสงเคราะห์ และน้องอีก 2 คนไปเรียนต่อและย้ายหน่วยงาน และที่นั้นก็ยังมีเสียงบรรเลงที่ไพเราะเพราะพริ้งออกมาเป็นระยะ ตามกาลเวลา
อาจเป็นเพราะการที่หน่วยงานที่ดี ได้กำหนดให้การเรียนคือความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และการศึกษาวิจัยเพิ่มคือการพัฒนาองค์กรและพัฒนาคน จึงเกิดการแสวงหาบรรยากาศของการศึกษา และกลายเป็นวิชาการที่อบอวลในที่ทุกอณูของที่นั้น
cr:Google.net
ในวันที่ผ่านมาและการตกผลึกเกิดขึ้น ทำให้ได้เห็นว่าทุกวิกฤตมีโอกาส
เราเลือกที่จะสร้างมันให้เกิดขึ้นในด้านใดก็ตาม สุดท้ายเราก็ต้องอยู่กับมัน ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศแบบไหนหรือสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างไร ถ้าเราไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้นด้วยสติปัญญาก็คงไม่เกิดผลดีได้ สิ่งแวดล้อมดีแต่คนที่มาอยู่อาศัยไม่ดี บรรยากาศดีแต่คนมาอาศัยทำลายบรรยากาศดีๆ หรือไม่สร้างสรร เพื่อทำให้มันดีขึ้นอีก ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้น
ดนตรีที่บรรเลงด้วยความนุ่มนวลไพเราะ แม้แต่รากพืชที่อยู่ใกล้และรับรู้ผ่านการเติบโตไปพร้อมเสียงดนตรีที่ไพเราะรากก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนดนตรีที่เร้าร้อนรุนแรงก็ส่งผลให้รากเหล่านั้นพันกันยุ่งเหยิง
แต่สุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม วงดนตรีก็ยังคงทำหน้าที่ของมันไปตราบเท่าที่ยังมีผู้บรรเลงและผู้ฟัง และที่สำคัญเราต้องขอบคุณทุกคน
ที่ช่วยกันบรรเลง โดยเฉพาะคนที่ช่วยให้เราหลุดออกมาจากความเป็นคนอ่อนแอที่เลือกจะยอมแพ้ และในที่สุดวันที่เราเข้าใจว่าทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตนั้นดีหมดทุกอย่าง ถ้าเราเลือกที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีๆเอาไว้และกำจัดสิ่งที่ไม่เหมาะกับเราออกไป ก็เท่านั้นเอง
ความคิดเห็น

zaba x2

ชอบบทสรุป..
17 ก.ย. เวลา 02:28
1

บทสรุปฉบับ แฮม แฮม

ดนตรียังคมทำหน้าที่ของมันต่อไป 👍👍👍👍👍
16 ก.ย. เวลา 16:14
1

ความจริงเพื่อใคร

แฮมแฮมขอบคุณครับที่แวะมา
17 ก.ย. เวลา 01:44

Just Read It แค่อ่านมันส์

ดนตรีสวยงามเสมอ
16 ก.ย. เวลา 13:29
1
16 ก.ย. เวลา 14:21