เรื่องสั้น คั่นเวลา ลำดับที่ 11
Lost time the series
Ep.6 สายน้ำย่อมไม่มีวันไหลกลับ
“กรีน แกล้งเราซะหอบเลย ถถถถ…..”
ผมบ่นแบบหอบ ๆ
หลังต้องกระโดดตบจบไปสิบรอบ
“ก็วอร์มก่อนจะทำภารกิจไง เฉื่อย 55555”
ตอยพูดพร้อมเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วห้องใต้ดินของหอนาฬิกา
“ไม่ขำล่ะ ตอย… แล้วนายอย่ามาแกล้งเสกให้เราหายล่ะ”
“ลองดูไหม เฉื่อยยยย…”
สิ้นเสียงพูดของตอย กำไลหินที่ข้อมือตอยก็มีแสงสว่างขึ้นมาอีกครั้ง
“เฮ้ย… อ้ายยยยย ตอยยยยย……..อย่าาาา”
เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านพ้นไปแล้ว เปรียบเสมือน สายน้ำ ที่จะไม่มีวันไหลกลับมา
"นี่ ๆ เฉื่อย ตื่นได้แล้ว”
เสียงใครไม่รู้ เหมือนเรียกอยู่ข้างหู
ขณะที่ผมกำลังสะลึมสะลือ
ผมเอามือขยี้ตา
และเพ่งมองไปที่ต้นตอของเสียง
อ่อ...เสียงตอยนี่เอง
“เมื่อกี้นายละเมอเรียกชื่อเราด้วย ตอนเผลอหลับ คงจะคิดถึงเรามากซิท่า 5555”
ตอยพูดไปขำไป
“ดูดิ ไม่รู้ไอ้ของเหลวที่ยืดลงมาหยดบนโต๊ะ
นี่มันนมข้นหวานของโรตีที่คาปากอยู่
หรือน้ำลายอะ แหวะ… สก..ปรก”
เสียงเอพริลที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ
พูดพร้อมทำหน้าเบ้
“นี่ เฉื่อย เอาไปเช็ดปากและคางก่อน”
DM พูดพร้อมเดินเข้ามายื่นผ้าเช็ดหน้าให้ผม
ผมรับผ้าเช็ดหน้าจากมือ DM มา แต่เหลือบไปเห็นหยดอะไรสักอย่างที่เลอะบนโต๊ะ ก็เลยเอาผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดโต๊ะก่อนที่จะเอามาเช็ดที่ปากและคางของตัวเอง หลังจากเช็ดเสร็จก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าคืน DM
“ขอบใจนะ DM”
DM รับผ้าเช็ดหน้าจากมือผมคืนกลับไปพร้อมรอยยิ้มแบบเจื่อน ๆ
“จัดโรตีไปแปดชิ้น เพลินเลยนะ เฉื่อย, สบายพุงจนหลับเลย 5555”
ข้าวน้อยแซว ในระยะเผาขน
ทุกทีที่ผมโดนแซว ผมจะขำตลอด แต่คราวนี้กลับไม่ขำ อาจเป็นเพราะมีสายตาคู่นั้นกำลังจ้องเขม็งมาที่ผมอยู่
สายตาของโต๊ะอู้ สาวน้อย แต่ห้าวมาก ที่กำลังยืนอยู่หน้าห้องประชุม
“เฉื่อย เราว่า งานเข้านายแล้วล่ะ”
เสียงข้าวน้อยพูดแกมเล่นแกมขู่
“นี่ เฉื่อย ถ้านายไม่ตั้งใจจะร่วมทำกิจกรรม ก็ไม่ต้องก็ได้นะ”
เสียงแข็ง ๆ ห้าว ๆ ของโต๊ะอู้ตะโกนลงมาจากหน้าห้อง
“เป็นไง เด็ก ๆ คุยกันไปถึงไหนแล้ว”
เสียงครูมูฟถาม พร้อมกับกำลังเดินเข้ามาหาที่กลุ่มเด็ก ๆ ที่อยู่ในห้องประชุม
“ครูคะ หนูขออนุญาตให้ครูหากลุ่มกิจกรรมอื่นให้เฉื่อยได้ไหมคะ”
โต๊ะอู้ถามครูมูฟ
“มีเรื่องอะไรกันหรือ”
“เฉื่อยเขาไม่ค่อยมีความตั้งใจ และดูท่าว่าจะไม่สนใจด้วยซ้ำค่ะ ครู”
โต๊ะบอกครูมูฟด้วยน้ำเสียงเหมือนน้อยใจนิด ๆ ผสมโกรธหน่อย ๆ
“ผมไม่ตั้ง.. เฮ้อ.. ไม่ใช่ ผมไม่ได้ตั้ง…”
“ไม่ต้องเลย เฉื่อย เธอออกไปจากกลุ่มกิจกรรมเราเหอะ”
เสียงโต๊ะตะโกนตัดบทก่อนที่ผมจะพูดแก้ตัวจบ
“ไม่เป็นไร หนูโต๊ะ เดี๋ยวครูหากลุ่มอื่นให้เขาเอง"
"ส่วนเฉื่อย ตอนนี้ เธอออกไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะ แล้วตอนพักเที่ยงไปพบครูที่ห้องพักครูนะ”
ครูมูฟหันพูดกับผมที่กำลังมึน ๆ อยู่
ผมได้แต่เดินคอตกออกจากห้องประชุมไปพร้อมโรตีที่กินเหลืออยู่ครึ่งชิ้นติดมือ
"เออ… โกรธอะไรนักหนา ก็แค่เผลอหลับตอนกินโรตีไปแปดชิ้นเอง"
ผมได้แต่เดินไปบ่นไป
และความรู้สึกที่ยังหลงเหลือจากความฝันอันแสนแปลกประหลาด
สนามบาสของโรงเรียน
“เฉื่อย… ตกลงครูมูฟหากลุ่มกิจกรรมให้เธอได้แล้วหรือยัง”
DM เดินมาถามผม ขณะที่ผมนั่งเลยเรื่อยเปื่อย
ตรงม้านั่งข้างสนามบาสของโรงเรียน
“อ๋อ ครูเขาหาให้แล้วล่ะ”
“แล้วเฉื่อยได้อะไรมาทำหรือ”
“ได้เล่นเป็นท่านสุนทรภู่ ในการแสดงประกอบเพลง รอยสุนทรภู่ น่ะ”
“โห้ ดีจัง”
“ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่หรอก ครูมูฟให้เราท่องบทในนิราศ…..เอ่อ นิราศอารายหว่า…. คุ้น ๆ เหมือนยี่ห้อซอส….”
ผมจำได้ว่าชื่อมันเหมือนยี่ห้อซอส แต่กลับลืมชื่อนิราศเฉยเลย
“นิราศโรซ่าใช่ปะ เฉื่อย”
เสียงข้าวน้อยดังมาจากด้านหลังผม พร้อมกับบรรดาสมาชิกแกงค์ 'โรตีหวานน้อยใส่นมไม่ใส่ไข่' ที่เหลือ โดยมีโต๊ะเดินตามมาอยู่หลังสุด
“มีด้วยเหรอ ข้าว, นี่เราเชื่อเลยนะ”
ผมหันกลับไปถามข้าวน้อย
“นิราศภูเขาทองย่ะ”
เสียงโต๊ะอู้พูดขึ้นมาห้วน ๆ
“ใช่ ๆ ขอบใจนะ โต๊ะ”
ผมพูดพร้อมหันไปมองที่ใบหน้าและแววตาที่่แสนเรียบเฉยของโต๊ะอู้
และดูเหมือนโต๊ะอู้เดินถอยหลังไปอยู่หลังสุด
ผมจึงลุกขึ้นไปกะว่าจะไปบอกขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น
แต่โต๊ะอู้ก็เดินถอยหลังไปอีก…
การเคลื่อนไหวดูเหมือนหันขั้วแม่เหล็กขั้วเดียวกัน เข้าหากันเลย…
“เฮ้ย! เฉื่อยไม่ต้องเดินตามโต๊ะแล้ว เดี๋ยวโต๊ะมันจะเดินตกขอบสนามเอาหรอก”
เสียงตอยเตือน
“โกรธเราขนาดนี้เลยหรือ โต๊ะ”
ผมถามไป แต่เธอไม่ตอบ
“ไม่โกรธได้ยังไง บทละครเวทีสำหรับงานกิจกรรมวันภาษาไทยที่โต๊ะมันเขียน เขียนบทให้แกเป็นตัวเอกเลยนะ”
เอพริลบอก
“แต่นายดันสนใจแต่กินโรตีจนเผลอหลับ ตอนที่โต๊ะอธิบายบทของนายอยู่พอดี”
ข้าวน้อยเสริม
“ก็เราไม่รู้อ่ะ มันกินจนเพลิน… หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้”
“เอาเหอะ มาดูสิ่งที่นายต้องทำกัน พวกเราเป็นห่วงกลุ่มที่นายไปอยู่นะ กลัวโดนนายพาพวกเขาล่ม 5555”
หลังตอยพูดจบ เสียงหัวเราะก็ตามมาแบบยกแกงค์ ยกเว้นอยู่สองคน
“เราเป็นห่วงเธอจริง ๆ นะ เฉื่อย”
เสียง DM พูดกับผมแบบจริงจังมาก
ส่วนอีกคน ก็...หันไปมองต้นไม้ข้างสนามแทน
“มีเวลาเหลืออยู่ห้าวัน ดูสิว่าเธอต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง”
หลัง DM พูดจบผมก็หยิบกระดาษที่เขียนสิ่งที่ต้องทำจากในเป้ส่งให้ DM
เวทีในหอประชุม
“เฉื่อย ถึงคิวเธอแล้วนะ”
เสียงเตือนจากครูมูฟที่อยู่ด้านหลังผม ขณะยืนอยู่ข้างเวที
“ค..ค..ครับ”
ผมตอบรับครูมูฟด้วยเสียงอันสั่นเครือเพราะความตื่นเต้น
สิ่งที่ผมตื่นเต้น ไม่ใช่เพราะตื่นเวที หรือผู้คนเต็มหอประชุม
แต่สิ่งที่ผมตื่นเต้น ก็คือ
กลัวจะลืมบทพูดที่ซ้อมมาตลอดห้าวันต่างหาก
และแล้วก็ถึงเวลาที่ผมต้องเดินออกไป
พร้อมแผ่นโฟมที่วาดและตัดเป็นรูปเรือแจว สะพายอยู่ข้างเอวผม
กับมือเย็น ๆ ทั้งสองข้างที่ถือใบพายโดยทำท่าพายเรือออกไปหน้าเวที
“ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย”
“ไม่เมาเหล้าแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ”
* จากส่วนหนึ่งในนิราศภูเขาทอง *
“ดีใจจัง เฉื่อยทำได้แล้ว”
เสียง DM ตะโกนขึ้นด้วยความดีใจ
“แหม ดีใจออกนอกหน้าเลยนะ DM”
เสียงข้าวน้อยแซว DM
“ก็ DM ไปช่วยให้เฉื่อยท่องสองบทสั้น ๆ ตลอดห้าวันเลยนี่”
อันพูด
“ใช่ กะเตงพวกเราไปกันครบสามคนเลยนิ จนพวกเราทั้งสามคนน่าท่องสองบทนี้ได้จนขึ้นไปแสดงแทนเฉื่อยได้เลยนะ”
ธีร์เสริม
“พวกเราก็ดีใจที่เห็นเฉื่อยทำแล้วรอด
ไม่พากลุ่มนี้ล่ม โล่งอกจริง ๆ
เออ… ยกเว้น….”
ตอยพูดแล้วหันไปมองหน้าโต๊ะอู้ที่ยืนร่วมกลุ่มกันอยู่
“ใช่ ยิ่งท่อนที่สอง เฉื่อยมันดูเหมือนจะอินมากเป็นพิเศษนะ”
ข้าวน้อยพูดยิ้ม ๆ พร้อมมองสีหน้าโต๊ะอู้ดูปฏิกิริยา แต่สิ่งที่โต๊ะตอบกลับมา คือ…
ใบหน้าที่แสนจะเรียบเฉย
ทั้งแกงค์ เงียบกริบ…
“เอาล่ะ เดี๋ยวเราต้องขอตัวไปซ้อมร้องเพลงปิดกิจกรรมวันภาษาไทยก่อนนะ”
จู่ ๆ โต๊ะอู้ก็พูดขึ้นมา
“อืม งั้นพวกเราที่เหลือจะออกไปซื้อโรตีมากินฉลองกันนะ”
อันพูด
“ตอนนี้ พี่กรรอแว่นกับโต๊ะอยู่ที่ห้องดนตรีสากลแล้ว งั้นเราก็ขอตัวไปเตรียมซ้อมดนตรีด้วยเหมือนกัน พวกเธอที่เหลือก็ออกไปซื้อกันนะ”
หลังจากแว่นพูดจบ ต่างก็แยกย้ายกันไป โดยโต๊ะอู้เดินไปที่ห้องดนตรีสากลกับแว่น ส่วนข้าวน้อย ตอย เอพริล ธีร์ อัน และ DM ก็เดินไปร้านโรตีลุงบังแมน
“ตั้งแต่เฉื่อยแสดงเสร็จ มีใครเจอเฉื่อยยังอะ”
DM ถามขึ้นมาขณะเดินไปร้านลุงบังแมน
“เชื่อหัวไอ้ข้าวเลย… เฉื่อยมันสถิตอยู่ที่ร้านลุงบังแมนนั่นแหล่ะ”
“จบการแสดง พลังงานคงหมดเลยต้องไปหาที่ชาร์จ 5555”
เสียงหัวเราะทั้งแกงค์ก็ดังขึ้นมา…
ยกเว้น DM ที่เดินไปอมยิ้มไป
ภาพประกอบเพิ่มความหิวฮะ...
“บัง… โรตีหวานน้อย ส่ายโนม ม่ายส่ายข่ายย ยี่สิบชิ้น”
ผมบอกบัง พร้อมกำลังจะส่ายนมให้บังดู แต่ดันเหลือบไปเห็นโรตีที่ทำเสร็จไว้แล้ววางอยู่ชิ้นหนึ่งตรงหน้า
“เออ ชิ้นที่ทำเสร็จแล้วนี่ ผมขอแกะกินก่อนนะ หิว, และขอเปลี่ยนเป็นสิบเก้าชิ้นแทนนะ
อ่อ… ใส่แยกเป็นสองถุง ถุงนึงเก้าชิ้น อีกถุงสิบชิ้น”
บังยิ้มไป มือก็กดและตบก้อนแป้งโรตีไป
“ยิ้มอารายอะ บัง”
“อดขำไม่ได้นะ คนอะไรกินจุจริง ๆ”
“คนแบบพี่พีชอีทแหลกไง บัง เคยดูปะ ไอดอลผมเลยนะ โตขึ้นไป ผมจะเป็นแบบเขาให้ได้”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงอันแน่วแน่ และถ้าใครเห็นแววตาผมตอนนี้ ก็จะรู้ว่า ผมเอาจริง
“แล้วทำไมแยกเป็นสองถุงล่ะ”
บังถามผมด้วยความสงสัย
1
“ก็ถุงที่มีเก้าชิ้น เอาไปแบ่งให้เพื่อน อ่อมีส่วนของผทด้วหนึ่งชิ้น, ส่วนถุงที่มีสิบชิ้น ผมเอาไว้กินระหว่างเดินกลับเข้าไปในโรงเรียน”
“คือการเดินนี่ มันก็ต้องการพลังงานนะ บัง”
ผมพูดจบ ก็กลืนโรตีที่ถูกเคี้ยวจนละเอียดแล้วลงคอจนหมด
1
.
“นั่นไง ว่าแล้วเชียว…”
หลังจากได้ยินเสียงข้าวน้อย ผมก็หันกลับไปตามเสียงตะโกนพร้อมกับการเข้ามาในร้านของบรรดาสมาชิกแกงค์โรตีฯ
“ก็เรามาซื้อโรตีไปฝากแกงค์พวกเราไง
อ้าวแล้ว แว่น กับ...เออ.. โต๊ะอู้ ล่ะ”
“ไปเตรียมตัวอยู่ที่ห้องดนตรีสากล”
ธีร์ตอบ
“อ่อ…”
เวลาผ่านไปสักระยะ….บังก็ยื่นถุงโรตีทั้งสองถุงมาให้ผม
“ลุงคิดแค่ร้อยแปดสิบบาทแล้วกัน”
“ขอบคุณครับ ลุงบัง”
“เฉื่อย นายซื้อโรตีแยกมาสองถุง นี่จะเอาไปง้อโต๊ะอู้ล่ะสิ”
ตอยถามผม ระหว่างเดินผ่านหน้าประตูโรงเรียน
“เปล่า… ถุงหนึ่ง ซื้อฝากพวกเราในแกงค์ อีกถุงเรากินเองน่ะ”
“ไม่ไปง้อโต๊ะหน่อยหรือ”
อันถามผม
“เฉื่อย ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ อะไร ๆ มันอาจจะแย่ลงกว่าเดิมนะ
แล้วเธอจะมาคิดแก้ไขทีหลัง บางทีอาจจะไม่มีโอกาสเลยก็เป็นได้”
ธีร์เสริม ซึ่งทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้
“อืม… เดี๋ยวขอคิดก่อนว่าจะง้อยังไง”
ผมตอบอ้นกับธีร์กลับไป พร้อมกำลังครุ่นคิดอยู่ว่า ผมกินโรตีอีกชิ้นในถุงที่มีเก้าชิ้น
และกินโรตีแค่ห้าชิ้นในถุงที่มีสิบชิ้น แล้วเอาไปง้อโต๊ะอู้ดีไหม
"น่าจะเข้าท่าแฮะ" ผมคิดเองและเออเอง
“แว่น อย่าลืมที่เราจัดคิวกันไว้นะ”
พี่กร ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ดูแลเรื่องวงดนตรีสากลของโรงเรียนพูดกับแว่น
“ครับ พี่กร”
“คิวอะไรหรือ พี่กร”
โต๊ะถามพี่กรด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก แค่คิวการเล่นดนตรีนิดหน่อยนะ”
พี่กรตอบโต๊ะไปแบบอมยิ้ม
แน่นอนว่าคำตอบที่พี่กรตอบมาไม่ได้ทำให้โต๊ะอู้คลายสงสัยได้เลย
เมื่อถึงเวลาเปิดการแสดง พี่กรก็เดินออกไปที่หน้าเวที เพื่อพูดเปิดการแสดง พอพูดจบ ก็เดินกลับเข้ามาข้างเวที ที่ที่โต๊ะกำลังยืนรอเพื่อจะออกไปร้องเพลงเปิด
“เดี๋ยวก่อน โต๊ะ รอก่อนนะ”
พี่กรพูดกับโต๊ะ พร้อมดึงแขนเอาไว้
“มีอะไรหรือ พี่กร”
โต๊ะหันไปถามพี่กรที่ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม โดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกตามเคย
เสียงออร์แกนแล้วตามด้วยเสียงเปียโนก็ดังขึ้น
“พี่กร ทำไมแว่นเล่นเพลงคีย์นี้อ่ะ นี่ไม่ใช่คีย์ของเสียงโต๊ะนี่”
โต๊ะถามพี่กรด้วยความสงสัย
และเสียงร้องของคนคนหนึ่งก็ได้ดังขึ้นมา...
“เมื่อใดหัวใจ
กระวนกระวายสับสน
หวั่นไหวเพราะใครบางคน
โดยไม่มีสาเหตุ
ปล่อยมันเป็นไป
และเพียงเราลองเปิดใจ
จะพบว่ามีบางคนพิเศษ
เกิดขึ้นในใจเปลี่ยนโลกทันใด”
โต๊ะอู้...บนเวที
“มหัศจรรย์แห่งรัก
สร้างสรรค์พลังอันยิ่งใหญ่
ต่างคนอยู่ไกลแสนไกล
กลับมาอยู่เคียงชิดใกล้
ก่อฝันในใจด้วยรัก
และความผูกพัน
เมื่อเธอสบตากับฉัน
ต่างพบว่าใจเราไหวหวั่น
เป็นนาทีที่สำคัญ
จดจำต่อไปแสนนาน
ตราบวันผ่านผันภาพยังไม่จาง
ไม่เลือนลางจากหัวใจ"
ตอนนี้ร่างกายผมเหมือนถูกสะกดให้กลายเป็นหิน โดยที่จักษุและโสตประสาทของผม
ถูกเชื่อมไปสถิตอยู่กับเด็กสาวที่ยืนร้องเพลงอยู่บนเวที
“เฮ้ย..ดูไอ้เฉื่อยมันอินกับเพลงว่ะ”
เสียงตอยพูดอยู่ข้าง ๆ ผม
“สงสัยเฉื่อยมันคงตกอยู่ในหลุมดำ”
เสียงข้าวน้อยเสริม
“เขาเรียกว่า ตกอยู่ในภวังค์ย่ะ”
ธีร์ตอบแก้
ใช่ ตอนนี้ผมคงจะตกอยู่ในสถานที่ที่ไหนสักแห่ง… สถานที่ที่ทำให้มุมมองที่รู้จักเด็กสาวที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เปลี่ยนไป 'โต๊ะอู้' เด็กสาวที่เงียบแถมห้าวเล็กน้อย ซึ่งผมไม่เคยมีความรู้สึกกับเธอแบบนี้มาก่อน
“เอาล่ะ พวกเรา พักกันได้ เออ เดี๋ยวมาซ้อมร้องส่วนที่เหลือนะ โต๊ะ”
พี่กรตะโกนจากข้างล่างตรงหน้าเวทีขึ้นไปบนเวที
ผมนี่เดินลิ่ว ๆ พร้อมถุงโรตีที่ผมเผลอกินไปจนเหลือแค่สองชิ้น นำหน้าเพื่อน ๆ ในแกงค์ไปที่บันไดข้างเวที
“นี่โต๊ะ โรตีของโปรด”
ผมยื่นถุงโรตีที่เหลือโรตีอีกสองชิ้นในถุงให้โต๊ะ
“แหม…. เฉื่อย เปลี่ยนชื่อเหอะ… เดินนำเพื่อนอย่างไว เสียชื่อเฉื่อยหมดเลย”
ข้าวน้อยแซวตามหลังมา
โต๊ะอู้รับถุงโรตีจากมือผมไป โดยขณะที่ผมก็ได้แต่มองที่ใบหน้าของโต๊ะ ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ใบหน้าผมมันเป็นยังไง แต่รู้สึกว่ามันร้อนผ่าว ผมพยายามบังคับปากให้หุบยิ้มไม่ได้ ผมรู้สึกว่า ตอนนี้ปากผมอาจจะอัมพาตชั่วขณะแน่ ๆ เลย
ผมเห็นสายตาของโต๊ะอู้ที่จ้องมาที่ผม
ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า เธอคงรู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับเธอ
และเธอก็คงรู้สึกแบบเดียวกันกับผม(มั้ง)
นี่ไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองเลยนะเนี่ย
"เมื่อเราเอื้อมมือถึงกัน
โลกคล้ายหยุดหมุนชั่วกาล
จะมีเพียงฉันและเธอข้ามผ่าน
เขตคืนวันอันสวยงาม
จะมีเพียงฉันและเธอข้ามผ่าน
เขตคืนวันอันสวยงาม…”
เมื่อเสียงเพลง 'มหัศจรรย์แห่งรัก' ได้จบลง
ภาพของเฉื่อยที่ยืนอยู่บนเวที
กำลังหันไปมองโต๊ะอู้ที่ยืนข้างเวที
และแล้ว...
สิ่งที่ไม่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ ก็เกิดขึ้น
ร่างของเฉื่อยค่อย ๆ จางหายไปจากเวที
ต่อหน้าบรรดานักเรียนและครูทั้งโรงเรียนที่อยู่รวมกันในหอประชุม
ร่างของเฉื่อยหายไป เหลือไว้แต่ไมค์ และความว่างเปล่าบนเวที
“มายากลแหง ๆ เฉื่อยไปแอบซุ่มฝึกมาตอนไหนเนี่ย นี่มันระดับโลกเลยนะ”
อ้นพูดขึ้นมากลางกลุ่มแกงค์โรตีฯ ขณะที่คนในหอประชุมตกใจเอะอะโวยวาย
“ใช่ แค่ออกมาร้องเพลงจนจบได้ โดยไม่ดูเนื้อเลย ก็น่าประหลาดใจแล้ว นี่หายตัวได้อีก”
ตอยเสริม
“แต่เมื่อกี้ เฉื่อยบอกเราว่า จะไปห้องน้ำก่อน แล้วจะตามขึ้นมาที่หอประชุมนะ”
DM พูดบ้าง
“ทีแรกเรานึกว่า ที่เฉื่อยยังไม่ขึ้นมา คงจะแอบไปกินโรตีอยู่เลย”
เอพริลบอก
“แต่เอพริลก็เห็นแล้วนี่ว่า
เฉื่อยขึ้นเวทีไปร้องเพลง”
ธีร์พูด
“เดี๋ยว ๆ ๆ เราไปตามหาเฉื่อยกันดีกว่าไหม เฉื่อยมันเล่นมายากลหายตัวไปสักพักแล้วนะ ก็ยังไม่ขึ้นมาหาพวกเราเลย เป็นห่วงมันอ่ะ”
ข้าวน้อยพูด
“โอเค งั้นพวกเราลงไปตามหาเฉื่อยกันเถอะ”
DM พูดปิดท้าย ก่อนที่จะพากันลงไปจากหอประชุม
แน่นอนว่า
บนเวที พี่กร แว่น และโต๊ะอู้ ต่างก็มีอาการงงงวยเหมือนกัน
“พี่กร มีคิวแสดงมายากลด้วยหรือ”
แว่นถามพี่กร
“ตอนที่น้องเฉื่อยมาบอกพี่ ก็จะมาร้องเพลงง้อน้องโต๊ะอู้เฉย ๆ นะ ไม่ได้บอกว่าจะมีการแสดงมายากลด้วยอ่ะ”
“เฉื่อย… นี่เธอ…หายไป..ไหน?”
เสียงพูดเบามาก ๆ ที่เพิ่งออกจากปากโต๊ะอู้ หลังจากยืนอึ้งมาสักพักแล้ว
....
“อะไรกันเนี่ย...”
ผมพูดด้วยเสียงงุนงงปนหงุดหงิด
“เฉื่อย เก๊าขอโตดน๊าาาา…”
ตอยพูดพร้อมทำหน้าสำนึกผิด
“แค่คิดเล่น ๆ มันกลับมีผลเฉยเลย แต่นายก็หายไปแป๊บเดียวเองนะ”
“แป๊บเดียว? ไม่แป๊บล่ะ เราไปอยู่อีกที่หนึ่ง ตั้งห้าวันเลยนะ”
ผมพูด
“แล้วเธอหายไปที่ไหนมาล่ะ”
กรีนถามผม
"ที่โรงเรียนตอนประถม แล้วเราก็ไปเจอตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่นั่นด้วย"
“แต่ก็แปลกใจเหมือนกัน พอไปถึงที่นั่น ก็มีความทรงจำแปลก ๆ ผุดขึ้นมา
โดยที่เราก็คิดไม่ออกว่า เคยผ่านช่วงเวลานั้นมาหรือเปล่า”
“เรื่องมันเป็นยังไงหรือ เฉื่อย”
กรีนถาม
"นี่ พวกเราได้เวลาที่จะต้องไปที่บ้าน DM กันแล้วนะ”
อันก็พูดขึ้นมา ก่อนที่ผมจะเอ่ยปากพูดต่อ…
“ได้ ๆ งั้นระหว่างทางไปบ้าน DM เฉื่อยก็ค่อย ๆ เล่าให้พวกเราฟังว่าเธอไปเจออะไรมาบ้างระหว่างที่หายตัวไปก็แล้วกันนะ”
กรีนหันมาพูดกับผม ในขณะที่พวกเราทั้งสี่คนกำลังเดินออกจากห้องใต้ดิน
“เฮ้ยยย เฉื่อย อยู่นี่เอง”
เสียงข้าวน้อย ตะโกนมาแต่ไกล
ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่หน้าสนามบาส
และลังเลอยู่ว่า จะเหลือโรตีสี่ชิ้น หรือห้าชิ้น ไว้ให้โต๊ะอู้อยู่
“นายทำให้พวกเราประหลาดใจและตกใจกันทั้งแกงค์เลยนะ”
ข้าวน้อยพูด
“ทั้งแกงค์ที่ไหน มันทั้งโรงเรียนเลย”
ตอยพูดแก้
“มีอะไรกัน… อ๋อ ไม่ต้องมาชมหรอกว่า เราแสดงเป็นสุนทรภู่ดีมาก 5555”
ผมพูดไปแบบเขิน ๆ และคิดชมตัวเองอยู่ในใจว่า เรานี่มันก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย…
(ถถถ…. ถุยยยยส์)
“แล้วโต๊ะ กะ แว่นล่ะ”
“เดี๋ยวคงจะตามมา พวกเรามีเรื่องที่ต้องถามนายเยอะเลย เฉื่อย”
ตอยพูด
“อะไรกัน โรตีที่แบ่งไปคนละชิ้น ยังกินไม่อิ่มหรือ?”
เอาแล้วไง…
หลังจากที่เพื่อน ๆ ในแกงค์พร้อมคนทั้งโรงเรียนตระหนกตกใจกับเรื่องที่เฉื่อยหายตัวได้จากเวทีหลังร้องเพลงจบ แต่แล้ว เพื่อน ๆ ในแกงค์ก็ตามหาเฉื่อยที่แอบมานั่งกินโรตีอยู่ที่ข้างสนามบาสจนเจอ แต่ความแปลกประหลาดใจที่เกิดขึ้น จะหาคำอธิบายอย่างไร และลดความตระหนกที่เกิดขึ้นกันยังไง
และระหว่างที่เฉื่อยที่มาจากอีกมิติหนึ่งไปปรากฏในอดีตของอีกมิติหนึ่ง ตลอดห้าวันนั้น มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเฉื่อย
นายเฉื่อยคนนี้จะไม่เฉลยครับผม 5555
โปรดติดตามตอนถัดไป...
Ep.7 จากเพจของคุณเอพริลคนสวย
"ไม่ใช่สิ่งนี้หรอกหรือความสวยงามของชีวิต"
ต้นทางของซีรี่ส์นี้
เพจ มากกว่างานเขียน ของ คุณตอย
The writer Season 2 เวลาที่หายไป (Lost time The Series)
Ep.1 โรตีหวานน้อยใส่นมไม่ใส่ไข่
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ถูกกำหนดขึ้นในซีรี่ส์นี้
เพจ EveryGreen ของ น้องกรีน
Ep.2 นาฬิกาที่หายไป
จากเหตุการณ์บางอย่างนำไปสู่ปริศนา และความพิศวง
เพจ Blockพูดได้byข้าวน้อยฯ ของ คุณข้าวน้อยฯ
Ep.3 พี่ๆหยิบนาฬิกาให้หน่อย
ปริศนาที่เกิดขึ้น ได้สร้างความน่าสงสัย และเริ่มต้นที่จะออกไปค้นหา
เพจ WanWan Daily ของ น้องแว่น แว่น
Ep.4 หอนาฬิกา
การค้นหาจนต้องถลำลึกสู่สถานที่อันพิศวง
เพจ อุ่นไอดิน ของ น้องอัน
Ep.5 พลังพิเศษ
พลังลึกลับที่บังเอิญค้นพบ อาจจะมีส่วนช่วยพาไปสู่คำตอบของปริศนา
เพจ ไดอารี่ชีวิต ของ น้อง DM
.
ขอบคุณผู้อ่านทุก ๆ ท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
และที่ลืมไม่ได้ ต้องขอขอบคุณ
คุณมูฟวี่ แห่งเพจ MovieTalk มูฟวี่ชวนคุย
ที่ผมลักพาตัวแกมาแสดงเป็นครูมูฟ ครูที่เป็นที่พึ่งของนักเรียนและเป็นผู้ดูแลกิจกรรมการแสดงต่าง ๆ ในวันภาษาไทย
.
นิราศภูเขาทอง
ผู้ประพันธ์ สุนทรภู่
.
เพลง "รอยสุนทรภู่" จากวง เพาเวอร์แบนด์
.
เนื้อเพลงจากบทเพลงเพราะ ๆ ของ
เพลง "มหัศจรรย์แห่งรัก"
ศิลปิน MR.Z (สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์)
และผมขอฝากเพลงที่ร้อง cover เพลงนี้ไว้ด้วยนะครับ
ความคิดเห็น
มากกว่างานเขียน
สวัสดีปีใหม่ครับคุณเฉื่อย EP.1 จากคุณโต๊ะมาแล้วครับ อย่างไว!!! https://www.blockdit.com/posts/5fe76ff9e0a8d70cc19c7efb
1 ม.ค. เวลา 14:13
มากกว่างานเขียน
อัพเดทนักเขียนเพิ่มอีกสองท่านนะครับคุณเฉื่อย https://www.blockdit.com/posts/5fea10580ff61909f2f9ed91
29 ธ.ค. 2020 เวลา 12:36
26 ธ.ค. 2020 เวลา 12:55