MARADONA IN MEXICO : สารคดีที่สะท้อนให้เห็นอีกด้านของชายชื่อ "มาราโดนา" | MAIN STAND
"ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าผมจะเป็นนักบอลที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน ถ้าผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อผมเริ่มติดยา ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนที่เหงาสุดในโลก"
ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา คือชื่อที่จะไม่มีวันเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลกฟุตบอล เพราะตลอดอายุขัย 60 ปี ชายร่างเล็กผู้นี้ ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์บนผืนหญ้า และมีชีวิตนอกสนามสุดระห่ำให้ผู้คนได้ตกตะลึงอยู่เสมอ
ครั้งหนึ่งชีวิตของ มาราโดนา พังพิพาศเพราะพิษภัยยาเสพติด
แต่ในช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ อดีตเฮดโค้ชทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดลุยฟุตบอลโลก 2010 ตัดสินใจช็อกวงการลูกหนัง กระโดดลงไปรับงานคุมทีม "โดราโดส" ที่ตั้งอยู่ในรัฐซินาลัว ประเทศเม็กซิโก เมืองหลวงของโคเคน และเป็นบ้านเกิดของ "เอล ชาโป" ราชายาเสพติดคนดัง
โดราโดส ไม่ได้มีอะไรน่าดึงดูดเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเป็นเพียงแค่ทีมท้ายตาราง ระดับดิวิชั่น 2 ของเม็กซิโก สถานะการเงินของสโมสรไม่ค่อยดีนัก แถมไร้ผู้เล่นดัง ๆ ให้กุนซือเลือกใช้งาน
แต่เหตุใด มาราโดนา ถึงเดินทางไปกินอยู่ในเมืองที่เป็นศูนย์กลางของยาเสพติด ซึ่งเคยเกือบคร่าชีวิตเขามาแล้ว ? Netflix ลงพื้นที่ตามติด ตลอดช่วงเวลา 2 ฤดูกาลในเม็กซิโก ก่อนถ่ายทอดออกมาเป็นสารคคี จำนวน 7 ตอน ความยาวร่วม 3 ชั่วโมงครึ่ง ที่ปอกเปลือกตัวตน อดีตนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล ในช่วงบั้นปลายของชีวิต
บุรุษผู้ยิ่งใหญ่
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน ดิเอโก มาราโดนา ปรากฏตัวในศึกฟุตบอลโลก 2018 ในฐานะแฟนบอลวีไอพีผู้สร้างสีสันประจำการแข่งขัน ก่อนตกเป็นข่าวใหญ่ หลังเจ้าตัวหมดสติระหว่างเข้าไปเชียร์ทีมชาติอาร์เจนตินา จนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล
หลังจบเวิลด์คัพที่รัสเซีย มาราโดนา เรียกเสียงฮือฮา ด้วยการตกลงรับงานคุมทีม โดราโดส ที่ขณะนั้น ไม่มีแม้แต่คะแนนเดียว นอนจบบ๊วยอยู่ท้ายตาราง ในลีกระดับ 2 ของเม็กซิโก เขาได้รับความสนใจจากมวลมหาประชาชนตั้งแต่วินาทีแรกที่เท้าเหยียบสนาม
Photo : Dorados de Sinaloa
อิทธิพลจากความเป็นนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ ทำให้สื่อจากทั่วโลก ต่างลงพื้นที่ทำข่าวทีมเล็ก ๆ ในลีกรอง อย่าง โดราโดส กันเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับสปอนเซอร์ที่โทรติดต่อ อยากเข้ามาสนับสนุนทีมกันจนหูประธานสโมสรแทบไหม้
"หลายคนคิดผมว่ามาที่นี่เพื่อพักผ่อน แต่ไม่ใช่เลย ผมมาที่นี่เพราะฟุตบอล และผมจะทุ่มเททุกอย่าง เพื่อเป้าหมายของสโมสร คือ การเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1"
มาราโดนา ให้คำมั่นในวันเปิดตัวสโมสร ซึ่งผู้คนภายนอกก็คงไม่เชื่อคำพูดของเขา และบางคนอาจคิดเลยเถิดไปไกลถึงขั้นที่ว่า เขามาที่นี่เพราะต้องการเสพยาหรือเปล่า ? เนื่องจากชื่อเสียงและภาพลักษณ์เมืองคูเลียกัน รัฐซินาลัว มักถูกมองว่าเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเครือข่าย ฮัวคิน กุซมาน หรือ "เอล ชาโป" ที่ถูกนำไปสร้างเป็นซีรี่ส์ทาง Netflix
ส่งผลให้ทีมฟุตบอล โดราโดส ประสบปัญหาในการหาสปอนเซอร์พอสมควร เพราะผู้คนต่างหวาดกลัว เมื่อจินตนาการภาพ รัฐซินาลัว อย่างที่เห็นในฉากละคร นั่นจึงทำให้ อันโตนิโอ นูเนซ ประธานสโมสร เกิดไอเดียแปลก ๆ ขึ้นมา
"เพียงแค่ผมคิดถึงการดึง มาราโดนา มาที่นี่ หัวสมองผมก็แล่นฉิวแล้ว ให้ตายสิ ! ผมเริ่มนึกถึงภาพในอนาคตแล้วว่าจะมันเป็นอย่างไรต่อไป และจะได้ผลกับโดราโดสแค่ไหน ?"
Photo : Dorados de Sinaloa
ความดังของ มาราโดนา สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนภายนอก รวมถึงชาวเมือง ให้หันกลับมาติดตามเชียร์ทีมประจำท้องถิ่นได้จริง ๆ
แม้กีฬายอดนิยมของผู้คนที่นี่ คือ เบสบอล แต่การมาถึงของอดีตดาวเตะตำนาน "หัตถ์พระเจ้า" ก็ช่วยทำให้คนคูเลียกัน รู้สึกว่า มาราโดนา เป็นพวกเดียวกันกับเขา และกำลังช่วยสร้างภาพจำใหม่แก่ชาวเมือง
"ถ้าคุณไปถามโค้ชฟุตบอลเม็กซิกันหลาย ๆ คนว่า ผมจะให้โอกาสคุณเป็นโค้ชทีมดิวิชั่น 2 ในคูเลียกัน คุณว่าพวกเขาจะสนใจหรือเปล่า ? แต่ดูสิ่งที่ มาราโดนา ทำสิ เขาแสดงให้คนเม็กซิโกได้เห็นว่า เขาทำงานเป็น เขาผลักดันให้ทีมเล่นได้อย่างที่เขาเคยทำตอนสมัยเป็นนักเตะอยู่" เดวิด ไฟเตลสัน นักข่าวของ ESPN แสดงความเห็น
ผู้นำที่ดี และโค้ชเจ้าอารมณ์
ช่วงชีวิตการเป็นเฮดโค้ชของ มาราโดนา สวนทางกับความสำเร็จสมัยเป็นผู้เล่นอย่างสิ้นเชิง นอกจากการคุมทีมชาติอาร์เจนตินา ไอคอนนักเตะหมายเลข 10 รายนี้ แทบไม่เคยได้จับงานใหญ่อีกเลย แถมผลงานในระดับสโมสรที่ผ่านมา มักค่อนไปทางล้มเหลว
ประกอบกับบุคลิกความเป็นคนเจ้าอารมณ์ รับมือได้ยาก ทำให้ผู้คนต่างนึกภาพไม่ออกว่า "มาราโดนา" ในหัวโขนของโค้ชที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ? สารคดี Maradona in Mexico ฉายให้เราได้เห็นภาพ มาราโดนา ในมุมของ ผู้ใหญ่ใจดี, ชายเจ้าอารมณ์ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ตลอดจนผู้นำที่ดีในห้องแต่งตัว
Photo : Dorados de Sinaloa
"ดิเอโกเดินมาหาและบอกคุณว่า 'ผมไม่สนใจว่าคุณเสียบอลกี่พันครั้ง คุณแค่ต้องทำมันต่อไป จงเชื่อมั่นในเท้าของคุณ'" อลอนโซ เอสโคโบซา นักฟุตบอลทีม โดราโดส เผย
มาราโดนา มักพูดกับลูกทีมเสมอว่า "ผมรู้ดีว่าพวกคุณรักฟุตบอล จงออกไปเล่นฟุตบอลอย่างมีความสุข ส่วนผลการแข่งขัน และแรงกดดันทุกอย่าง ให้มันโยนมาที่ฉันคนเดียวพอ" เขาแทบไม่เคยตำหนิลูกทีมเวลาทำพลาดในการฝึกซ้อม หรือการแข่งขัน เขามีแต่พูดกระตุ้น และสร้างแรงบันดาลใจให้นักเตะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง
Photo : Dorados de Sinaloa
ถึงแม้เขาจะมีดีกรีเป็นถึง "ยอดนักเตะที่ดีสุดตลอดกาลของโลก" แต่ มาราโดนา ไม่เคยถือตัวเลย เขาให้ความเป็นกันเองกับทุกคนในทีม โดยเฉพาะนักเตะตัวสำรอง มาราโดนา จะเข้าไปพูดคุยสร้างความเชื่อมั่น คอยสอนและชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้เสมอ
มาราโดนา เข้ามาเปลี่ยนแปลง โดราโดส ตั้งแต่วิธีการเล่น ไปจนถึงการใส่ความเชื่อมั่นลงไปในตัวผู้เล่นทุกคนในทีม ที่ล้วนเป็นนักเตะโนเนม และไม่เคยมีคนระดับบนมองเห็นพวกเขา
แต่ มาราโดนา ไม่เคยมองเช่นนั้น เขามีอารมณ์ร่วมอย่างมากกับการคุมทีมในลีกล่าง แม้เป็นชัยชนะเล็กน้อย ก็จะเห็นว่าเขากระโดดโลดเต้นสุดเหวี่ยง หัวเราะร้องเพลงร่าเริงไปกับเหล่านักเตะไร้ชื่อเสียง ไม่เพียงเท่านั้น มาราโดนา ยังมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีแก่คนรอบข้าง ทั้งเจ้าหน้าที่สโมสร รวมถึงแฟนบอลท้องถิ่น
นั่นจึงทำให้ โดราโดส ฝ่าฟันวิกฤติ จากทีม 0 คะแนน อันดับสุดท้ายของตาราง สนามเหย้าสภาพย่ำแย่ ไม่มีเงินแม้กระทั่งปูหญ้าให้สมบูรณ์ ตีตั๋วเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ และได้เข้าชิงชนะเลิศลุ้นเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ถึง 2 ฤดูกาลติดต่อกัน
"เมื่อก่อนเรามักกังวลว่านัดต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ตอนนี้เรามีความเชื่อมั่นว่า เราจะออกไปเล่นและคว้าชัยชนะกลับมาได้" แซร์บิโอ กัสปาร์ กัปตันทีมโดราโดส กล่าว
มาราโดนา มีคุณสมบัติของผู้นำที่ดี เพราะเขาสามารถสร้างพลังให้แก่เพื่อนร่วมงาน และกระตุ้นให้ทุกคนกล้าที่ออกไปเล่น โดยไม่จำเป็นต้องพูดจาดุร้าย อาละวาดส่งเสียงดัง แต่เขามีศิลปะการพูดโน้มน้าวใจ เพื่อทำให้นักเตะเกิดความมั่นใจในตัวเอง
มีครั้งหนึ่งช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2019 มาราโดนา ทรุดลงเพราะอาการป่วย ทำให้ต้องพลาดโอกาสคุมทีมช่วงต้นซีซั่นหลายเกม แม้ปัญหาสุขภาพจะรุมเร้าเขา แต่ มาราโดนา กลับยืนยันที่จะกลับไปทำงานต่อ สุดท้ายทีมก็พลิกสถานการณ์จากไม่มีคะแนน (เหมือนฤดูกาลแรก) เข้าชิงชนะเลิศได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน
ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เป็นปัญหาที่คอยฉุดรั้งไม่ให้ มาราโดนา เจริญเติบโตในอาชีพโค้ชได้เหมือนอย่างอดีตผู้เล่นดาวดังคนอื่น ๆ คือ ภาวะทางอารมณ์ แม้พื้นฐานเขา จะเป็นคนที่ยิ้มแย้มเสมอ มีอารมณ์ขัน และสนุกร่าเริง แต่ก็สามารถฉุนเฉียวได้อย่างง่ายดาย จนบางครั้งส่งผลกระทบต่อทีม
ในเรื่องนี้ มีฉากหนึ่งที่ มาราโดนา ไปฟ้องผู้ตัดสินที่ 4 ว่านักเตะฝั่งตนถูกคู่แข่งใช้ศอกกระแทกไปที่ศีรษะ เมื่อโค้ชทีมตรงข้ามเห็น จึงทำท่าสัญลักษณ์มือบอกให้เขาหุบปาก เพียงเท่านั้น มาราโดนา ก็เกิดบันดาลโทสะ เดินปรี่เข้าเขตเทคนิคคู่แข่ง สุดท้ายถูกกรรมการเชิญออกจากสนาม และโดนลงโทษแบนห้ามคุมทีมในนัดชิงชนะเลิศ เพราะความอารมณ์ร้อนของเจ้าตัว
รวมถึงเขายังเกือบมีเรื่องชกต่อยกับกองเชียร์ฝ่ายตรงข้าม ที่มาดักรอตรงทางออกสนาม แล้วร้องเพลงล้อเลียนว่า "มาราโดนาไปตายซะ" จนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต้องเข้ามาแยกเป็นการใหญ่
หรือหลังเกมที่ โดราโดส แพ้ในนัดสำคัญ มาราโดนา ก็ปล่อยโฮร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ทำให้เราได้เห็นถึงอารมณ์ที่ค่อนข้างแปรปรวนของชายผู้นี้
บางครั้งเขาดูเหมือนผู้ใหญ่ใจดี ที่เข้าอกเข้าใจคนอื่น เป็นมิตรกับคนรากหญ้า แต่บางทีเขาก็ดูเหมือนเป็นแค่มนุษย์ปุถุชน ที่อ่อนไหวได้ ร้องไห้เป็น และควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เมื่อมีบางสิ่งเข้ามากระทบใจ
ผมอยากเป็นคนดี แต่ผมไม่สมบูรณ์แบบ
"สำหรับผม สิ่งที่รับมือได้ยากสุด คือ การที่ผมต้องเจอกับผู้คนเข้ามาเพื่อพยายามหาผลประโยชน์จากความสำเร็จ และชัยชนะของผม เมื่อเริ่มติดยา ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนที่เหงาสุดในโลก"
"ผมสงสัยมาตลอดว่าตัวเองจะเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน ถ้าผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด มีคนหนึ่งที่ช่วยผมได้ เธอชื่อ จานนินา ลูกสาวคนเล็กของผม"
"ในตอนนั้นผมนอนโคม่าไม่ได้สติ แต่ ดัลมา พี่สาวของเธอ ที่ปกติเป็นคนไม่แสดงออกทางอารมณ์ เล่าทั้งน้ำตาให้ผมฟังว่า 'จานนินา' จับผ้าปูที่นอนของผมแล้วพูดว่า 'ปะป๊า ช่วยเล่นกับหนูเหมือนที่เล่นกับ ดัลมา ได้ไหม'"
"จากคนที่หยุดคิดเรื่องเสพยาไม่ได้ แม้กระทั่งตอนอยู่ในคลินิกบำบัด แต่เด็กตัวเล็กนิดเดียว พูดคำที่โดนใจผมมาก เพียงเท่านั้นผมร้องไห้ออกไม่หยุด ประโยคนั้นเปลี่ยนความคิดของผมไปอย่างสิ้นเชิง"
Photo : Dorados de Sinaloa
ยาเสพติด ไม่ได้ส่งผลข้างเคียงแค่ทางร่างกายเท่านั้น แต่ทางด้านจิตใจ มันคือฝันร้ายที่คอยตามหลอกหลอน มาราโดนา มาจนถึงช่วงท้ายของชีวิต ที่เขาก็ยังคงครุ่นคิดถึงช่วงเวลาที่หลงผิด และจะไม่มีวันจะกลับไปแก้ไขอดีตได้
"ดิเอโก เป็นคนเจ้าอารมณ์ เขามักหงุดหงิด บรรยากาศของเกมทำให้เขาทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด" อันโตนิโอ นูเนซ ประธานสโมสร โดราโดส กล่าวเริ่ม
"เขาเคยพูดกับผมทั้งน้ำตาว่า ท่านประธาน ต่อให้ผมทำดีให้ตายยังไงมันก็ไม่สำคัญ เพราะพวกเขายังตัดสินผมจากสิ่งที่ผมทำผิดไปอยู่ดี"
Photo : Dorados de Sinaloa
มันคือรอยด่างของผู้ยิ่งใหญ่ที่ถูกยกย่องดุจพระเจ้าเช่นเขา ... ดังนั้นหากจะหาเหตุผลเชื่อมโยงว่า ทำไม มาราโดนา ถึงเลือกคุมทีม โดราโดส ? ที่ให้ค่าตอบแทนเขาได้น้อยนิด เมื่อเทียบชื่อเสียงที่ดังคับฟ้า
คำตอบอาจเป็นเพราะ มาราโดนา คงต้องการอะไรบางอย่างที่มีมูลค่ามากกว่าเงินทอง ...
"ผมมองเด็ก ๆ ในทีม เป็นเหมือนลูกชาย เด็กพวกนี้ไม่ใช่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เมสซี่, เนย์มาร์ ที่มีค่าจ้างมหาศาล พวกเขาใช้ชีวิตกันแบบเดือนชนเดือน ผมอยากช่วยเหลือเขา ต่อให้ผมต้องผ่าตัดหัวใจ ผมก็จะกลับไปโดราโดส เพราะผมสัญญากับพวกเขาไว้แล้วว่า ผมจะอยู่กับเขาต่อ"
ครั้งหนึ่ง มาราโดนา เคยใช้ฟุตบอลเพื่อปลอบประโลมจิตใจชาวอาร์เจนตินา ที่พ่ายสงครามต่อสหราชอาณาจักร ในการแย่งชิงหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ (Falkland) หรือครั้งหนึ่ง เขาทำให้คนภูมิภาคทางตอนใต้ของอิตาลี ที่มักถูกมองว่าเป็นพวกล้าหลัง ได้ภาคภูมิใจกับความสำเร็จที่เขาฝากไว้กับ นาโปลี
การตัดสินใจรับงานคุมทีมในรัฐซินาลัวก็คงเช่นกัน มาราโดนา อาจมีความต้องการจุดประกายความหวังอะไรบางอย่างขึ้นในเมืองที่ถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งการค้ายา และเต็มไปด้วยความอันตรายทุกหัวระแหง
มาราโดนา ลบล้างความเชื่อด้านลบต่อเมืองคูเลียคัน ด้วยการมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ 2 ปี ทำงานเต็มตัว รวมถึงยังพาลูกชายมาเข้าเรียนที่นี่อีกด้วย นอกจากนี้ เขายังช่วยพัฒนาศักยภาพนักเตะในทีม โดราโดส ที่ล้วนแล้วแต่มาจากครอบครัวยากจนแบบเดียวกับตัวเขาในวัยเด็ก ให้เจริญเติบโตบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในวันข้างหน้า เหมือนอย่างที่เขาทำมันได้
อีกเหตุผลหนึ่ง คงเป็นเพราะเมืองแห่งนี้ มอบความรักและศรัทธาแก่ มาราโดนา ด้วยใจบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง เขารู้สึกได้เป็นตัวของตัวเอง มีกลุ่มนักเตะที่พร้อมเชื่อมั่นในเขาอย่างไม่เคยสงสัย มีผู้คนที่พร้อมจะเดินหน้าไปกับเขา
นั่นอาจเป็นความสุขที่ มาราโดนา แสวงหาในช่วงไม้ใกล้ฝั่ง เพราะปัญหาสุขภาพมักเล่นงานเขาอยู่บ่อยครั้ง และไม่รู้ว่าตัวเองเหลือเวลาอีกเท่าไหร่บนโลกใบนี้
น่าเสียดายที่ ดิเอโก มาราโดนา จะไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้นอีกแล้ว เพราะอายุขัยของเขาสิ้นสุดลงด้วยวัย 60 ปี โดย ยิมนาเซีย สโมสรฟุตบอลในบ้านเกิด เป็นทีมสุดท้ายที่เจ้าตัวคุมก่อนหมดลมหายใจ แต่อย่างน้อยสิ่งที่ฝากไว้ตลอด 2 ปีที่นี่ จะไม่มีทางถูกลืมเลือนจากชาวเมืองคูเลียกัน ที่ครั้งหนึ่งต้องจารึกไว้ว่า พระเจ้าที่มีลมหายใจนามว่า "มาราโดนา" เคยมาเยือน ณ ดินแดนแห่งนี้
"การเล่นฟุตบอลคือสิ่งที่สวยงามสุดในโลก รู้สึกได้ถึงอะดรีนาลีนไหลเวียนทั่วร่างกาย ที่สโมสรโดราโดส ผมได้พบเจอกับกลุ่มคนที่มีความเหมือนกันกับผม มันทำให้ผมรู้สึกมีชีวิตชีวา เหมือนได้ลงเล่นฟุตบอลอีกครั้ง"
"บางครั้งในชีวิต ผมต้องเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร แต่ในเกมฟุตบอล ผมไม่เคยกลัวอะไรทั้งสิ้น"
"ผมไม่ใช่คนที่เลวร้าย ผมอยากพัฒนาวงการฟุตบอลเพื่อประโยชน์ของทุกคน แต่ผมไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ และไม่มีใครในโลกสมบูรณ์แบบไปหมดทุกอย่าง" ดิเอโก มาราโดนา กล่าว
บทความโดย อลงกต เดือนคล้อย
ความคิดเห็น
ยังไม่มีข้อความในโพสต์นี้