โลกสองใบของ 'ไบเดน'
หลังจาก "โจ ไบเดน" สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ โลกในยุคประธานาธิบดีไบเดนจะมีสองใบ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ตัดสินว่าภาพของเศรษฐกิจการเมืองทั้งในสหรัฐและระดับโลกจะเป็นอย่างไร?
บทความโดย ปิยศักดิ์ มานะสันต์ | คอลัมน์ GLOBAL VISION
โลกสองใบของ 'ไบเดน'
เป็นที่เกือบจะแน่นอนแล้วว่า หลังวันที่ 22 ม.ค. โลกจะมีผู้นำโลกเสรีคนใหม่ อันได้แก่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ดูเป็นสุภาพบุรุษ อบอุ่น รอมชอม และน่าจะทำให้การบริหารราชการคล่องตัวกว่าประธานาธิบดีทรัมป์ที่ก้าวร้าว ทำให้สงครามเย็นระหว่างสองมหาอำนาจของโลกก็น่าจะบรรเทาและยุติลงได้ในที่สุด
แต่คำถามคือ ในความเป็นจริงสถานการณ์จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ เพราะสภาพแวดล้อมเบื้องต้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยการที่พรรคเดโมแครตของไบเดนชนะไม่ขาด โดยไม่สามารถครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาได้ จะทำให้การบริหารราชการยุ่งยากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องขอมติจากรัฐสภา เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การทำงบประมาณ การปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ และการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
1
ฉะนั้น สิ่งที่ประธานาธิบดีท่านใหม่จะต้องทำ คือ ประสานความร่วมมือระหว่างสองพรรคการเมืองที่มีแนวคิดแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของไบเดน ที่เป็นวุฒิสมาชิกที่เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศอย่างยาวนาน ก็อาจกล่าวได้ว่าความหวังที่จะเห็นไบเดนเป็นผู้ประสานรอยร้าวทางการเมือง ทั้งในสหรัฐและโลก ก็ไม่ใช่ความหวังที่เลื่อนลอยเกินไป
5
ผู้เขียนมองว่าใน 100 วันข้างหน้า จะเป็นระยะเวลาที่ตัดสินว่าภาพของเศรษฐกิจการเมืองทั้งในสหรัฐและระดับโลกจะเป็นอย่างไร หากไบเดนและคณะรัฐมนตรีที่มีความเป็นมืออาชีพ สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รวมถึงสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา พร้อมๆ กับการมาของวัคซีนที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดแล้ว ทำให้เศรษฐกิจก็จะค่อยๆ ดีขึ้น
แต่ประเด็นที่ผู้เขียนมองว่าจะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จของไบเดนในระยะยาว ได้แก่ ประเด็นด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามเย็นกับจีนในสองสมรภูมิหลัก อันได้แก่ด้านสมรภูมิการค้าและสมรภูมิเทคโนโลยี
1.ด้านการค้า เป็นที่แน่นอนว่าหลังจากไบเดนเข้ารับตำแหน่ง คงไม่มีการต่อสนธิสัญญาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐในรูปแบบเดิม ที่ใช้การที่สหรัฐไม่ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนแลกกับการที่จีนนำเข้าสินค้าสหรัฐมากขึ้น แต่น่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ โดยจีนอาจต้องยอมทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกัน เช่น มาตรฐานสินค้า การคุ้มครองแรงงาน
ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และการลดทอนอิทธิพลและขนาดของรัฐวิสาหกิจในเศรษฐกิจ แลกกับการลดภาษีนำเข้าที่เคยขึ้นในสมัยของทรัมป์ นอกจากนั้นไบเดนน่าจะใช้การผลักดันผ่านองค์กรและความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้ง WTO, CPTPP รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศด้านอื่นๆ เพื่อกดดันให้จีนยอมทำตามกติกาสากล
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงหลัง จีนก้าวหน้าด้านการค้าขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะการเข้าร่วมข้อตกลงพันธมิตรการค้าภูมิภาค (RCEP) ที่จะทำให้จีนสามารถบุกตลาดเอเชียมากขึ้น หลังจากที่สามารถบุกตลาดอาเซียนผ่านกรอบ ASEAN-China FTA จนทำให้การส่งออกของจีนไปยังอาเซียนเพิ่มขึ้นจากเดือนละประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2558 เป็นประมาณเดือนละ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ขณะที่ทำให้การค้าระหว่างอาเซียนด้วยกันเอง (Intra-Asian Trade) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนั้น สัญญาณล่าสุดของจีนด้านการค้ายังเป็นความเสี่ยงต่อโลกอีกด้วย กล่าวคือจีนจะเน้นปรัชญา Dual circulation หรือการเน้นส่งออกและบริโภคในประเทศ และลดการนำเข้าลง โดยผลิตในประเทศให้ได้มากที่สุด และล่าสุดประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังแสดงความสนใจจะเข้าร่วมข้อตกลง TPP ที่สหรัฐออกไปอีกด้วย
ดังนั้น หากไบเดนสามารถผลักดันให้สหรัฐกลับเข้าไปร่วมในข้อตกลง TPP ได้ และ/หรือสามารถผลักดันผ่านข้อตกลงความร่วมมือเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิกหรือ APEC ที่ทั้งสหรัฐและจีน (และไทย) เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ให้ก้าวเข้าสู่การเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีได้ ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐและต่อโลก
2.ด้านเทคโนโลยี เป็นสมรภูมิที่มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเทคโนโลยีจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต ทำให้รัฐบาลทรัมป์พยายามบีบจีนหลายประการ เช่น การคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Huawei, ZTE, Bytedance (เจ้าของ Tiktok) และ SMIC ในขณะที่จีนก็จำกัดการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์ 5G รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Quantum Computing ไปยังสหรัฐเช่นกัน
ดังที่ทราบกันดีในปัจจุบันนโยบายของจีนด้านเทคโนโลยีก้าวหน้ามาก โดยให้เงินอุดหนุนและสนับสนุนการพัฒนาสินค้าเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการจีน และด้วยตลาดที่ใหญ่ มีแรงงานที่เฉลียวฉลาดจำนวนมาก และมีฐานข้อมูลมหาศาลที่จะทำให้ AI ของตนได้พัฒนา การที่เทคโนโลยีของจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งจึงเป็นไปได้สูง
ทางแก้ของไบเดนคือ ต้องลดนโยบายที่จะฉุดรั้งการเจริญเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีในสหรัฐและพันธมิตร เช่น กฎหมายต่อต้านการผูกขาด เพื่อให้บริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ยุโรป และเกาหลีใต้ เช่น Alphabet, Apple, Microsoft, Amazon, Facebook, Samsung, SAP และ Spotify ได้เติบโตขึ้น รวมถึงทำความร่วมมือกับด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตร ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิจัยพัฒนา วางกลยุทธ์ร่วมกัน และลดมุมมองเชิงลบระหว่างกันเอง เช่น การเก็บภาษี Digital tax ของยุโรป เป็นต้น
กลยุทธ์เช่นนี้จะทำให้เทคโนโลยีของสหรัฐและพันธมิตรแข็งแกร่งขึ้น และสภาวะแวดล้อม (Ecosystem) ที่เหมาะสมให้กับผู้ประกอบการของประเทศต่างๆ ได้เข้าถึงและพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ และเป็นการบีบจีนทางอ้อมให้จีนต้องกลับมาเล่นในเกมนี้ และลดโอกาสที่จะเกิดการแบ่งแยกเทคโนโลยีโลกเป็นสองขั้ว (Splinternet) ได้
กล่าวโดยสรุปคือ หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งแล้ว โลกในยุคประธานาธิบดีไบเดนจะมีสองใบ ใบหนึ่งคือการที่ไบเดนเป็นนักบริหารที่เก่งกาจ และมีมือประสาน 10 ทิศ ทำให้กิจการในประเทศผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ขณะเดียวกันก็สามารถผลักดันให้จีนเข้าร่วมในเวทีพหุภาคี ทำให้การค้าโลกขยายตัวและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ส่วนด้านเทคโนโลยีก็สามารถร่วมมือกับพันธมิตรจนทำให้เทคโนโลยีของสหรัฐและพันธมิตรแข็งแกร่ง และสร้าง Ecosystem ที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเทคโนโลยีโลกได้
แต่โลกอีกใบหนึ่ง คือไบเดนติดปัญหาการเมือง ไม่สามารถผลักดันกิจการในประเทศไปได้ตามที่หวัง ส่วนด้านการค้าโลกปรับตัวลดลงยาวเนื่องจากทั้งจีนและสหรัฐหันมาเน้นนโยบายพึ่งพาตนเองมากขึ้น ส่วนสงครามเทคโนโลยีก็รุนแรงขึ้นจนนำไปสู่ภาวะ Splinternet
นี่คือทางเลือกของโลกในยุคประธานาธิบดีไบเดน ผู้อ่านคิดว่าโลกยุคใหม่จะเป็นอย่างไร โปรดไตร่ตรองดู
ความคิดเห็น
pawish truthatsanawin
ขอบคุณครับ
29 พ.ย. 2020 เวลา 07:37