ฝรั่งเศส เสร็จเราแน่ ! : เบื้องหลังประตูประวัติศาสตร์ของ ดิยอป และ เซเนกัล ในฟุตบอลโลก 2002 | MAIN STAND
เกาหลีใต้ อาจจะเป็นทีมม้ามืดที่ไปได้ไกลที่สุดในฟุตบอลโลก 2002 ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่า พวกเขาไม่ใช่ทีมที่น่าชื่นชมที่สุด
และหากจะมีทีมใดสมฉายา "ม้ามืด" ทีมนั้นจะต้องเป็น เซเนกัล อย่างไม่ต้องสงสัย ... ฟุตบอลโลกครั้งแรกของพวกเขา กับนักเตะโนเนมที่ดังระเบิดหลังจบศึกเวิลด์คัพครั้งนั้น
ซาลีฟ ดิเยา, เอล ฮัดจิ ดิยุฟ และ ปาปา บูบา ดิยอป ... คือของจริง และนี่คือเรื่องราวจากเริ่มจนถึงปลายทางของทีมชาติเซเนกัล ผู้สร้างประวัติศาสตร์ในเกมที่ขึ้นชื่อว่า "พลิกล็อกที่สุดในฟุตบอลโลก"
ก่อนที่ เซเนกัล จะขย้ำแชมป์เก่าอย่าง ฝรั่งเศส เกิดอะไรขึ้นบ้าง ... ติดตามได้ที่นี่
รวมพลแข้งไกลบ้าน
ก่อนเวิลด์คัพฉบับเอเชียจะเริ่มแข่งขัน เซเนกัล ไม่เคยไปฟุตบอลโลกมาก่อน สหพันธ์ฟุตบอลของพวกเขาเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 1960 ณ เวลานั้นไม่ได้มีลีกอาชีพแต่อย่างใด ทว่าฟุตบอลของเซเนกัล ได้ก่อร่างสร้างตัวตั้งแต่ก่อนหน้านั้น จากทหารของกองทัพฝรั่งเศส ประเทศที่พวกเขาอยู่ในอาณานิคมนั่นเอง
การพัฒนาต้องใช้ระยะเวลามาก โดยเฉพาะการพัฒนาจนถึงขั้นได้ไปฟุตบอลโลกนั้น หากทำผิดขั้นตอน ดีไม่พอ รอไม่เป็น ยิ่งเป็นสิ่งยากอย่างที่สุด นั่นคือเหตุผลที่ เซเนกัล ไม่เคยทำผลงานได้ใกล้เคียงเลยตั้งแต่ช่วงก่อตั้งสหพันธ์จนกระทั่งถึงยุค 90s
แม้เด็ก ๆ ที่นั่นจะชื่นชอบฟุตบอลเป็นอย่างมาก แต่พวกเขายังขาดลีกอาชีพที่ดีที่จะยกระดับตัวเองได้ จนกระทั่งเมื่อมีการลงทุนจากสโมสรในประเทศฝรั่งเศส มาสร้างอคาเดมีเพื่อหาช้างเผือกในเซเนกัล อาทิ เม็ตซ์ และ โมนาโก รวมกับระบบเอเย่นต์ ตลอดจนการที่นักเตะเซเนกัล ได้เปรียบเรื่องความใกล้ชิดระหว่างประเทศของพวกเขากับฝรั่งเศส ทำให้นักฟุตบอลของ เซเนกัล เริ่มได้มาเล่นในลีกฝรั่งเศสบ้าง ทว่าเป็นเพียงการเล่นให้ทีมเล็ก ๆ ในระดับลีกรอง หรือไม่ก็ทีมระดับกลางค่อนล่างเท่านั้น
ตอนนั้นพวกเขายังไม่กล้าหวังถึงฟุตบอลโลกแน่นอน เพราะว่ากันด้วยเรื่องสถิติการติดทีมชาติและสถิติผู้ยิงประตูนั้น มีนักเตะเซเนกัลก่อนยุค 2000s ติดในทำเนียบนักเตะตำนานของชาติเพียง 2 รายเท่านั้น คือ โรเจอร์ เมนดี้ (1979-1995) และ จูลส์ โบก็องเด้ (1979-1993) ที่เหลือเป็นนักเตะยุคมิลเลเนียมทั้งนั้น คนที่ติดทีมชาติมากที่สุดและยิงประตูมากที่สุดคือ อองรี กามาร่า (99 นัด 29 ประตู) ที่เริ่มติดทีมชาติในปี 1999
การมีนักเตะไปเล่นในต่างแดนและทำเงินได้มาก ทำให้เด็ก ๆ ที่เซเนกัลหลายคนเกิดความฮึกเหิม และมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน พวกเขารู้ดีว่าหากพัฒนาตัวเองได้ดีพอ พวกเขาจะได้ไปเล่นที่ฝรั่งเศส และนั่นคือจุดเปลี่ยนของชีวิตในดินแดนศิวิไลซ์อย่างแท้จริง
ปาปา บูบา ดิยอป คือหนึ่งเด็กที่ฝันจะเป็นเช่นนั้น เขาเล่นในทีมบ้านเกิดอยู่ถึง 4 ปี และตอนนั้นยังไม่เป็นลีกอาชีพด้วยซ้ำ จนกระทั่งมีระบบเอเย่นต์และแมวมองเข้ามา เขาจึงได้ไปเล่นในประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ กับ นูตาแชล ซามักซ์ ทีมในลีกรองเมื่อปี 2000 โดยสัญญาฉบับบนั้นเป็นสัญญาอาชีพครั้งแรกของเขาอีกด้วย
Photo : www.tagesanzeiger.ch
ร่างกายที่แข็งแกร่งบวกกับความเร็วแบบนักเตะแอฟริกัน ทำให้บทบาทตัวรับของ ดิยอป โดดเด่นมาก เขาเล่นให้กับ ซามักซ์ ได้ไม่ทันครบฤดูกาล ก็ถูกทีมในลีกสูงสุดอย่าง กราสฮ็อปเปอร์ ซูริค ซื้อตัวไป และเมื่อขึ้นสู่ระดับสูงได้ไม่มีปัญหา การเดินทางที่รอคอยก็มาถึงเมื่อ ล็องส์ ทีมจาก ลีก เอิง คว้าตัวเขาไปในฤดูกาล 2001-02
เส้นทางของ ดิยอป บ่งบอกถึงพัฒนาการนักเตะเซเนกัลในรุ่นเดียวกับเขาได้เป็นอย่างดี เพราะคนอื่น ๆ อย่าง ดิยุฟ, ดิเยา, ลามีน ดิอัตต้า และ อองรี กามาร่า ก็ได้สัญญาฉบับแรกที่ยุโรปกันทั้งสิ้น ... อยากเก่งต้องก้าวไปข้างหน้า และกล้าที่จะเผชิญวัฒนธรรมใหม่ นี่คือแนวคิดและจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เซเนกัล กล้าที่จะเริ่มฝันไปฟุตบอลโลก
ฝรั่งเศสชุด B
แข้งเซเนกัลก้าวขึ้นมาเล่นในลีกเอิงมากขึ้น นำโดยนักเตะชุดรุ่นอายุไล่ ๆ กับ ดิยอป และในปี 1998 พวกเขาทั้งหมดที่ยังเป็นวัยรุ่น ได้ดูฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ นำมาซึ่งความหวังว่ามันจะเป็นทีของพวกเขาบ้างในฟุตบอลโลกครั้งต่อไป
"ปี 1998 พวกเรานั่งดูฟุตบอลโลกกันผ่านโทรทัศน์ ตอนนั้นผมยังอยู่ที่ เซเนกัล และผมเป็นกองเชียร์ของทีมชาติฝรั่งเศส" ดิยอป เล่าย้อนความไปในวันที่ความหวังบังเกิด
เมื่อ ดิยอป และเพื่อน ๆ โตขึ้นจนเป็นนักเตะอาชีพ และพร้อมสำหรับการชิงชัยในฟุตบอลโลก 2002 ณ เวลานั้น เซเนกัล ถูกเรียกว่า "ฝรั่งเศส ชุดบี" สื่อตั้งฉายานี้ให้พวกเขาเพราะ เซเนกัล มีนักเตะที่เล่นในลีกฝรั่งเศสทั้งในระดับลีกเอิง และลีกเดอซ์ รวมถึง 21 จาก 23 รายชื่อ อีก 2 รายที่ค้าแข้งในประเทศเป็นผู้รักษาประตูสำรอง นอกจากนี้พวกเขายังมี บรูโน่ เม็ตซู กุนซือชาวฝรั่งเศสเป็นเฮดโค้ชอีกด้วย
ปัจจัยสำคัญคงหนีไม่พ้นโค้ช เม็ตซู ผู้ทำให้เด็ก ๆ ของ เซเนกัล รู้ว่าตนเองมีดีและจงมองข้ามความกลัวนั้นไป ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น เซเนกัล โดนถากถางเพราะเชื่อว่าคงผ่านกลุ่มที่โดนจับไปอยู่กับแชมป์เก่า และแชมป์ยูโร 2000 อย่างฝรั่งเศส, อุรุกวัย แชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัย และแชมป์ยูโร 1992 อย่าง เดนมาร์ก ไม่ได้
ฝรั่งเศสชุดใหญ่มีอัตราเดิมพันในการคว้าแชมป์โลกคราวนั้นอยู่ที่ 4-1 (แทง 1 จ่าย 4 ไม่รวมทุน) ขณะที่ เซเนกัล มีอัตราเดิมพันที่แทง 1 จ่าย 300 ... นี่คือความต่างที่คนนอกมองพวกเขา
1
"ใคร ๆ ต่างก็เรียกพวกเราว่าเป็นฝรั่งเศสทีมสำรอง แต่ฟังนะ พวกเรามีนักเตะคุณภาพเยอะแยะ เด็ก ๆ ของผมดีพอที่จะเป็นนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสด้วยซ้ำ" เม็ตซู กุนซือจอมบู๊มาดเข้มกล่าวก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่ม
"เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากให้เด็ก ๆ ของผมมั่นใจ และคิดว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ผมแทบไม่ได้พูดถึงคู่แข่งให้พวกเขาฟังเลย โค้ชบางคนเน้นเรื่องนี้มาก พวกเขาใช้วีดีโอเจาะผู้เล่นรายคนของคู่แข่งเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับลูกทีมผม ผมคิดว่าไม่จำเป็น พวกเขาเป็นแฟนของฝรั่งเศส และรู้จักนักเตะอย่าง เธียร์รี่ อองรี, ดาวิด เทรเซเกต์ และ เอ็มมานูเอล เปอตีต์ ดีอยู่แล้ว"
สิ่งเหล่านี้เรียกความมั่นใจ ... ทว่าไม่ใช่ความมั่นใจว่าพวกเขาจะเป็นผู้ชนะในเกมนัดเปิดสนาม แต่มันคือความมั่นใจในตัวเองว่า เมื่อลงสนามไป พวกเขาจะลงไปสู้อย่างเต็มที่ ให้สมกับเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ... แค่ไม่กลัวซะอย่าง ขาของพวกเขาก็ก้าวลงไปในสนามรบตั้งแต่สงครามยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ
อับดุลาย เวด ประธานาธิบดีของ เซเนกัล ณ เวลานั้น เปรียบเทียบนักเตะของพวกเขากับฝรั่งเศสว่า มันเหมือนการแข่งขันของนักศึกษาฝึกงานที่เพิ่งผ่านการประเมิน และต้องลงแข่งขันกับพนักงานประจำรุ่นพี่ ซึ่งเปรียบได้กับเหล่านักเตะเซเนกัล ที่เรียนรู้ศาสตร์ฟุตบอลจากนักเตะฝรั่งเศสซึ่งพวกเขากำลังจะลงดวลด้วยในวันนี้ ... พวกเขาสอบผ่านตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ต่อให้แพ้ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ
"มันเหมือนศึกของคนในครอบครัว นักเตะเซเนกัลได้เรียนรู้ด้านฟุตบอลมากมายในประเทศฝรั่งเศส และพวกเขามาถึงฝั่งแล้ว เราเป็นเด็กฝึกงานที่ซึมซับทุกอย่างมาอย่างเต็มเปี่ยม และตอนนี้สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องสู้กับลูกพี่ของพวกเราเอง" เวด กล่าว
ขณะที่ ปาปา บูบา ดิยอป ยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนวันแข่งได้ดี นักเตะ เซเนกัล อยู่ในสภาพที่พร้อมรบมาก พวกเขาเห็นข่าวที่สื่อนำเสนอ และยิ่งอยากจะแข่งขันมากขึ้น ข่าวบอกว่าฝรั่งเศสชุดใหญ่จะยิงฝรั่งเศสชุดบีด้วยสกอร์ 4-0 ขึ้นไป นั่นทำให้พวกเขายิ่งสบายใจเข้าไปใหญ่ เซเนกัล ไม่มีความกดดันอะไรเลย นอกจากลงไปสนุกกับประวัติศาสตร์ที่พวกเขาสร้างขึ้นด้วยตัวเอง
"มันเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกของเรา พวกเราเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าคาดหวังอะไรไปมากกว่าการได้สนุกกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนเกมพวกเรานั่งดูทีวี มีการทำนายผลว่าเราจะแพ้ 0-5 บ้าง 0-6 บ้าง ไม่มีใครให้ราคาเราเลย ... นั่นแหละดีที่สุด โอกาสมาถึงแล้ว เราหมดซึ่งความกังวล เราจะสนุกด้วยกันทั้งทีม ขณะที่ฝรั่งเศสนั้นรู้ดีว่า พวกเขาต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาลเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ" ดิยอป ว่าไว้
หลังการซ้อมมื้อสุดท้ายเสร็จสิ้น นักเตะ เซเนกัล เข้านอนและตื่นขึ้นมาพร้อมสำหรับเกมการแข่งขันจริง วันนี้บรรยากาศเปลี่ยนไปจากที่พวกเขาคุ้นเคย ทีมที่สนุกสนานร่าเริงแบบฉบับแอฟริกัน กลายเป็นทีมที่เงียบขรึม และพร้อมแล้วสำหรับแมตช์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา
"พวกเรานอนไม่หลับ ผมนั่งถักผมจนถึงตี 2 ก่อนลงสนาม ผมไม่รู้สึกเครียด ผมผ่อนคลายมาก มากจนคิดว่าเราไม่น่าจะเป็นผู้แพ้" ซาลีฟ ดิเยา เล่าถึงช่วงเวลา 24 ชั่วโมงก่อนลงสนามที่กรุงโซล
"เช้ามาพวกเราต้องลงไปกินข้าว เรารับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่างโดยที่ไม่ต้องพูดกัน เราอยู่ด้วยกันและรู้กันด้วยสายตา เหมือนกับจะบอกกันว่า 'แกรู้นะเพื่อน ว่าแกต้องทำอะไร'"
"เราเหยียบสนามและเหมือนกับช่วงเวลาที่เงียบเชียบก่อนสงครามใหญ่จะเกิดขึ้น เรามีความเชื่อและรู้ว่ามีงานใหญ่ให้ต้องทำ และถ้าเราทำได้ตามที่หวัง เราอาจจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ก็ได้" ดิเยา กล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะเรียกรวมทีมครั้งสุดท้าย รอเวลาเสียงนกหวีดเริ่มเกมดัง
ประตูแรกของ เซเนกัล ในฟุตบอลโลก
พาทริก วิเอร่า, ซีเนดีน ซีดาน, อองรี, เทรเซเกต์, เปอตีต์ และอีกมากมายหลายชื่อของฝั่งฝรั่งเศสที่แฟนบอลทั่วโลกคุ้นหู ลงสนามด้วยเสียงเชียร์ที่กึกก้อง ขณะที่ฝั่ง เซเนกัล ณ เวลานั้นมีเพียง เอล ฮัดจิ ดิยุฟ ซึ่งถือว่าเป็นวันเดอร์คิดของลีกฝรั่งเศสรายเดียวเท่านั้นที่ยังพอคุ้นหูอยู่บ้าง
เกมนั้นนักเตะ เซเนกัล สั่นสู้ตามที่ปากพวกเขาบอก ดิยอป เล่าว่า แฟร์ดิน็องด์ โคลี่ แบ็คขวาของทีมเตรียมตัวเตรียมใจมาจับตาย อองรี ด้วยการเล่นแบบฮาร์ดแมน และนั่นทำให้ อองรี รู้สึกสยองพองขนไม่น้อย
"คนอย่าง โคลี่ โคตรดุ คุณไม่อยากมีปัญหากับเขา เขาจะหักขาคุณเลยผมจะบอกให้" ดิยอป ว่าไว้
ขณะที่เกมวันนั้น กระแสของเกมไหลกลับมายังฝั่ง เซเนกัล ที่ไม่กดดัน นักเตะทุกคนเล่นดีราวกับค้าแข้งในทีมระดับหัวแถวของยุโรป ดิยุฟ สร้างชื่อในเกมแรกกับทัวร์นาเมนต์ระดับโลกด้วยความพริ้วที่ไม่มีใครจับอยู่ โคลี่ จัดการกับ อองรี ตามที่เขาว่า และเหนือสิ่งอื่นใด ปาปา บูบา ดิยอป เวอร์ชั่นพลังใจเกินร้อยกลายเป็น บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ มิดฟิลด์ ที่สามารถจับตาย ซีดาน และรีดฟอร์มให้เปล่งประกายยิ่งกว่าที่ พาทริก วิเอร่า เป็นด้วยซ้ำ
นาทีที่ 30 ของเกม ดิยุฟ กระชากผ่านของหลังฝรั่งเศสหลุดลุ่ยไปถึงสุดเส้นหลัง ตบกลับเข้ามาตามแบบฉบับลูกซ้อม และเป็นตัวรับอย่าง ดิยอป ที่กัดฟันวิ่งมาถึงบอลก่อนใคร สัมผัสแรกของเขาโดนเซฟโดย ฟาเบียน บาร์กเตซ ทว่าแข้งขาที่ยาวกว่าของเขา ทำให้ ดิย็อป สามารถเล่นจังหวะสอง เอาเท้าเขี่ยบอลเข้าประตูไปแม้มันจะทุลักทุเลก็ตาม
"มันไม่ใช่ประตูที่สวยงามเลย หลายคนบอกว่าเป็นปาฏิหาริย์ แต่ถ้าพูดให้ถูก มันต้องใช้คำว่าความฝันมากกว่า" ดิยอป เล่านาทียิงประตูชัย
"ผมยังจำภาพ 4 ปีที่แล้วได้เลย ฝรั่งเศส ได้แชมป์ และพวกเราฉลองกันสุดเหวี่ยง ออกมาเฮกันเต็มท้องถนน แต่วันนี้ผมเป็นคนยิงประตูใส่พวกเขาเสียเอง มีไม่กี่อย่างหรอกที่คุณจะจดจำแบบตราตรึงใจไปตลอดชีวิต สำหรับผมมีลูก เมีย ครอบครัว แล้วก็ประตูนี้นี่แหละ ... ไม่รู้จะพูดถึงประตูนี้อีกสักกี่ครั้ง ผมก็คิดว่ามันบ้าคลั่งเหลือเชื่ออยู่ดี"
"ผู้เล่นในทีมบางคนเป็นมุสลิม บางคนเป็นคริสเตียน และในวันนั้นเทพเจ้าจากสากลโลกอยู่ฝั่งเรา ฟุตบอลโลกครั้งแรกของเรากับฝรั่งเศส พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้เราเป็นฝ่ายแพ้"
หลังจากยิงเข้า ดิยอป ลากเพื่อน ๆ มาที่มุมธง เขาถอดเสื้อของเขาวางไว้บนพื้นสนาม และเต้นรอบเสื้อตัวนั้นพร้อม ๆ กับนักเตะเซเนกัลคนอื่น ๆ นี่คือการแสดงความดีใจเชิงสัญลักษณ์ เสื้อตัวนั้นแทนชาว เซเนกัล ทุกคน และประตูนี้จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ยกระดับวงการฟุตบอลของประเทศซึ่งตามหลังเขามาตลอด
"สิ่งที่คิดหลังยิงได้ คือภาพของชาวเซเนกัลทุกคน เรามีการวางแผนไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าได้ประตูพวกเราจะฉลองกันแบบนี้ และเราก็ทำได้จริง ๆ มันคือประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมโดยแท้จริง"
ชัยชนะบังเกิดแก่ เซเนกัล ในวันนั้น ไม่ใช่เกมรุกที่เป็นพระเอก ไม่ใช่เกมรับที่เป็นพระรอง แต่เป็นเพราะทุกคนช่วยกันเล่นและตั้งใจมากที่สุดในชีวิต ประวัติศาสตร์ที่ถูกเรียกว่า "เกมที่พลิกล็อกที่สุดในฟุตบอลโลก" จึงได้ถือกำเนิดขึ้น
แค่ชนะนัดเดียว เปลี่ยนทุกอย่างได้โดยแท้จริง หลังจบเกมถนนหนทางในกรุงดาการ์ เมืองหลวงของประเทศ คราคร่ำไปด้วยเสียงแตรของรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ถนนจมไปด้วยสีแดง, เขียว และเหลือง ทุกคนเต้นรำบนท้องถนน พร้อมโบกสะบัดธงชาติเซเนกัล ...
ไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศจะเป็นเช่นไร ผู้คนจะมีมุมมองต่อการเมืองแบบไหน ฝั่งไหนไม่ถูกกับใคร ? ... ไม่ใช่ประเด็น ค่ำคืนที่ เซเนกัล ชนะ ฝรั่งเศส ทำให้ผู้คนในประเทศกว่า 10 ล้านคนเป็นหนึ่งเดียวกัน และนี่คือความหมายของประตูที่ไม่สวยงาม แต่มีความหมายของ ปาปา บูบา ดิยอป โดยแท้จริง
1
เซเนกัล มั่นใจสุดขีด หลังจากนั้นพวกเขาไม่แพ้ใครเลยในอีก 2 เกมที่เหลือของรอบแบ่งกลุ่ม (เสมอ เดนมาร์ก 1-1 และเสมอ อุรุกวัย 3-3) จากนั้นตามด้วยการเชือด สวีเดน ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย 2-1 สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาทีมที่ 2 (ต่อจาก แคเมอรูน ปี 1990) ที่มาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้
น่าเสียดายที่ที่สุดแล้ว เซเนกัล หยุดเส้นทางแค่รอบนั้น หลังจากพ่ายแพ้ให้ ตุรกี ไป 0-1 แต่เท่านั้นก็สุดยอดแล้วสำหรับครั้งแรก อิมแพคต์ของฟุตบอลโลก 2002 เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งอย่างในด้านฟุตบอลของประเทศแห่งนี้ นักเตะอย่าง ซาดิโอ มาเน่, คาลิดู คูลิบาลี่ หรือแม้กระทั่ง อิสไมล่า ซาร์ ต่างก็บอกเล่าจุดเริ่มต้นความบ้าบอลของพวกเขาจากทีมชุดนี้ทั้งสิ้น ... ไม่ว่าจะไปไกลแค่ไหน เซเนกัล ชุดนี้คือฮีโร่ของคนทั้งประเทศ และคงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า ทุกอย่างถูกจุดขึ้นโดยประตูของ ดิยอป ... ชัยชนะนัดนั้นทำให้ เซเนกัล ไม่กลัวใครและมั่นใจเกินกว่าที่ใครจะเชื่อสายตาตัวเอง
หลังฟุตบอลโลก 2002 นักเตะของ เซเนกัล ชุดนั้นได้ขยับขยายไปเล่นในลีกใหญ่ ๆ ของยุโรปกันแทบยกชุด ดิยุฟ และ ดิเยา ไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล, กามาร่า ไปอยู่กับ วูลฟ์แฮมป์ตัน, โคลี่ ไปอยู่กับ เปรูจา ขณะที่ ดิยอป เองก็ได้เล่นในพรีเมียร์ลีกกับ ฟูแล่ม และ พอร์ทสมัธ ตามลำดับ ... สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจสำหรับ ดิยอป คือเมื่อต้องเป็นปลาเปลี่ยนน้ำ เขายังคงแข็งแกร่งในแดนกลางเสมอ จนถึงขนาดที่ว่า พอล สโคลส์ ยังยกให้ ดิยอป เป็นนักเตะที่ไม่อยากดวลด้วย และให้คำจำกัดความว่า "แข็งแกร่ง" พอ ๆ วิเอร่า อีกด้วย
"ปาปา บูบา ดิยอป เล่นฉลาดมาก แล้วก็ตัวใหญ่มากด้วย ตอนที่เราดวลกับพอร์ทสมัธ เขาทำให้ผมสติแตกและรู้สึกเสียเวลา เขาทำให้ผมอึดอัด แน่นอนเขาอาจจะไม่เก่งเท่า วิเอร่า แต่ที่แน่ ๆ เขาแกร่งไม่แพ้กัน … 100% เลย" สโคลส์ พูดถึง ดิยอป ในวันที่ทราบข่าวว่าดาวเตะประวัติศาสตร์ของ เซเนกัล วัย 42 ปี ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยโรคประจำตัว
ทุกอย่างถูกเขียนขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว การเติบโตบนเส้นทางฟุตบอลของ ดิยอป และเพื่อน ๆ เซเนกัล ในวันนั้น สร้างตำนานที่ยังถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้ และมันแสดงให้เห็นว่า บางครั้งการลงสนามด้วยความคิดแบบผู้ชนะ ก็ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างที่หวัง เซเนกัล ตัวใหญ่ขึ้นอีกเมื่อลงเล่นในฟุตบอลโลก 2002 ... แม้แต่แชมป์โลกก็ต้องสยบแทบเท้าเลยทีเดียว
ด้วยจิตคารวะถึง ปาปา บูบา ดิยอป ... RIP
บทความโดย ชยันธร ใจมูล
แหล่งอ้างอิง
ความคิดเห็น
Dominic
เวลานี้สงสัยเราคงต้องรอให้ทีมชาติไทย ทำให้คนไทยกอดกันอีกครั้งนึง
30 พ.ย. 2020 เวลา 12:52