สวัสดีครับพี่น้องชาว Blockdit และสาวก Red Army ทุกท่าน ผ่านไปแล้วกับสัปดาห์สุดหฤโหดที่ตอนแรกแฟนผีอย่างเราๆ เห็นโปรแกรมแล้วแทบกุมขมับ แต่ใครจะเชื่อครับว่า ไมเคิล คาร์ริก กุนซือคนใหม่หน้าเดิม จะประเดิมงานหินด้วยการพาเราเก็บ 6 แต้มเต็ม! จากการเปิดบ้านทุบ แมนฯ ซิตี้ 2-0 และบุกไปเฉือน อาร์เซนอล ถึงถิ่น 3-2 ในฐานะที่ผมเกาะติดขอบสนามและวิเคราะห์เกมปีศาจแดงมากว่า 20 ปี ผมกล้าพูดเลยว่า นี่คือ United DNA ที่หายไปนาน วันนี้ผมจะมาชำแหละฟอร์มการเล่นรายบุคคลและแท็กติกให้เห็นกันชัดๆ ว่าเราชนะมาได้ยังไง แบบไม่อวย แต่เน้น "ของจริง" ล้วนๆ ครับ ⚔️ Match 1: Manchester United 2-0 Manchester City (17 ม.ค. 2026) @Old Trafford 📝 ภาพรวมและแท็กติก (Tactical Breakdown) เกมนี้เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สั่งลูกทีมครองบอลกดดันเราตามสไตล์ (City ครองบอลเกือบ 70%) โดยมี ดอนนารุมม่า (Gianluigi Donnarumma) ยืนเฝ้าเสา แต่แท็กติกของคาร์ริกคือ "Compact Defence & Killer Counter" คาร์ริกเลือกใช้ เซนเน่ ลามเมนส์ (Senne Lammens) นายทวารมือหนึ่งคนปัจจุบันที่นิ่งเกินวัย ยืนปักหลักสั่งการแผงหลัง โดยมี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (ที่เกือบโหม่งทำประตูได้ตั้งแต่นาทีที่ 3) จับคู่กับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ คอยเก็บกวาดลูกกลางอากาศและภาคพื้นดิน ปิดตาย ฮาแลนด์ จนแทบหายไปจากเกม ⭐️ เจาะฟอร์มรายบุคคล (Player Focus) Senne Lammens (GK): ยืนตำแหน่งดีมาก จังหวะเซฟลูกยิงของ โฟเด้น และการตัดบอลกลางอากาศทำได้หมดจด ความนิ่งของเขาทำให้กองหลังเล่นง่ายขึ้นเยอะ ถือเป็นดีลที่คุ้มค่าจริงๆ Patrick Dorgu: เจ้าหนูแบ็คซ้ายกึ่งปีกรายนี้คือ "ทีเด็ด" เกมนี้คาร์ริกสั่งให้เขาเติมเกมรุกแบบ Fearless และเขาก็ตอบแทนด้วยประตูตอกฝาโลงนาทีที่ 76 จากการเข้าฮอสลูกเปิดของ คุนญ่า ได้อย่างเฉียบขาด Bryan Mbeumo: คนนี้ต้องยกนิ้วให้! ประตูปลดล็อกนาทีที่ 65 เกิดจากความขยันของเขาที่เริ่มเกมสวนกลับเอง ทำชิ่งกับ บรูโน่ ก่อนจะหลุดไปยิงผ่านมือดอนนารุมม่าเข้าไปอย่างเยือกเย็น นี่คือกองหน้าที่ใช้โอกาสไม่เปลืองที่ทีมต้องการ ฝั่งตรงข้าม (Man City): ซิตี้พยายามเจาะทางริมเส้นผ่าน ริโก้ ลูอิส และ ทิจจานี่ ไรน์เดอร์ส แต่เจอกำแพงรับ 2 ชั้นของเราเข้าไปก็ไปไม่เป็น แถมจังหวะเสียประตูแรกก็มาจากความผิดพลาดที่โดนเราตัดบอลได้กลางทาง ซึ่งต้องชมวินัยเกมรับของ คาเซมิโร่ และ ไมนู ที่ช่วยสกรีนบอลก่อนถึงหลังบ้านได้ดีเยี่ยม ⚔️ Match 2: Arsenal 2-3 Manchester United (25 ม.ค. 2026) @Emirates Stadium 📝 ภาพรวมและแท็กติก (Tactical Breakdown) เกมนี้ดราม่ากว่าเยอะครับ! เราบุกไปเยือนอาร์เซนอล จ่าฝูงฟอร์มแรง คาร์ริกยังยึดระบบเดิมแต่เน้น High Pressing ในแดนบนมากขึ้น เกมนี้เราโดนนำก่อน 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ ลิซานโดร (โชคร้ายจริงๆ) แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ "ใจ" ครับ เราไม่ยวบ และกลับมาได้ด้วยความผิดพลาดของคู่แข่งบวกกับความมหัศจรรย์ของแนวรุก ⭐️ เจาะฟอร์มรายบุคคล (Player Focus) Bryan Mbeumo: ร้อนแรงต่อเนื่อง! ตีเสมอ 1-1 นาทีที่ 36 จากความจมูกไวที่ฉกบอลจากการจ่ายพลาดของ มาร์ติน ซูบิเมนดี้ กองกลางปืนใหญ่ แล้วลงโทษทันที Patrick Dorgu: นาทีที่ 50 เจ้าหนูคนนี้ยิงประตูที่อาจจะสวยที่สุดในฤดูกาล! รับบอลจากบรูโน่แล้วซัดไกลเต็มข้อ บอลพุ่งชนคานเด้งเข้าประตูไปแบบสะใจกองเชียร์ ทำเอา ดาบิด ราย่า ได้แต่ยืนมอง Matheus Cunha: ลงมาเป็น Super Sub และกลายเป็นฮีโร่ตัวจริง! หลังจากโดน มิเกล เมริโน่ ตีเสมอ 2-2 ช่วงท้ายเกม นาทีที่ 86 คุนญ่าโชว์คลาสด้วยการปั่นโค้งๆ จากนอกกรอบเสียบเสาเข้าไป เป็นประตูชัยที่ทำให้แฟนปืนเงียบกริบทั้งสนาม ฝั่งตรงข้าม (Arsenal): อาร์เซนอลของอาร์เตต้า ครองเกมได้ดูดีในช่วงแรก โดยมี ซาก้า คอยป่วนทางขวา แต่จุดเปลี่ยนคือความผิดพลาดส่วนบุคคลของ ซูบิเมนดี้ ที่แจกส้มให้เรา และการที่แนวรับพวกเขาถอยไปรับลึกเกินไปในช่วงท้าย เปิดพื้นที่ให้ คุนญ่า ได้ง้างเท้ายิงโล่งๆ ซึ่งระดับนี้ไม่เหลือครับ 🚩 บทสรุปจากมุมมองแฟนผีรุ่นเก๋า 2 นัด 6 แต้ม ยิงได้ 5 ประตู สิ่งที่เห็นชัดเจนในยุค คาร์ริก คือ: ความเด็ดขาด (Clinical Finishing): เรามีโอกาสไม่เยอะ แต่เปลี่ยนเป็นประตูได้หมด (Mbeumo, Dorgu, Cunha คมกริบทุกคน) ความยืดหยุ่นของแท็กติก: รับแน่นเมื่อเจอซิตี้ เพรสซิ่งดุเมื่อเจออาร์เซนอล ขุมกำลังที่ทดแทนกันได้: การมี Lammens เฝ้าเสาทำให้เกมรับอุ่นใจ และตัวสำรองอย่าง Cunha ลงมาเปลี่ยนเกมได้จริง ชัยชนะเหนือ 2 ทีมลุ้นแชมป์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือสัญญาณว่า "เครื่องจักรสีแดง" กำลังกลับมาทำงานเต็มระบบอีกครั้ง! เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงกับฟอร์มของ Senne Lammens และลูกยิงของ Dorgu? คอมเมนต์มาคุยกันได้ครับ! 👇 #ManchesterUnited #ManUtd #PremierLeague2026 #Carrick #RedArmy #BlockditFootball