15 ธ.ค. 2018 เวลา 03:30 • ปรัชญา
"ติ กับ ด่า"
การที่คนเราทำอะไรที่ผิดพลาด ในทางใดทางหนึ่ง มักจะมีกิริยาอาการหนึ่งที่จะต้องแสดงเพื่อบ่งบอกให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้ นั่นคือ การติ และรวมไปถึงการด่าทอ
ซึ่ง 2 คำ นี้มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ ถึงแม้ว่าประโยคที่สื่อสารจะมีความหมายที่เหมือนกัน แต่ความรู้สึก และบริบท นั้นต่างการอย่างสิ้นเชิง เราจะลองมาสมมติเหตุการณ์กัน
สมมติว่า เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดพลาด ไม่ดีไม่ควร หรือไม่เหมาะสม แล้วมีคนมาติเตียน ตักเตือนว่า เราผิดพลาดในเรื่องใดบ้าง หรือบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ดี เราก็มีความรู้สึกว่า เราต้องปรับปรุงแก้ไขให้มันดีขึ้น
ในทางกลับกัน เราทำในสิ่งที่เหมือนกับข้างบน แต่กลับถูกต่อว่าต่างๆนาๆ ด้วยอารมณ์ และถ้อยคำที่หยาบคาย หรือไม่หยาบคายก็ดี สิ่งที่เรารู้สึกอย่างแรก คือ เสียใจ ไม่ก็รู้สึกแย่กับคนๆนั้น โดยที่อาจจะเกิดผลเสียที่ทำให้มันยิ่งแย่ลงไปอีก
นี่น่าจะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่น่าจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว
หากเรามองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง เราก็ไม่อยากให้คนอื่นมาด่าเรา แต่อยากให้คนอื่นมาติในจุดที่ผิดพลาด หรือบกพร่องมากกว่า ใช่หรือไม่
ซึ่งในสังคมปัจจุบัน ในทัศนะ หรือมุมมองของเรา เรามีความรู้สึกว่า คนมักจะเข้าใจผิด มันแปรเปลี่ยนจาก การ "ติ" หรือ "ติเพื่อก่อ" กลายเป็น "การด่าทอ" ด้วยอารมณ์ที่มากกว่าเหตุผล และพูดมาว่า "นี่คือการติเพื่อก่อ" ซึ่งเรามองว่ามันทำให้ผู้ฟังในสิ่งที่เราสื่อสารออกไปรู้สึกไม่ดี และอาจจะเกิดการเข้าใจผิดไปในทางอื่น ซึ่งทำให้เกิดผลเสียขนาดที่ใหญ่กว่า ปัญหาที่ควรจะเป็น
สุดท้ายนี้ เรามีความคิดเห็นว่า การที่เราจะติคนที่ทำผิดพลาดด้วยความหวังดี เราควรที่จะใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และมองความผิดพลาดอย่างเป็นข้อๆ ให้ผู้ฟังได้รับฟัง นำไปปรับปรุงแก้ไข หากคนเราทำอย่างนี้มากขึ้นๆเรื่อย อาจจะทำให้การด่าทอเกิดขึ้นน้อยลง และความรู้สึกแย่ๆอาจจะลงลดกว่าเดิมก็ได้ ไม่มากก็น้อยครับ
เป็ความคิดเห็นส่วนตัว ยังไงก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ
ใจเย็นๆ ค่อยๆพูด ค่อยๆจา อย่าพึ่งหัวร้อน
-โพนี่
ใช้ชีวิตให้สนุกครับ
#ไม่มีใครหมัดหนักเท่าชีวิต #WeeBNK48 #ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
รูปใส่มาเฉยๆ
ปล่อยวางอารมณ์ ให้เหมือนท้องฟ้าที่ว่างเปล่่า
โฆษณา