Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สถานีผู้ประกอบการ Entrepreneurs Station
•
ติดตาม
11 ม.ค. 2019 เวลา 04:34 • การศึกษา
การทำการตลาดในยุคดิจิตอล (Digital Disruption) ให้ได้ผลได้อย่างไร?
ฤาว่าการตลาดตามหลัก 4C จะเป็นโมเดลทางการตลาดที่ช่วยเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการ ในการเปลี่ยนผ่านเพื่อเข้าสู่การตลาดยุคดิจิตอล
การทำความเข้าใจเพิ่มขึ้นกับบทความนี้ ควรอ่านควบคู่กับบทความก่อนหน้านี้ในเรื่องการตลาดแบบ 4P (4P Marketing Combination)
https://www.blockdit.com/articles/5c356201cf4f550fc6251014
Market Plan for Digital Disruption
แนวคิดทางการตลาดที่พึ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี้ โดยการมุ่งเน้นความสำคัญไปที่กลุ่มผู้บริโภคหรือตัวตัวลูกค้าเป็นหลัก มากกว่าการให้น้ำหนักความสำคัญไปที่ผลิตภัณฑ์หรือตัวสินค้า
นั่นก็คือสมการการตลาดในรูปแบบของ 4C
แนวคิดนี้จะเน้นผู้บริโภคมากขึ้น และการมุ่งเน้นในลักษณะนี้ได้นำไปสู่การใช้หลักในการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง แนวคิดนี้ก็ยังสามารถประยุกต์ใช้อย่างได้เป็นอย่างดีในผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดจำนวนมากอยู่แล้วด้วย
องค์ประกอบทางการตลาดทางเลือกนี้ประกอบด้วยตัวแปรหลักทั้งสี่ดังต่อไปนี้:
1. ผู้บริโภค (Consumer or Customers)
2. ต้นทุน (Cost)
3. การติดต่อสื่อสาร (Communication)
4. ความสะดวกสบาย (Convenience)
4Cs Marketing Model
ดังที่ได้กล่าวใว้บทความที่แล้ว ไม่ว่า 4P's หรือ 4C ก็คือเหรียญสองด้าน การพิจารณาเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับสถานะการณ์และสภาพแวดล้อมเป็นหลัก และในบางกรณีอาจจะจะต้องมีการผสมผสานบางส่วนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของการทำการตลาด
มุมมอง 4C ไม่ไช่พียงแค่ต้องการให้บรรลุผลเชิงการตลาดเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในความคิดเพื่อสนับสนุนนักการตลาดและผู้บริหารเพื่อให้มองเห็นและเข้าใจถึงห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดจากมุมมองของลูกค้า
เป้าหมายของ 4C คือการมุ่งเน้นที่ตัวลูกค้า หลักคิดของ 4C นั้นอยู่ห่างจากแนวคิดการตลาดแบบ 4P ที่เป็นการตลาดแบบมวลชน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง 4C จึงมุ่งเน้นความสนใจไปสู่การทำตลาดเฉพาะกลุ่มแทน โดยการทำความเข้าใจที่ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง แล้วสร้างตัวผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้น
4C ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง:-
1) ผู้บริโภค (Consumer or Customers)
จากที่เคยเริ่มต้นเรื่องด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นก่อน จะถูกปรับเปลี่ยนมามุ่งเน้นไปที่การศึกษาและทำความเข้าใจถึงความต้องการผู้บริโภคในเชิงลึกเสียก่อน เพาะความเข้าใจรายละเอียดนี้เท่านั้นที่จะช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์ได้อย่างตอบใจทย์ของผู้บริโภค
บางครั้งผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการก็ไม่จำเป็นต้องทำให้แตกต่างจากคู่แข่งอื่น ๆ (no need for “Product Differentiation”)
วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการบรรลุเป้าหมายนี้คือการหาตลาด (ความต้องการของผู้บริโภค) ที่แท้จริงและถูกต้องก่อน แล้วจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมา
2) ต้นทุน (Costs)
เมื่อเข้าใจถึงผู้บริโภตอย่างถูกต้องดีแล้ว ข้อมูลในเรื่องต้นทุนก็จะใด้รายละเอียดที่มาจากข้อมูลจากลูกค้าโดยตรง ซึ่งชัดเจนมากกว่าการกำหนดราคาในการใช้แนวทางการตลาดแบบดั้งเดิม
วิธีที่ดีที่จะทำให้เข้าใจความแตกต่างของการกำหนดราคาและการรับรู้ค่าใช้จ่ายนั้นอยู่ตรงที่ ราคาคือจำนวนเงินที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อรับสินค้าหรือบริการ
ภายในต้นทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ราคาในมุมมองของลูกค้าจะกลายเป็นปัจจัยรองไปในทันที ดังนั้นเราจึงสามารถผลักภาระของต้นทุนบางประเภทไปไว้ที่ตัวลูกค้าแทนได้
ปัจจัยอื่นๆที่ลูกค้าคำนึงถึง เช่น ระยะเวลาที่จะได้รับผลิตภัณฑ์, ค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น และอื่นๆอีกซึ่งอาจจะกลายเป็นต้นทุนของลูกค้าเองในที่สุด ซึ่งก็จะไม่ถูกรวมเข้ากับสมการการตั้งราคาของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถตั้งราได้เหมาะสมขึ้น
ยังมีความเข้าใจผิดโดยทั่วไปในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดว่าแรงจูงใจหลักในการซื้อผลิตภัณฑ์คือราคา แม้ว่าการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ด้วยตัวราคาอาจจะให้ความสำเร็จในระยะแรก แต่ในระยะยาวมักจะเป็นการย้ายความสำเร็จไปที่คู่แข่งในรูปของผลิตภัณฑ์ทดแทนได้
การมุ่งเน้นไปที่ C ตัวที่สองนี้จะเป็นการช่วยลดต้นทุนโดยสร้างความพึงพอใจไปเป็นต้นทุนของผู้บริโภคเพื่อการได้มาของตัวผลิตภัณฑ์แทน
3) การติดต่อสื่อสาร (Communication)
การสื่อสารที่ชัดเจนและตรงใจกับความต้องการของผู้บริโภค เป็นกิจกรรมการตลาดที่จะผลักดันให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ง่ายและมากขึ้นกว่าวิธีการใช้โปรโมชั่น
การทำโปรโมชั่นอาจจะคงมีประสิทธิภาพอยู่ในเฉพาะบางกรณีเท่านั้น ซึ่งมักทำเพื่อเป็นการมุ่งเน้นการตลาดเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
การสื่อสารที่ดีจะต้องมุ่งไปที่การสร้างความสัมพันธ์อย่างมีความหมายกับลูกค้า โดยมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ
ความต้องการนี้ควรถูกขยายให้กว้างมากขึ้นด้วยรูปแบบของช่องทางการสื่อสารรูปแบบที่แตกต่างกันมากขึ้น ต้องทำให้มีและเกิดการสื่อสารทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ได้มากกว่าการดูโฆษณาแค่อย่างเดียว
4) ความสะดวกสบาย (Convenience)
การเกิดขึ้นของตลาดออนไลน์ และรูปแบบทางการซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ขบวนการการจัดหาผลิตภัณฑ์ของลูกค้าเป็นไปได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น
เกมการตลาดรูปแบบใหม่นี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องก้าวตามให้ทัน
ลูกค้าไม่ควรถูกผูกมัดเพื่อให้ไปยังสถานที่จริงเพื่อตอบสนองความต้องการเบื้องต้นเท่านั้น แต่ลูกค้าจะต้องสามารถเลือกวิธีการเข้าถึงได้จากหลายๆช่องทาง
ช่องทางออนไลน์และช่องทางอื่นๆทีสะดวกสะบายมากขึ้นจะเป็นทางเลือกหลักที่ลูกค้าในยุคนี้ใช้ในการเข้าถึงตัวผลิตภัณฑ์
สิ่งสำคัญก็คือ นักการตลาดจำเป็นต้องทราบว่ากลุ่มลูกค้าของผลิตภัณฑ์ จะเข้าถึงตัวผลิตภัณฑ์และเข้าถึงการสั่งซื้อสินค้าอย่างไรได้สะดวกที่สุด
การเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ประกอบกับการเลือกใช้รูปแบบทางการตลาดที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จของผู้ประกอบการ
ขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านประสบความสำเร็จสูงสุดครับ
ติดตามความรู้ทางธุรกิจดีๆที่มีไว้ให้คุณได้ที่เพจ Entrepreneurs Station (สถานีผู้ประกอบการ) ในแอปพลิเคชั่น Blockdit โหลดได้ที่
https://www.blockdit.com
5 บันทึก
13
2
1
5
13
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย