25 ก.ย. 2019 เวลา 13:16 • ประวัติศาสตร์
การล่มสลายของ​ Aztec ตอนที่ 3
เมือง​ Tenochtitlan
13.
วันที่ 8 เดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ.1519
คอร์เตสและเหล่า conquistador ของเขาก็เดินทางมาถึงเมือง Tenochtitlan (เท-น็อค-ทิท-ลาน)
กองทัพของคอร์เตสในเวลานี้มีขนาดใหญ่กว่าตอนที่เขาเดินทางออกจากเมืองเวราครูซมาก
แต่ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว จะเรียกกองทัพของคอร์เตสว่ากองทัพชาวสเปนก็คงไม่ถูกนัก
เพราะทหารในกองทัพขณะนี้มีทหารชาวสเปนเพียงแค่ประมาณ 5% เท่านั้น ที่เหลือเป็นชนพื้นเมืองหมด
กำลังสงสัยหรือเปล่าครับ ว่าคอร์เตสไปหาชนพื้นเมืองมาร่วมกองทัพได้มากมายขนาดนี้จากที่ไหน?
อย่างที่เล่าไปก่อนหน้าครับว่า อาณาจักรแอซเทคเป็นอาณาจักรที่ใหญ่มาก นอกเหนือไปจากเมืองหลวง Tenochtitlan แล้ว​
กษัตริย์ชาวแอซเทคยังปกครองมีเมืองเล็กๆน้อยๆอื่นๆอีกกว่า 400 เมือง
เมืองเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ก็มีทั้งคนที่ใช้วัฒนธรรมร่วมกับชาวแอซเทค พูดภาษา Nahuatl (นา-ฮวา-เทิล) เหมือนกัน และก็มีเมืองที่มีวัฒนธรรมต่างไป ใช้ภาษาพูดที่ต่างไป
โดยเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์แอซเทคจะต้องคอยส่งภาษี ส่งเครื่องบรรณาการให้กับแอซเคอย่างสม่ำเสมอ
แน่นอนว่าย่อมต้องมีเมืองที่ไม่พอใจ และไม่ต้องการจะอยู่ภายใต้การปกครองแอซเทคอีกต่อไป
การมาถึงของคอร์เตส จึงเหมือนเป็นการจุดประกายให้ชนเผ่าที่อยากต่อต้านได้มารวมตัวกัน
และหนึ่งในเผ่าที่สำคัญที่คือที่คอร์เตสได้นักรบมาร่วมทัพด้วยคือ นักรบจากเมือง Tlaxcala
เมือง Tlaxcala (ทแล็กซ์-คา-ลา) เป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง Tenochtitlan ไปประมาณ 80 กิโลเมตร
เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นศตรูเบอร์หนึ่งของชาวแอซเทค ที่รบกันมาแล้วหลายปี แต่แอซเทคก็ยังไม่สามารถที่จะปราบ Tlaxcala ให้มาอยู่ใต้อำนาจได้เสียที
แสดงให้เห็นตำแหน่งของ​ Tlaxcala​ เทียบกับ​ Tenochtitlan
เมื่อแรกที่คอร์เตสมาถึง Tlaxcala นั้น
ทั้งสองมองว่าอีกฝ่ายเป็นศตรู จึงตรงเข้าห้ำหั่นกันโดยไม่คุยอะไรกันมาก
การรบดำเนินไปอยู่ 3 วันอย่างสูสี ต่างฝ่ายเสียนักรบไปพอๆกัน
แต่ด้วยความที่ทางสเปนมีกำลังที่น้อยกว่ามาก ถ้าสู้ต่อไปเรื่อยๆ ทหารสเปนยังไงก็คงจะถูกสังหารไปจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน
แต่ก่อนที่ทหารสเปนจะโดนทำลายลงจนย่อยยับ ผู้นำของชาว Tlaxcala ก็เกิดความสนใจชาวสเปนขึ้นมา
อาจเพราะทหารชาวสเปนมีหลายอย่างที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะที่ทำจากโลหะ ปืนที่คำรามเสียงดังพร้อมกับประกายไฟและควันที่น่ากลัวก่อนจะทำให้คนที่อยู่ห่างไกลล้มตายโดยไม่รู้ตัว หน้าไม้ที่สังหารคนได้ในระยะไกล ม้าศึกที่พวกเขาไม่เคยเห็น และยังมีสุนัขสงครามที่ส่งเสียงขู่โชว์เขี้ยวน้ำลายฟูมปากดูน่ากลัวตลอดเวลา
ชาว Tlaxcala คิดว่าถึงจะรบชนะชาวสเปนไป พวกเขาก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี
แต่ถ้าร่วมมือกับชาวสเปนซึ่งมีอาวุธแปลกๆและมีความต้องการจะบุกเมือง Technotitlan อยู่แล้ว พวกเขาน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า
สุดท้ายชาว Tlaxcala และกองทัพของคอร์เตสจึงเจรจาเพื่อยุติการต่อสู้และร่วมมือกันเพื่อบุกไปยังเมือง Tenochtitlan
Cortes และผู้นำ​ Tlaxcala​ เจรจายุติการรบ
ในจดหมายที่คอร์เตสส่งกลับไปที่สเปนเขาบรรยายถึงเมือง Tlaxcala ไว้ว่า
เขารู้สึกทึ่งกับความสวยงามและยิ่งใหญ่ของเมืองนี้มาก เมืองนี้มีขนาดที่ใหญ่และสวยกว่าเมืองกรานาด้า (ของสเปน) เสียอีก ประชาชนก็มีจำนวนมากมาย​ ตลาดมีขนาดใหญ่ประมาณคร่าวๆว่าวันนึงมีคนมาซื้อขายที่ตลาดประมาณ 30,000 คน
14.
วันที่ 8 เดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ.1519
คอร์เตสและเหล่า conquistador ของเขาก็เดินทางมาถึงเมือง Tenochtitlan (เท-น็อค-ทิท-ลาน) พร้อมด้วยทหารพื้นเมืองหลายพันคน
1
ชาวสเปนเมื่อได้เห็นเมืองหลวงของแอซเท็คเป็นครั้งแรกก็รู้สึกตะลึงกับภาพที่เห็น เมือง Tenochtilan ในเวลานั้นเป็นเมืองที่ใหญ่ร่ำรวยและสวยงามที่สุดในทวีปอเมริกา
จริงๆจะว่าไปแล้ว เมืองใหญ่ในยุโรปในเวลานั้นไม่ว่าจะเป็นปารีส ลอนดอน หรือกรุงโรม ก็ไม่ใหญ่และสวยงามเท่าเมือง Tenochtitlan
ทหารชาวสเปนบรรยายสิ่งที่พวกเขาเห็นไว้ว่า
สิ่งที่พวกเราเห็นคือเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ
มีสะพานขนาดใหญ่ข้ามน้ำวิ่งตรงเข้าไปที่เมือง
สะพานแต่ละอันกว้างพอจะให้ม้าสิบตัววิ่งคู่กันไปได้​ และมีความยาวหลายกิโลเมตร
เราได้แต่ตะลึงกับภาพของเมืองที่ดูเหมือนลอยขึ้นมาจากน้ำในทะเลสาบ
ภายในเมืองมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างด้วยหินมากมาย
ภาพของเมืองที่อยู่เบื้องหน้าเราช่างเหมือนกับการเห็นภาพลวงตา
ทหารบางคนถึงกับเอ่ยถามขึ้นมาว่า นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม
เราไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
เราไม่รู้จะบรรยายสิ่งที่เห็นตรงหน้าออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร
หลายอย่างสวยงามวิจิตรซับซ้อน แต่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เราไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้มาพบเมืองที่สวยงามในที่แห่งนี้
2
ปกติเมื่อพูดถึงการเดินทางไปยึดดินแดนต่างๆของชาวตะวันตก
เรามักจะนึกถึงภาพของชาวยุโรปที่เจริญกว่า มาพิชิตคนป่าหรือคนเถื่อนที่ไม่เจริญเท่า
แต่จากที่เราคุยกันมา จะเห็นว่าชาวแอซเทคหรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าชาว เมฮีกา (Mexica ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Mexico) ไม่ใช่คนป่าหรือคนเถื่อน เหมือนที่มักจะแสดงให้เห็นในภาพยนตร์ตะวันตก
เมือง Tenochtitlan ของชาวเอซเทคเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 200,000 คน
มีบ้านเมืองที่เป็นระเบียบสวยงาม มีกฎหมาย มีท่อลำเลียงน้ำจืดส่งให้ประชาชนใช้ มีการศึกษาภาคบังคับ เด็กทุกคนต้องไปโรงเรียน
มีกวีที่แต่งบทกลอน มีนักคณิตศาสตร์ที่เก่งสามารถจะคำนวนและทำนายการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ
2
ประชาชนไม่ได้อาศัยอยู่ในป่า ไม่ได้มีวิถีชีวิตแบบล่าสัตว์หาของป่า แต่เป็นสังคมเกษตรที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างคึกคัก
ในเมือง Tinochtitlan มีตลาดอยู่หลายแห่ง ตลาดที่ใหญ่สุดเป็นลานใหญ่ที่สามารถจุดคนได้ถึง 60,000 คน และไม่ได้มีแต่คนที่ใช้ภาษา nahuatal เท่านั้น แต่ในตลาดยังมีคนที่ใช้ภาษาอื่นมาซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเมืองที่การค้าเจริญรุ่งเรือง
5
แต่เมืองใหญ่ที่มีอารยธรรมมายาวนาน 200 กว่าปีนี้ กำลังจะล่มสลายลงด้วยการมาของชาวยุโรป 50 กว่าคน
15.
อาจจะด้วยความที่ ม็อกเตซูม่า เชื่อว่าคอร์เตสเป็นเทพเจ้าที่กลับมาตามคำทำนาย เขาจึงแต่งตัวเต็มยศออกมาพร้อมขบวนต้อนรับอันยิ่งใหญ่ คำกล่าวต้อนรับที่ม็อกเตซูม่ากล่าว ก็มีลักษณะที่แปลกเพราะฟังดูเหมือนเป็นการต้อนรับ “การกลับมา” ของคอร์เตส
สัปดาห์แรกๆของชาวสเปนเป็นไปอย่างราบรื่น ม็อกเตซูม่าให้คอร์เตสและชาวสเปนเข้าพักในพระราชวังที่เคยเป็นที่พักของกษัตริย์องค์ก่อนแล้วจัดให้มีคนพาชาวสเปน เดินชมเมือง ชมการแสดง ฟังดนตรี และมีงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
คอร์เตสได้เห็นความสวยงามของพระราชวัง เห็นสวนสัตว์ เห็นบ่อเลี้ยงปลาที่มีทั้งปลาน้ำจืดน้ำเค็มชนิดต่างๆมาเลี้ยงแยกคนละบ่อ เห็นสวนที่จัดแต่งไว้เรียบร้อย
3
แต่ที่ทำให้ชาวสเปนไม่พอใจเมื่อได้พบเห็นคือ การจับคนมาบูชายันด้วยการควักหัวใจออกมา​ ชาวสเปนมองว่าเทพเจ้าของแอซเทคเป็นปีศาจ​ แล้วชาวแอซเทคไม่ใช่บูชายันกันนานๆทีเหมือนชาวมายัน แต่ชาวแอซเทคบูชายันกันทุกวัน แต่ละปีแอซเทคสังหารคนเพื่อบูชายันเป็นจำนวนหลายหมื่นคน
อย่างไรก็ตามแม้ว่าต่อหน้าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติต่อกันด้วยดี แต่ลึกๆต่างก็รู้สึกได้ถึงความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน
ม็อกเตซูม่าและขุนนางชั้นสูงหลายคนยังไม่แน่ใจว่าชาวสเปนจะเป็นเทพเจ้าที่กลับมาจริงๆหรือไม่ ชาวสเปนเองก็กลัว เพราะในสถานะที่เป็นอยู่ ถ้าชาวแอซเทคต้องการจะสังหารพวกเขาก็สามารถทำได้ทุกเวลาทั้งยามหลับและยามตื่น ชาวสเปนหลายคนจึงไม่สบายใจกับสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้น
4
แต่แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
คอร์เตสแอบเรียนรู้จากสายลับของเขาว่า ม็อกเตซูม่า แอบส่งกองทัพไปโจมตีที่มั่นของเขาที่เมือง Vera Cruz
คอร์เตสจึงตัดสินใจจับม็อกเตซูม่าและญาติๆทั้งหลายไว้เป็นนักโทษของเขาและขังทุกคนไว้ในพระราชวัง
เมื่อมีตัวประกันอยู่ในมือหลายคน คอร์เตสก็สามารถที่จะปฏิบัติเหมือนม็อกเตซูม่าเป็นหุ่นเชิดของพวกเขา
โดยในช่วงกลางวันม็อกเตซูม่าก็ยังคงทำงานราชการไปตามปกติ ยังคงออกไปทำพิธีบูชายันให้ชาวแอซเทคเห็นเป็นปกติ
ระหว่างนั้นก็สั่งให้ชาวแอซเทคหาทองคำส่งเข้ามาเก็บสะสมไว้เรื่อยๆ
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้อยู่นานประมาณ 6 เดือน
2
ในช่วง 6 เดือนนี้คอร์เตสพยายามจะเรียนรู้ว่าเหมืองทองคำอยู่ที่ไหน กองทัพของแอซเทคมีลักษณะอย่างไร รบกันแบบไหน ในขณะเดียวกันม็อคเตซูม่าเองก็สนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมของสเปน เขาสนใจว่าจักพรรดิ์ของสเปนเป็นใคร
ทั้งคู่ใช้เวลานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันวันละหลายๆชั่วโมง
นั่งเล่นบอร์ดเกมของแอซเทคด้วยกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจึงค่อนข้างแปลกเพราะแม้ว่าม็อกเตซูม่าจะเป็นตัวประกัน แต่ก็มีความรู้สึกที่เหมือนเป็นเพื่อนกันเจือปนอยู่ด้วย ม็อกเตซูม่าสามารถจำชื่อทหารชาวสเปนได้เกือบทุกคน
4
สำหรับชาวสเปนทุกอย่างดูจะราบรื่นดี ทองที่พวกเขาได้รับมาเรืีอยๆนั้นมีมากเกินกว่าที่พวกเขาใฝ่ฝันไว้มาก
และดูเหมือนว่าชาวแอซเทคก็ไม่ได้พยายามจะต่อสู้หรือขับไล่พวกเขาออกไปจากเมือง
แต่แล้วความราบรื่นก็พลิกผันในชั่วข้ามคืน ภายในไม่กี่วันทุกอย่างที่คอร์เตสและชาวสเปนจะหายวับไปกับตา
1
ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นวันหนึ่งของเดือน เมษายน ในปีคศ. 1520
16.
ยังจำ เวลาสเควซ (หรือเว-ลาส-เกซ Velazquez) ผู้ว่าการเมืองคิวบาที่โดนคอร์เตสหักหลังได้ใช่ไหมครับ ?
นับตั้งแต่วันที่คอร์เตสขโมยกองทัพหนีมา
Velazquez ก็พยายามจะตามล่าคอร์เตสกลับไปลงโทษตลอด
คอร์เตสเคยเผชิญหน้ากับทหารชุดแรกของ Velaquez ไปแล้วรอบนึงและสามารถเอาชนะได้อย่างไม่ยากนัก
แต่มาวันนี้ทหารอีกชุดหนึ่งนำโดย Panfilo de Narvaez (นาร์วาเรซ) กับทหารชาวสเปน 900 คน มาขึ้นฝั่งที่เมืองเวราครูซ
1
คอร์เตสจึงตัดสินใจที่จะแบ่งกองทัพของเขาที่ Tenochtitlan ออกเป็นสองส่วน
โดยส่วนแรกให้ตามเขาไปที่ชายฝั่งเพื่อรีบไปโจมตีก่อนที่ กองทัพของนาร์วาเรซ จะตั้งตัวได้ติด
ส่วนที่สอง ให้เฝ้าเมือง Tenochtitlan ไว้ โดยทหารส่วนที่สองนี้คอร์เตสมอบหมายให้อยู่ภายใต้การดูแลของ Pedro Alvarado (เพโดร อัลวาราโด)
Pedro Alvarado
และนั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของคอร์เตส
ตัวกองทัพของนาร์วาเรซ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร คอร์เตสสามารถพิชิตได้อย่างไม่ยากนัก คอร์เตสแอบโจมตีกลางดึกในคืนที่ฝนตกหนักโดยไม่ให้คู่ต่อสู้รู้ตัว
โดยเขาแอบไปยึดม้าและอาวุธมาก่อน จากนั้นก็ลอบเข้าไปจับตัวผู้นำของกองทัพ
เมื่อได้ผู้นำแล้วก็บังคับให้ทหารทั้งหมดยอมแพ้
การชนะในครั้งนี้ คอร์เตสก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการโน้มน้าวของเขาอีกครั้ง
เขาสามารถที่จะพูดชักจูงให้ทหารเกือบทั้ง 900 คนยอมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพของเขาเพื่อที่จะเดินทางไปพิชิตแอซเทคด้วยกัน
เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น คอร์เตสก็นำทัพที่ใหญ่กว่าเดิมเดินทางกลับไปที่เมือง Tenochtitlan โดยที่ไม่รู้เลยว่า ข่าวร้ายกำลังรอเขาอยู่
17.
ระหว่างที่คอร์เตสไม่อยู่นั้น เป็นช่วงเวลาที่ชาวแอซเท็คมีการทำพิธีบูชาเทพเจ้า Tezcatlipoca (เทซ-คัท-ลิโพคา)
แต่ก่อนที่งานพิธีจะเริ่มขึ้น Alavarado ผู้นำทหารชาวสเปนทหารเกิดความกลัวและไม่ไว้ใจชาวแอซเทคขึ้นมา
เขาจึงจับชาวแอซเทคมาทรมานเพื่อให้สารภาพว่าชาวแอซเทคมีแผนร้ายต่อชาวสเปนจริง
อาจจะเพราะโดนทรมานให้สารภาพบวกกับลา มาลินเช่น ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามไม่อยู่
ทำให้ Alvarado ตีความไปว่าชาวแอซเทคมีแผนจะสังหารชาวสเปนจริงๆ (ซึ่งจริงๆแล้วไม่มี)
อัลวาราโดจึงตัดสินใจที่จะลงมือก่อน
เมื่อนักบวช ขุนนาง และราชวงศ์ชาวแอซเทคทยอยเข้ามาในจตุรัสเพื่อมาร่วมพิธี
อัลวาราโด ก็ให้ทหารซึ่งใส่เกราะเต็มยศ มีอาวุธครบมือ ไปยืนปิดกั้นทางเข้าออกของจตุรัสทุกด้าน
ด้วยความที่งานพิธีมีทั้งดนตรีเสียงดัง มีคนมาร่วมงานจำนวนมาก ชาวแอซเทคจึงไม่ได้สนใจหรือสังเกตทหารสเปนมากนัก
แต่เมื่อทุกอย่างพร้อมอัลวาราโดก็ตะโกนเสียงดังว่า สังหารพวกมัน แล้วทหารชาวสเปนก็ชักดาบออกมาเข้าไล่ฝันชาวแอซเทคทั้งหลาย
เหตุการณ์ในตอนนี้ชาวสเปนไม่ได้บันทึกหรือเล่ารายละเอียดไว้มากนัก
แต่ชาวแอซเทคที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ให้การและวาดภาพถึงเรื่องราวในตอนนั้นไว้ว่า (เล่าแบบย่อๆและเซนเซอร์ส่วนที่โหดร้ายออกนะครับ)
ระหว่างที่ทุกคนกำลังร้องและเต้นอย่างสนุกสนาน
ทหารชาวสเปนก็ปิดทางเข้าออกทั้งหมดและเริ่มต้นสังหาร
เริ่มต้นพวกเขาฆ่านักดนตรีก่อน
มือกลองที่กำลังตีกลองถูกฟันจนมือขาดสองข้างก่อนที่ทหารชาวสเปนจะใช้ดาบฟันคออย่างแรงจนหัวลอยกระเด็นไปไกล
จากนั้นทหารสเปนก็หันไปฆ่านักเต้นนักแสดง
พวกเขาฆ่าทุกคนไม่เว้นเด็ก ผู้หญิงและคนแก่
จนจตุรัสเต็มไปด้วยศพนอนเกลื่อน นักบวช
ขุนนางเชื้อพระวงศ์โดนสังหารเกือบหมด
มองไปทางไหนก็มีแต่เลือดและลำไส้เกลื่อนกลาดไปทั่วลาน
บางคนพยายามซ่อนตัวอยู่ใต้ศพคนที่ตายแล้วแต่ก็ไม่รอดชีวิตจากทหารสเปน
หัวของบางคนถูกทหารสเปนทุบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
บางคนหนีไปถึงกำแพงได้และพยายามจะปีนกำแพงหนีแต่ก็ถูกทหารสเปนสังหารขณะที่หัวเราะไปด้วย
เมื่อคนที่ลานข้างนอกตายหมด ทหารสเปนเขาก็บุกเข้าไปในวิหาร แล้วฆ่าคนที่เหลือทั้งหมด การสังหารนี้ดำเนินไปนานกว่า 3 ชั่วโมง
แต่ก็มีชาวแอซเทคส่วนหนึ่งปีนกำแพงหนีรอดออกมาได้ แล้วนำเรื่องไปเล่าให้กับชาวแอซเทคในหมู่บ้านต่างๆฟัง ความโกรธแค้นจึงขยายตัวไปทั่วอาณาจักรอย่างรวดเร็ว
เกิดเป็นม็อบชาวบ้านจำนวนมหาศาลมาล้อมรอบพระราชวังไว้
และเป็นช่วงเวลานี้เองที่คอร์เตสนำทัพของเขากลับมาถึงประตูเมือง
3
18.
เมื่อคอร์เตสมาถึงเมืองนั้น ภายในเมืองนั้นเงียบสนิท
เขาพอจะรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาบ้างแล้ว จากสายที่วิ่งนำข่าวไปแจ้งระหว่างเดินทางมา
ชาวเมืองที่โกรธแค้นตัดสินใจที่จะปล่อยให้คอร์เตสและกองทัพของเขาเข้าไปในเมืองแต่โดยดี
โดยหวังให้ชาวสเปนทั้งหมดไปรวมอยู่ที่เดียวกันเพื่อง่ายต่อการกำจัดในครั้งเดียว
เมื่อคอร์เตสเข้าไปรวมกับเหล่าทหารสเปนในเมืองเป็นที่เรียบร้อย
ชาวเมืองและเหล่านับรบชาวแอซเทคก็รวมตัวกันเพื่อปิดล้อมพระราชวังไว้ไม่ให้ชาวสเปนหนีออกไปได้
พร้อมกับยกสะพานไม้หลายแห่งที่เชื่อมสะพานข้ามทะเลสาบขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวสเปนสามารถหนีออกจากเมืองได้
ม็อกเตซูม่า เป็นหนึ่งในคนที่รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ในครั้งนั้นมาได้
ทหารชาวสเปนจึงพยายามจะใช้ม็อกเตซูม่าเป็นเครื่องมืออีกครั้ง
โดยคอร์เตสนำตัวม็อกเตซูม่าไปยืนที่ระเบียงเพื่อที่จะเกลี้ยกล่อมให้ชาวเมืองสงบลง
แต่ชาวแอซเทคตอนนี้โกรธแค้นเกินกว่าจะฟังกษัตริย์ของพวกเขา
หลายคนหยิบก้อนหินขึ้นมาขว้างปาใส่ม็อกเตซูม่าและทหารชาวสเปน
ระหว่างที่ชุลมุนกันอยู่นี้ ก็มีหินก้อนหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่ศรีษะของม็อกเตซูม่า
เรื่องราวหลังจากนี้ไม่ชัดเจนว่า ม็อกเตซูม่าเสียชีวิตอย่างไร
จากบันทึกของสเปนก็เล่าว่าหินก้อนนั้นทำให้ม็อกเตซูม่าเสียชีวิตลง
และการเสียชีวิตของม็อกเตซูม่าก็นำความเศร้ามาให้คอร์เตสและชาวสเปนหลายคน
1
แต่ก็มีคนที่เชื่อว่า จริงๆแล้วชาวสเปนอาจจะเป็นคนฆ่าม็อกเตซูม่าด้วยการรัดคอหลังโดนหินขว้างใส่ เพราะเห็นว่าหมดประโยชน์แล้ว
หลังม็อกเตซูม่าเสียชีวิต น้องชายของเขาที่ชื่อ Cuitlahuac (ควิท-ลา-ฮวัก) ก็ขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อและออกคำสั่งให้ปิดล้อมคอร์เตสและชาวสเปนไปเรื่อยๆ
หลังจากผ่านไปสามสัปดาห์ อาหาร น้ำและดินปืนก็เริ่มร่อยหรอ คอร์เตสรู้แล้วว่าเวลาของพวกเขาหมดลงแล้ว
ถ้าไม่ทำอะไรตอนนี้ ทุกคนคงตายอยู่ในนี้แน่นอน ลองเสี่ยงหนีออกไปจากเมืองอาจจะมีความหวังให้รอดชีวิตได้บ้าง
ณ.เวลานี้ ดูเหมือนกลยุทธ์เดียวของคอร์เตสและชาวสเปนคือ แค่หนีเอาตัวรอดให้ได้เท่านั้น
แต่เรารู้กันดีว่า สุดท้ายแล้ว อาณาจักรแอซเทคที่ยิ่งใหญ่และมีอายุยืนยาวมา 200 กว่าปีจะล่มสลายลงในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น
คำถามคือ คอร์เตสและเหล่าคองคิสตาดอร์ จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างไร
ติดตามอ่านต่อได้ในตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนจบ เร็วๆนี้ครับ
ปิดท้ายด้วยโฆษณา​
ติดตามช่องทางอื่น
ถ้าชอบดูคลิปวีดีโอ (เน้นประวัติศาสตร์)ก็ตามไปที่ youtube channel นี้ได้ครับ
เพิ่งเริ่มทำนะครับ ช้านิดแต่จะมีคลิปใหม่ๆตามมาอีกแน่นอน
ถ้าเกิดติดใจ​อยากอ่านหนังสือทีผมเขียน​ ซื้อหนังสือออนไลน์ได้ที่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา