23 พ.ย. 2019 เวลา 05:00 • ประวัติศาสตร์
“ยุคตื่นทองในสหรัฐอเมริกา (Gold Rush) ยุคแห่งทองคำในแคลิฟอร์เนีย” ตอนที่ 1
ค้นพบ “ทองคำ”
ยุคตื่นทองในสหรัฐอเมริกานั้นเป็นยุคที่จัดว่าวุ่นวายยุคหนึ่งในสหรัฐอเมริกา
ผู้คนต่างตื่นเต้นกับการค้นพบทองคำ
ซีรีย์นี้จะเป็นเรื่องของยุคตื่นทองครับ
24 มกราคม ค.ศ.1848 (พ.ศ.2391) ที่ริมแม่น้ำในโคโลมา รัฐแคลิฟอร์เนีย
ช่างไม้ชื่อ “เจมส์ มาร์แชลล์ (James Marshall)” กำลังก่อสร้างโรงเลื่อยให้กับ “จอห์น ซัตเตอร์ (John Sutter)”
เจมส์ มาร์แชลล์ (James Marshall)
จอห์น ซัตเตอร์ (John Sutter)
มาร์แชลล์และซัตเตอร์นั้นเป็นหุ้นส่วนธุรกิจโรงเลื่อย โดยทั้งสองต่างถือหุ้นกันคนละครึ่ง
มาร์แชลล์และเหล่าคนงานได้สร้างคลองเล็กๆ เชื่อมกับแม่น้ำอเมริกัน โดยน้ำจากแม่น้ำจะไหลเข้าไปในคลองและทำให้ระบบในโรงเลื่อยทำงาน เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่ได้มีการนำไฟฟ้ามาใช้งานจริง
วันหนึ่ง มาร์แชลล์ได้ทำการสำรวจคลอง และเขาก็เกิดเห็นอะไรบางอย่างที่ส่องแสงเป็นประกายในน้ำ
เขาลองเข้าไปสำรวจใกล้ๆ สิ่งที่เขาพบคือหินก้อนเล็กๆ สีแวววาวและเศษของมัน
บริเวณที่มาร์แชลล์พบทองเป็นครั้งแรก
มาร์แชลล์รีบเก็บหินที่พบลงในหมวก และนำสิ่งที่พบนั้นไปให้ลูกน้องดู
พวกเขาต่างสงสัยว่านี่อาจจะเป็นทองคำ หรืออาจจะเป็นเพียงเศษแร่ไพไรต์ ซึ่งดูเหมือนทองคำและทำให้คนเข้าใจผิดบ่อยๆ
แร่ไพไรต์นี้มีความเปราะบาง แต่ทองคำนั้นแตกหักยาก
มาร์แชลล์ลองทดลองนำค้อนมาทุบหินที่พบ แต่หินก้อนนั้นไม่แตกสลาย จากนั้นก็ลองนำไปต้มในน้ำด่าง และทำอีกหลายวิธี ปรากฎว่าหินนี้ก็ไม่ละลายเลย
นี่น่าจะเป็นทองคำแน่นอน
ดูเหมือนมาร์แชลล์จะเป็นคนที่ซื่อสัตย์คนหนึ่ง เขาไม่ได้คิดที่จะออกตามหาทองคำหรือเก็บทองคำนั้นไว้เองคนเดียว แต่เขากลับตรงเข้าไปหาซัตเตอร์ และนำทองคำที่พบนั้นไปให้ซัตเตอร์
ซัตเตอร์เองก็ตื่นเต้นกับการค้นพบนี้มาก แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่านี่คือทองคำจริงๆ หรือเปล่า ทั้งคู่จึงลองเปิดหนังสือ หาข้อมูลเกี่ยวกับทองคำ และในหนังสือก็กล่าวว่าทองคำนั้นหนักกว่าหินทั่วไปขนาดเดียวกันหลายเท่า
ทั้งคู่ลองนำทองคำที่พบนั้นไปชั่งน้ำหนัก เปรียบเทียบกับหินอื่นๆ ซึ่งก็ปรากฎว่าทองคำที่พบนั้นหนักกว่ามาก
พวกเขาลองนำกรดไนตริกหยดลงบนทองคำ ปรากฎว่าทองคำก็ไม่ละลาย
นี่คือทองคำแน่นอน ทั้งคู่มั่นใจเช่นนั้น และมั่นใจว่าทั้งคู่ต้องรวยแน่ๆ
แต่ซัตเตอร์ก็เริ่มกังวล เขาไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินผืนที่ค้นพบทองคำ เขาจำเป็นต้องมีสิทธิครอบครองที่ดินผืนนี้ และต้องรีบทำโดยด่วน
ในเวลานั้น สหรัฐอเมริกาเพิ่งจะชนะในสงครามกับเม็กซิโก อีกไม่นาน แคลิฟอร์เนียก็จะตกเป็นของสหรัฐอเมริกา จากนั้นชาวอเมริกันทุกคนก็สามารถครอบครองพื้นที่ในแคลิฟอร์เนียได้มากถึง 160 เอเคอร์ (ประมาณ 405 ไร่) ในราคาเอเคอร์ละ 1.25 ดอลลาร์ (ประมาณ 38 บาท)
แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต่อเมื่อเม็กซิโกยอมเซ็นสนธิสัญญากับสหรัฐอเมริกา
ที่ดินผืนที่พบทองคำนี้เป็นที่อยู่ของชนเผ่าไนส์แนน (Nisenan) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้มาเป็นเวลานานหลายชั่วคน และซัตเตอร์ก็กำลังคิดที่จะเจรจาต่อรองกับชนเผ่านี้ ซึ่งแน่นอนว่าดีลที่เขาจะเจรจากับชนเผ่านั้นย่อมไม่ยุติธรรมสำหรับชาวเผ่าไนส์แนนแน่นอน
ชาวเผ่าไนส์แนน
อันดับแรก เขาได้ทำสนธิสัญญากับชนเผ่า จากนั้นซัตเตอร์ก็ได้พยายามจะขอเช่าที่จากชนเผ่า โดยจ่ายค่าเช่าเป็นเสื้อ ผ้าเช็ดหน้า มีด เนื้อ แป้ง ถั่ว ซึ่งแน่นอนว่าที่ดินนั้นมีราคามากกว่าของที่ซัตเตอร์เอามาเสนอมาก
อีกอย่าง สนธิสัญญาของซัตเตอร์ก็ไม่ได้ทำอย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากมีแต่รัฐบาลเท่านั้นที่มีสิทธิทำสนธิสัญญา และรัฐบาลก็ได้ประกาศว่าชนเผ่าพื้นเมืองต่างไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน ถึงแม้จะเป็นที่ดินที่พวกเขาอยู่มานานเป็นพันๆ ปีก็ตาม
ในเมื่อชนเผ่าไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน ชนเผ่าก็ย่อมไม่มีสิทธิจะขายหรือให้เช่าที่ดิน
นี่เป็นข่าวร้ายสำหรับซัตเตอร์ หากเขาไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินผืนนี้ เท่ากับว่าใครๆ ก็สามารถมาขุดหาทองคำในบริเวณโรงเลื่อยได้
ซัตเตอร์จึงได้ขอให้มาร์แชลล์และเหล่าคนงานเก็บเรื่องทองคำที่ค้นพบนี้เป็นความลับ
แต่อย่างที่น่าจะเดาออก เรื่องใหญ่อย่างนี้ย่อมเก็บเป็นความลับได้ไม่นาน ต้องมีคนหลุดปากอยู่แล้ว
ซึ่งนี่แหละ ที่จะเป็นความวุ่นวายและชุลมุนในเวลาต่อมา
จะเป็นอย่างไรต่อ ติดตามต่อในตอนหน้านะครับ
โฆษณา