31 ธ.ค. 2019 เวลา 14:34 • ปรัชญา
9 บทเรียนชีวิต ในปี 2019
1) สะสมเรื่องราว ให้มากกว่าสะสมสิ่งของ เพราะมันจะอยู่กับเราตลอดไป
หลังจากเรียนจบมา ปีนี้เป็นปีที่เริ่มออกเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ จากที่เคยคิดว่า ถ้าเอาเงินไปซื้อของที่อยากได้ ของมันก็อยู่กับเราตลอด ดีกว่าเอาเงินไปเที่ยว เพราะไปเเค่เดี๋ยวเดียว สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรให้เก็บไว้
จนมาถึงตอนรู้สึกว่าตัวเองนั้นเริ่มจะบ่นเรื่อง “ของที่ซื้อมา” เพราะมันเยอะจนไม่มีที่เก็บ จะทิ้งก็เสียดาย จะขายก็ไม่ได้ราคา บางครั้งก็คิดว่าตอนนั้นไม่น่าซื้อมาเลย” เเต่กลับไม่เคยบ่นเรื่องที่เคยไปเที่ยวประเทศนั้นประเทศนี้
กลับกันทุกครั้งที่นึกถึงมัน เรื่องราวเหล่านั้นกลับทำให้รู้สึกเหมือนได้ “เติมเต็มความสุข” ทุกครั้ง ถึงเเม้ตอนนั้นอาจจะเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก เเต่พอมานึกถึงมันตอนนี้ มันกลับเป็นเรื่องตลกที่หยิบมาคุยทีไรก็ขรรมกันจนท้องเเข็งทุกที
2) โอกาสดี ๆ ส่วนใหญ่มาจากคนอื่น
จากที่เคยคิดว่า ความสำเร็จทุกอย่าง ล้วนเกิดขึ้นได้เพราะสามารถของตัวเอง เพราะตอนนั้นเป็นนักกีฬาเทควันโดอะนะ เวลาลงสนามก็เเข่งคนเดียวใครจะมาช่วยล่ะ อยากชนะก็ต้องขยันซ้อม นอกจากโค้ชที่คอยเเก้เกมส์
เเต่พอเข้าสู่ชีวิตการทำงานจริงๆ ก็ทำให้รู้เลยว่า โอกาสดี ๆ หลายอย่าง มาจากคนอื่นเยอะมาก คือ ถ้าเราไม่ได้คนรอบข้างคอยพาไปเเนะนำหรือรู้จักคนในวงการนั้น ๆ โอกาสที่จะเติบโตหรือได้ใช้ความสามารถไปทำอะไรต่อมันเกิดขึ้นได้ยากมากๆ เพราะต่อให้เราเก่งมากเเค่ไหน เเต่ไม่มีใครเห็นมันก็เท่านั้น
ดังนั้น พยายามพาตัวเองไปอยู่รอบข้างคนที่จะช่วยสนับสนุนเรา จะดีที่สุด !
3) ภาษาอังกฤษสำคัญมาก
ต่อจากข้อเมื่อกี้เลย บางทีโอกาสดีๆเข้ามา เเต่เราไม่ได้ภาษานี่จบเลยนะ นี่เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกเจ็บปวดที่สุดในปี 2019
เพราะตอนสมัยเรียนหรือเป็นนักกีฬาใช้เเต่ภาษาไทย เเต่พอเข้ามาทำงานในเมืองกรุง คนส่วนใหญ่จะพูดใช้คำทับศัพท์กัน ศัพท์เทคนิคส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ
เวลาไปเข้าร่วมงานที่มีเหล่า CEO มาคุยธุรกิจกัน เเลกเปลี่ยน Connection กัน ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าอยากจะได้ดีลดี ๆ เขาจะดีลกับคนต่างชาติกันมากกว่าคนไทย เพราะโอกาสที่จะไปได้ไกลมันมีมากกว่า เเละส่วนใหญ่คนไทยที่มาก็ไม่ได้หวังคุยกับคนไทยด้วยกันอยู่เเล้ว
เเล้วหลายครั้งที่คนต่างชาติก็สนใจในตัวเรา เเต่เราไม่ได้ภาษา เราก็คุยกับเขาต่อไม่ได้ สุดท้ายก็พลาดโอกาสดีๆ ไป
ดังนั้น ถ้าเราไม่ได้ภาษา ก็ไม่ต่างอะไรกับการเป็นพลเมืองชั้นสองเลย
ใครที่บอกว่าภาษาไม่จำเป็นเพราะเราเป็นคนไทย บอกเลยว่าคุณ “คิดผิด” เพราะประเทศไทยไม่ได้มีประเทศเดียวในโลก
4) สิ่งเเวดล้อมในที่ทำงาน มีผลมากๆ กับไฟในตัวเรา
“เวลาเลือกที่ทำงาน ให้เลือกสิ่งเเวดล้อมก่อนค่าตอบเเทน” เพราะถ้าเราได้ทำงานในที่ ๆ รายล้อมไปด้วยคนเก่งๆ เเละมีทัศนคติที่ดี มันทำให้เรามี Energy ขึ้นมาเลยนะ รู้สึกได้เลยว่าเราทำงานได้เร็วขึ้น ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น
กลับกันถ้าเกิดคนที่เราร่วมงานด้วย มีทัศนคติด้านลบ มีอะไรไม่พูดออกมาตรง ๆ ชอบเล่นการเมืองในที่ทำงาน พูดง่ายๆ คือ “เป็นพวก Toxic” มันจะทำให้เรารู้สึกอึดอัด ไม่มีความสุขกับการทำงาน จนบางทีก็รู้สึก “หมดไฟ” ไปเลยเมื่อได้อยู่ใกล้หรือร่วมงานกับคนพวกนี้
เเต่โอเคเเหละ ว่าค่าตอบเเทนมันก็สำคัญ เพราะฉะนั้น ต้องรู้จัก Balance ทั้งสองอย่างให้ดี
ส่วนในที่ทำงานมันก็ต้องมีทั้งคนที่เป็น Energy เเละเป็น Toxic
สุดท้ายมันก็อยู่ที่เราว่าจะเลือกอยู่กับคนเเบบไหน เเต่ถ้าไม่อยาก “หมดไฟ” ก็ให้ออกห่างจากคนที่เป็น Toxic เอาไว้
5) การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในความรู้
ปีนี้เป็นปีที่ลงทุนกับความรู้ไปเยอะมาก ทั้งคอร์สออนไลน์ ออฟไลน์ สัมมนา กว่า 10 คอร์ส เเละหนังสืออีก 36 เล่มที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มานั่งอ่านหรอกเพราะไม่มีเวลา เเต่ใช้เวลาบนรถไฟฟ้าขณะเดินทางไป-กลับที่ทำงานอ่านเอา ลองมาคำนวณดูเป็นเงินก็ “เกือบเเสน”
เเต่ก็ไม่เคยเสียดายเลยที่ลงทุนไป เเต่กลับรู้สึกว่า “ยิ่งลงทุนไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งภูมิใจมากเท่านั้น” เพราะสิ่งที่ได้กลับมามันมากกว่าเงินที่เสียไปหลายเท่า
เเต่ถ้าถามว่า ความรู้ด้านไหนที่ควรลงทุนที่สุด ขอตอบเลยว่ามันคือ “ความรู้ด้านการเงิน”
เพราะเราต้อง “ใช้เงิน” ทั้งชีวิต เเต่กลับเป็นเรื่องที่ไม่มีสอนในห้องเรียน
การเงินก็เหมือนฟุตบอล ถ้าคุณเล่นฟุตบอลไม่เป็น ลงไปเเข่งกับเขายังไงคุณก็เเพ้
เหมือนกัน ถ้าคุณใช้เงินไม่เป็น สุดท้ายคุณก็จะเป็นผู้เเพ้ทางการเงิน
เเต่ถึงอย่างไร เเชมป์พรีเมียร์ลีคปีนี้ ขอให้ทีม ลิเวอร์พูล เถอะนะ อิอิ
6) อย่ามีรายได้ทางเดียว เเละ เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ
การมีรายได้ทางเดียวในยุคนี้ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเลย เพราะหากวันใดวันหนึ่งรายได้หลักเกิดขาดหายไป มันจะกระทบกับสภาพคล่องทางการเงินของพวกเราในทันที
ดังนั้น ควรหารายได้ทางที่ 2, 3 ทั้งเเต่วันนี้ โดยเริ่มจากลองสำรวจความถนัดของตัวเอง ว่าอะไรสามารถทำเงินได้บ้าง ในยุคที่ทุกอย่างเป็นออนไลน์ ไม่ว่าอะไรก็ทำเงินได้ทั้งนั้น ถ้ารู้จักหาช่องทาง สำหรับตัวผมเองนอกจากงานประจำ ก็มีธุรกิจส่วนตัวกับงานเขียนนี่เเหละ
ต่อมาคือ ”เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน” อันนี้อย่ามองข้าม เพราะการที่เรามีเงินสำรองไว้ มันทำให้ชีวิตเบาลงเยอะเลยนะ
เพราะเราไม่ต้องมานั่งกังวลว่า เดือนนี้จะมีเงินพอใช้ไหม หรือเวลามีอะไรต้องใช้จ่ายฉุกเฉินขึ้นมา เช่น ป่วย คอมฯเสีย ท่อน้ำเเตก หรือขับรถไปเฉี่ยวใครขึ้นมา มันจะทำให้เราช็อตไปเลยดื้อ ๆ
คำถามคือ ควรสำรองเท่าไหร่ ? เเล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเก็บสำรอง ?
คำตอบคือ ก็ควรมีอย่างน้อย 6 เดือน คือเราใช้จ่ายเท่าไหร่ก็เอาจำนวนนั้นคูณด้วย 6 ส่วนเงินที่จะเอามาเก็บสำรองก็มาจากการหักจากรายได้เเต่ละเดือน 10%
ที่สำคัญคือ ต้องหักออมก่อนนำไปใช้จ่ายนะ อย่าจ่ายก่อนเเล้วเหลือเก็บ เพราะสุดท้ายมันจะไม่เคยเหลือ
7) ทำงบการเงินส่วนบุคคลซะ เเล้วชีวิตจะดีขึ้นเยอะ
ถามว่าทำไปเเล้วได้อะไร คำตอบคือ เราจะเห็นการไหลเข้าออกของเงินในกระเป๋าตั้งเเต่ต้นเดือน เเล้วเราจะรู้ล่วงหน้าเลยว่าสภาพคล่องของเราจะติดขัดวันไหนของเดือน
เเล้วถ้าเกิดมันติดขัดจริงๆ เราจะได้หาวิธีเเก้ตั้งเเต่เนิ่น ๆ เพราะการเเก้ปัญหาตอนมีเงินอยู่ในมือ มันง่ายเเละสบายกว่าเเก้ปัญหาตอนเงินไม่เหลือหลายเท่า
ส่วนวิธีการทำงบการเงินอย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก ก็หาศึกษาได้ตามหนังสือ พ่อรวยสอนลูก หรือ Money 101
หลายคนชอบบ่นว่าการทำงบการเงินมันยุ่งยาก เเต่บอกเลยว่า ถึงจะไม่ยอมยุ่งยากเพราะทำงบการเงินตอนนี้ สุดท้ายก็ต้องยุ่งยากเพราะลำบากตอนไม่มีเงินอยู่ดี
เลือกเอาครับ ว่าอยากจะยุ่งยากเพราะอะไร ?
ให้เวลากับความรู้ทางการเงินสักหน่อยเถอะครับ เพราะ “ไม่มีใครสามารถทำเงินได้เกินขอบเขตความรู้ของตัวเอง” หรอก
8) การเป็นหนี้ไม่ได้เเย่เสมอไป ถ้าเราเข้าใจว่าอะไรคือ “หนี้รวย” อะไรคือ “หนี้จน”
การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ คือ ประโยคที่ผมได้ยินมาตั้งเเต่เด็ก เเต่พอผมได้มาศึกษาอย่างจริงจัง หนี้บางประเภทมันก็ทำให้เรารวยได้เหมือนกัน
เอาง่ายๆเลยก็เรื่องบัตรเครดิต ที่ใครๆก็บอกว่ามันร้ายกาจเพราะมันทำคนเดือดร้อนมานักต่อนักเเล้ว มันจึงอยู่ใน Mindset ของผมว่าอย่าใช้บัตรเครดิตเด็ดขาด รวมถึงคนรอบข้างก็คอยบอกว่าบัตรเครดิตมันไม่ดี
เเต่เมื่อผมศึกษาจริงๆ ถ้าเราบริหารได้ดี “บัตรเครดิตก็ทำให้เรารวยขึ้นได้” เเต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ประโยชน์ของบัตรเครดิต คือ การใช้เเทนเงินสด คือ ถ้าเรามีเงินในกระเป๋าอยู่ 20,000 บาท การที่เรามีบัตรเครดิตวงเงิน 20,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าเรามีเงินทั้งหมด 40,000 บาท
คือ เราก็มี 20,000 เท่าเดิม เเต่เเค่ใช้บัตรเครดิตจ่ายเเทนเท่านั้น
ซึ่งข้อดีของมันคือ มีโปรโมชั่น ส่วนลด เเละเครดิตเงินคืนต่าง ๆ
เอาง่ายๆ ผมเดินทางไปกลับด้วยรถไฟฟ้าก็จ่ายด้วยบัตรเครดิต จะได้เงินคืน 11% เข้าร้านอาหารก็จะได้ส่วนลด 5-10% หรือเวลาจะเดินทางไปไหนด้วยเครื่องบิน เพียงเเค่ถือบัตรไว้ ก็ได้รับประทานอาหารฟรีเเล้ว
ส่วนเครดิตเงินคืนเเละส่วนลดต่าง ๆ ที่ได้กลับมา ก็เก็บเข้าตะกร้าเงินออม เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเรา
เเต่ที่สำคัญเลยคือ ต้องจ่ายเต็มทุกเดือนนะ อย่าพลาดให้มันเลยเชียว เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตโหดยิ่งกว่าเงินกู้นอกระบบอีก
9) ความสัมพันธ์ สำคัญที่สุด
ต่อให้มี 8 ข้อที่กล่าวมา เเต่ความสัมพันธ์ย่ำเเย่ ทุกอย่างเเทบไม่มีความหมายเลย
เพราะต่อให้เรามีเงินทองเหลือใช้ มีหน้าที่การงานดี ประสบความสำเร็จทุกด้าน เเต่ความสัมพันธ์กับ ครอบครัว เพื่อน คนรัก เเละคนรอบข้างย้ำเเย่ ชีวิตจะหาความสุขที่เเท้จริงไม่ได้เลย เพราะมันจะรู้สึกหนัก รู้สึกเครียดอยู่ตลอด
ที่ผมพูดได้ก็เพราะผมเคยผ่านจุดนี้มาเเล้ว จุดที่มีทุกอย่างเเต่ความสัมพันธ์เเย่สุดๆ
การหมั่นดูเเลความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ดี อย่างการจัดสรรเวลาให้กับคนรอบข้างที่สำคัญ การทำกิจกรรมใหม่ๆด้วยกัน หรือการติดต่อกับคนในครอบครัวที่ไม่ได้คุยกันมาเป็นเวลานาน จะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของคุณดีขึ้น เพราะมนุษย์เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
ฉะนั้น หากอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเเท้จริง ก็อย่าลืมดูแลรักษาความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้างให้ดีนะครับ
ขอขอบคุณชาว Blockdit ทุกคนที่อยู่ร่วมกันมา
ผมขอกล่าวคำว่า... Happy new year 🙏 สวัสดีปีใหม่ 2020 ขอให้ทุกคนมีชีวิตที่สุขสงบเเละทรงพลังครับ
โฆษณา