20 ก.พ. 2020 เวลา 11:00
ทำไมคนเราจูบ ตอนที่ 1
หมายเหตุ : เนื้อหาย่อและเรียบเรียงมาจากหนังสือ “500 ล้านปีของความรักเล่ม1” และหนังสือ “เรื่องเล่าจากร่างกาย” ครับ
ยังอยู่ในเดือนแห่งความรักนะครับ เลยขอนำเสนอ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความรักกันต่อ
1.
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคนเราถึงจูบกัน ?
การจูบนั้นเป็นวัฒนธรรมที่เรียนรู้ต่อๆกันมา หรือว่าเป็นสัญชาตญาน ?
ถ้าการจูบเป็นการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม คำถามคือใครคิดวิธีการนี้ขึ้นมา ? แล้วทำไมการจูบจึงได้แพร่หลายไปทั่วโลกได้
ถ้าการจูบเป็นสัญชาตญานของมนุษย์ คำถามคือ ทำไมพฤติกรรมที่แปลกชนิดนี้จึงถูกคัดเลือกมาในกระบวนการวิวัฒนาการ จนกลายมาเป็นสัญชาตญานหนึ่งของมนุษย์
ยิ่งคิดก็จะเห็นว่าพฤติกรรมที่เรียกว่าจูบปากนั้น เป็นพฤติกรรมที่แปลก เพราะการเอาริมฝีปากประกบกัน และแลกเปลี่ยนน้ำลาย(พร้อมแบคทีเรีย) เป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างสกปรก และเสี่ยงต่อการติดโรคได้
อะไรคือประโยชน์ของพฤติกรรมนี้ที่ทำให้เกิดการคัดเลือกมา ?
2.
แต่ก่อนที่เราจะไปคุยกันเรื่องจูบ เราคงต้องมาดูความแปลกของริมฝีปากมนุษย์กันเสียก่อน
เคยสังเกตกันไหมครับว่าริมฝีปากของมนุษย์ต่างจากริมฝีปากของสัตว์อื่นอย่างไร ?
ถ้าไม่เคยสังเกตลอง google ดูรูปริมฝีปากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ แล้วไปส่องกระจกดูนะครับ
1
ถ้าเราลองเม้นเป็นริมฝีปากเข้าไป เราจะพบว่าปากของเราจะดูคล้ายกับปากของสัตว์อื่นๆมากขึ้นจากนั้นก็ค่อยๆปล่อยให้ริมฝีปากเราม้วนตัวออกมา
เห็นความแปลกไหมครับ ถ้าสัตว์อื่นอย่างเช่น ชิมแปนซีหรือหมีแพนดา พูดได้มันคงอุทานด้วยความแปลกใจว่าทำไมปากของพวกนายมันปลิ้นออกมาอย่างนั้นล่ะน่าเกลียดจัง
1
ทำไมปากเธอน่าเกลียดจัง ?
ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่าพวกมันพูดถูก เพราะริมฝีปากของมนุษย์ก็คือผนังด้านในของช่องปากที่ปลิ้นมาอยู่ด้านนอก 

คำถามคือทำไมธรรมชาติจึงสร้างให้เรามีริมฝีปากเช่นนี้  ?
ถ้าเราลองมาพิจารณากันดูว่าหน้าที่ของปากในสัตว์ต่างๆ มีหน้าที่อะไรบ้างจะเห็นว่า
อย่างแรก ปากของสัตว์ต่างๆจะทำหน้าที่เป็นช่องทางนำอาหารเข้าสู่ร่างกาย ถ้าอาหารนั้นมีขนาดที่ใหญ่เกินไปปากและฟันก็จะมีหน้าที่บดให้อาหารมีขนาดเล็กลงพอจะกลืนเข้าไปในทางเดินอาหารได้
อย่างที่สอง ปากเป็นช่องทางสำหรับตรวจสอบว่าอาหารนั้นควรจะกินหรือไม่ ด้วยกระบวนการที่เรียกว่าการชิม ถ้าอาหารนั้น รสชาติที่เหมาะกับการกินเราก็จะบ้วนทิ้ง
ดังนั้นปากของสัตว์แต่ละชนิดจึงออกแบบมาให้เหมาะกับการกินในรูปแบบที่ต่างกันไปในสัตว์แต่ละสปีชีส์ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นปากไหนๆในธรรมชาติก็ไม่มีปากไหนที่จะปลิ้นเอาด้านในมาไว้ด้านนอก เหมือนริมฝีปากมนุษย์
3
3.
คำใบ้ที่ 1 
ปากของสัตว์อื่นๆมีแนวโน้มจะวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ปากมีความแข็งแรงหรือหนาเพราะการหาของกินสัตว์หลายชนิดต้องใช้ปาก กัด จิก ขุด หรือยื่นปากเข้าไปโดนหนาวของต้นไม้เกี่ยว
ในหลายครั้งปากยังต้องทำหน้าที่เป็นอาวุธในการกัดกับสัตว์อื่นด้วย
แต่ปากของมนุษย์กลับวิวัฒนาการ มาในทิศทางที่ตรงข้ามคือ
เป็นปากที่บอบบางมากกว่าผิวหนังส่วนอื่นๆของร่างกาย 
นอกจากนี้บริเวณริมฝีปากยังมีเม็ดสีที่จะช่วยป้องกันรังสี UV น้อยกว่าผิวหนังส่วนอื่นๆด้วย ทำให้ริมฝีปากมองเห็นเป็นสีชมพูจากเส้นเลือดฝอยที่อยู่ข้างใต้ผิวหนัง 
ริมฝีปากของเรายังไม่มีต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน เหมือนผิวหนังทั่วไปทำให้ปากเราแห้งแตกได้ง่าย
คำถามคือริมฝีปากที่บอบบางและอ่อนแอเช่นนี้มีประโยชน์อะไรในมนุษย์ ?
คำตอบเรื่อง ที่เหมือนจะเด่นชัดออกมาในตัวเอง ก็คือความบอบบางของริมฝีปากนี้ช่วยให้ริมฝีปาก ซึ่งมีเส้นประสาทรับสัมผัสอยู่ข้างใต้มากมาย รับสัมผัสต่างๆได้ไวขึ้น สามารถบอกแรงกด บอกอุณหูภูมิได้ดีกว่า ผิวหนังส่วนอื่นของร่างกาย
คำใบ้ที่สอง
ผู้ชายและผู้หญิงในวัยเด็กจะมีร่างกายที่ไม่ต่างกันมากนัก
แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นฮอร์โมนเพศหญิงจะทำให้ร่างกายของเด็กหญิงเปลี่ยนไป เช่น การมีหน้าอกที่ใหญ่ขึ้น สะโพกผาย เริ่มมีประจำเดือน
ริมฝีปากก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ
ในวัยเด็ก ริมฝีปากของเด็กหญิงและเด็กชายจะดูไม่ต่างกันมากนัก
แต่เมื่อฮอร์โมนเพศเพิ่มขึ้น
ริมฝีปากที่เคยบางของเด็กสาวจะเปลี่ยนเป็นริมฝีปากที่อวบหนา มีสีแดงและดูชุ่มช่ำ
ในทางตรงกันข้ามฮอร์โมนเพศชายจะมีผลต่อริมฝีปากน้อยมาก ดังนั้นริมฝีปากของผู้ชายมีแนวโน้มจะบางและคล้ำกว่าริมฝีปากของผู้หญิง
2
การเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนจะบอกว่าริมฝีปากเองก็ทำหน้าที่ดึงดูดเพศตรงข้ามเช่นเดียวกับการอวัยวะอื่นๆที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์
ในชีวิตจริง เรารู้กันดีว่า ริมฝีปากเป็นอีกหนึ่งอวัยวะบนใบหน้าของผู้หญิง ที่มีผลต่อความสวยและความเซ็กส์ซี่อย่างมาก
1
ริมฝีปากที่อวบอิ่ม ได้รูป สีแดง ฉ่ำแฉะสามารถยั่วยวนใจให้อยากเข้าไปสัมผัสความนุ่มชุ่มแฉะนั้นใกล้ๆ
ในทางตรงกันข้าม ริมฝีปากที่บาง แห้ง ลอกเป็นขุยๆ ซีดๆหรือสีคล้ำ สามารถทำให้ความสวยเซ็กส์ซี่ของผู้หญิงลดน้อยลงไปได้อย่างมาก
โดยสรุปคือ
 
1.ริมฝีปากของผู้ชายต่างจากผู้หญิง
2.ริมฝีปากผู้หญิงเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าวัยสาว ตามฮอร์โมนเพศที่เปลี่ยนแปลง และ
3.ริมฝีปากของหญิงสาวสามารถที่จะกระตุ้นความสนใจทางเพศได้
เราจึงอาจจะสรุปต่อได้ว่า ริมฝีปากอวบอิ่มเป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่เกี่ยวข้องทางเพศ และการเลือกคู่ ไม่ต่างไปจากหน้าอก เอวคอดและสะโพกที่ผาย
แต่คำตอบนี้ก็นำไปสู่คำถามถัดไปคือ
ทำไม ริมฝีปากที่มีสีแดงช่ำ จึงกระตุ้นความสนใจจากผู้ชายได้?
ทำไมสมองจึงวิวัฒนาการมาให้สนใจสีแดงของปาก ?
วิวัฒนาการของการชอบสีแดงมันมีคำอธิบายที่เกิดขึ้นจากหลายขั้นตอน
เพื่อความเข้าใจเราลองมาดูกันไปทีละขั้นนะครับ
ขั้นตอนที่ 1
นักวิทยาศาสตร์รู้กันมาเป็นเวลานานแล้วว่า สีสามารถมีผลต่ออารมณ์และการตอบสนองทางร่างกายของคนได้ เช่น
เมื่อนำคนไปนั่งนิ่งๆในห้องซึ่งทาสีต่างๆกันไป ร่างกายจะตอบสนองต่อสีห้องต่างกันไป
การให้นั่งเฉยๆในห้องที่ทาสีแดงทั้งห้อง สามารถทำให้หัวใจเราเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น รู้สึกตื่นเต้นและคึกคักเพิ่มขึ้นได้
การใส่เสื้อสีแดงในผู้ชายยังมีผลให้ฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยอีกด้วย
การตอบสนองของร่างกายและอารมณ์ต่อสีแดงนี้ พบได้ข้ามวัฒนธรรม ซึ่งบ่งว่าการตอบสนองนี้ไม่น่าจะเกิดจากการเรียนรู้ แต่น่าจะเป็นสัญชาตญานมากกว่า
กำลังสงสัยใช่ไหมครับว่าทำไมร่างกายเราจึงตอบสนองต่อสีแดงเช่นนั้น?
จะเข้าใจความจริงข้อนี้เราต้องย้อนเวลานานกลับไปเป็นล้านปี เราต้องกลับไปก่อนที่มนุษย์คนแรกจะเกิดขึ้นบนโลกเสียอีก (ซึ่งก็คือประมาณ 2-3 แสนปีที่แล้ว)
เรากลับไปในวันที่บรรพบุรุษของเรายังหากินอยู่บนต้นไม้ในป่าของทวีปแอฟริกา
ชีวิตในแต่ละวันของบรรพบุรุษเราจะหากินอยู่ท่ามกลางใบไม้ที่มีสีเขียว
หันไปทางไหนก็มีแต่ใบไม้สีเขียวๆ อาหารที่หาได้ในธรรมชาติส่วนใหญ่ก็จะมีแคลอรี่ต่ำ
อาหารที่จะมีแคลอรี่สูงเช่น ผลไม้สุกเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ถ้าเจอต้องรีบกินก่อนที่สัตว์อื่นๆจะมาแย่ง
แต่การปีนป่ายต้นไม้เข้าป่าไปในถิ่นที่ไม่คุ้นเคยเพื่อมองหาผลไม้สุกก็เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะเราไม่รู้ว่าจะเผลอล่วงล้ำเข้าไปในถื่นของใครเมื่อไหร่
การมองเห็นสีแดงจากระยะไกลได้จึงเป็นข้อได้เปรียบในการแย่งชิงผลไม้สุก
1
ดังนั้นตลอดระยะเวลาหลายล้านปีที่เผ่าพันธุ์ลิงของเราวิวัฒนาการมา
สีแดงจึงเป็นสีแห่งรางวัล เป็นสีที่สะดุดตาและดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษ เมื่อมองไปที่สีแดงร่างกายเราจึงรู้สึกตื่นเต้น (ไฟจราจรหรือป้ายเตือนต่างๆที่อยากให้เห็นได้ชัดบนท้องถนนจึงนิยมใช้สีแดง)
ขั้นตอนที่ 2
เมื่อบรรพบุรุษลิงของเราวิวัฒนาการจากลิงตาบอดสีแดงมาเป็นลิงที่เห็นและชอบสีแดง เราก็จะเริ่มมองหาสีแดงในที่ต่างๆ
ซึ่ง “ที่ต่างๆ” นี้ ก็รวมไปถึงสีแดงตามส่วนต่างๆของร่างกายด้วย
ส่วนไหนของร่างกายที่มีสีแดงส่วนนั้นก็จะได้รับความสนใจมากกว่าส่วนอื่นๆ
ส่วนของร่างกายที่มีสีแดงเป็นพิเศษในลิงส่วนใหญ่ ได้แก่ ก้นและอวัยวะเพศของตัวเมีย (ลิงบางสายพันธุ์จะมีสีแดงที่หน้าอก)โดยเฉพาะในช่วงตกไข่ บริเวณทั้งสองนี้จะบวมและแดงเป็นพิเศษ (ที่เรียกว่า estrus หรือ ภาวะติดสัด)
สีแดงที่หน้าอกใน Gelada baboon
ก้นและอวัยวะเพศที่บวมแดงนี้จะดึงความสนใจจากตัวผู้ได้เป็นอย่างดี ยิ่งบวมยิ่งแดง ย่ิงดึงความสนใจได้มาก
ลิงที่สองอวัยวะนี้ บวมและแดง ในช่วงตกไข่ ก็อาจจะมีโอกาสผสมพันธุ์มากกว่า ลิงที่ก้นไม่แดง โอกาสมีลูกก็จะมากกว่า พันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับลักษณะบวมแดงนี้ก็จะมีโอกาสส่งต่อไปยังลูกหลานได้มากกว่า
ด้วยเหตุนี้เองลิงหลายสายพันธุ์ในโลกปัจจุบันจึงมีภาวะก้นแดง อวัยวะเพศแดงคล้ายๆกันหมด ทำให้เชื่อว่าหลายล้านปีที่แล้วบรรพบุรุษลิงของเราก็คงจะมีภาวะนี้เช่นเดียวกัน
1
ขั้นตอนที่ 3
สำหรับขั้นตอนนี้ต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่าเป็นสมมติฐานที่ยังมีคนแย้งหลายจุดด้วยกัน แต่ปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นสมมติฐานที่น่าจะฟังดูเข้าท่ามากที่สุดแล้ว
เรื่องราวในขั้นตอนนี้น่าจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 5-7 ล้านปีที่แล้ว คือ
เมื่อบรรพบุรุษวานรของเราเริ่มยืนตรงและเดินสองขา สีแดงของอวัยวะเพศและก้นจึงไม่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลอีกต่อไป (ตอนนั้นยังไม่เป็นโฮโม เซเปียนส์ และยังไม่ใส่เสื้อผ้า)
ก้นบวมแดงที่เคยบอกถึงภาวะตกไข่ จึงใช้งานได้มีดีอีกต่อไป และสุดท้ายก็ถูกกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ คัดทิ้งไป
ตัวเมียจึงต้องมีวิธีอื่นในการสื่อสารกับตัวผู้ว่าขณะนี้กำลังตกไข่ และเหมาะกับการผสมพันธุ์ อวัยวะที่ใช้สื่อสารนี้ควรจะเป็นอวัยวะที่เห็นได้ชัดในท่ายืน และมองเห็นได้ไกลพอสมควร
อวัยวะหนึ่งที่เชื่อว่าวิวัฒนาการมาทำหน้าที่นั้น คือ เต้านม (ซึ่งไม่ได้พูดถึงรายละเอียดในตอนนี้) อีกอวัยวะหนึ่งคือ ริมฝีปากที่เริ่มปลิ้นออกมา (ทำให้เห็นหนาขึ้น)
และด้วยปัจจัยทางชีวิวทยาที่เป็นรากนี้เอง ทำให้ในหลายวัฒนธรรมนับตั้งแต่โบราณมา จึงมีวิธีการหรือแฟนชั่นที่พยายามทำให้ริมฝีปากมีสีแดง อวบอิ่ม เกินจริงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้าม เช่น
การใช้ดินสีแดงหรือดินเทศ มาผสมกับไขมันสัตว์ทำเป็นสีทาปากในอารยธรรม สุเมเรียน อียิปต์และกรีกโบราณ การทาปากด้วยลิปสติกสีแดงสดในปัจจุบัน หรือ การใช้สารเคมีที่ระคายเคืองทาริมฝีปาก เช่น อบเฉย (cinnamon) สาร AHA (Alpha Hydroxyl Acid) (เป็นพวกกรดจากผลไม้) เรตินอล เพื่อให้ปากดูบวมแดง (เจ่อ) หรือแม้กระทั่งการฉีดฟีลเลอร์เข้าไปในริมฝีปาก
และนี่ก็คือคำอธิบายว่าทำไม ผู้หญิงจึงมีริมฝีปากที่หนา อวบอิ่ม และแดง
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้าม ทำให้เพศชายอยากเอาหน้าเข้ามาใกล้ชิด อยากเข้ามาค้นหา ความบอบบางของริมฝีปากก็น่าจะเป็นไปเพื่อให้การรับสัมผัส(จากริมฝีปากที่เข้ามาค้นหา)เป็นไปได้ไวยิ่งขึ้น
แต่คำถามเรายังไม่จบครับ เพราะยังไม่ได้เริ่มคุยกันเลยว่าทำไม มนุษย์จึงจูบกัน
คำถามต่อไปคือ ผู้หญิงต้องการดึงใบ้หน้าหรือริมฝีปากของผู้ชายเข้ามาใกล้ๆปากของตัวเองเพื่ออะไรกัน?
เราจะไปหาคำตอบนี้กันในตอนหน้าครับ
(ปิดท้ายด้วยโฆษณา)
อยากเข้าใจวิทยาศาสตร์ของความรัก แนะนำอ่านหนังสือ Bestseller “500 ล้านปีของความรัก เล่ม1-2” และ “เรื่องเล่าจากร่างกาย”
สามารถซื้อได้จากร้านหนังสือทั่วไป หรือสั่งซื้อได้จากลิงก์
อ่านบทความประวัติศาสตร์อื่นๆเพิ่มเติมได้ที่
อ่านบทความวิทยาศาสตร์และการแพทย์ได้ที่
คลิปวีดีโอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
โฆษณา