มีบัญชีอยู่แล้ว?
Carman ยินดีนำเสนอ
EP13 : วิเคราะห์ Honda Civic FC 1.5 Turbo เจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย เเรงที่สุด เเต่ความรู้สึกดีๆยังสุดได้มากกว่านี้
*คำเตือน : บทความนี้มีการใส่ความคิดเห็นของผู้เขียนเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมเเละให้เห็นเเง่มุมอีกมุมหนึ่ง มิได้มีเจตนาบิดเบือนข้อมูล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม หากผิดพลาดประการใด ขออภัยครับ
เเบบสรุปสั้นกระชับ
ข้อดี
ส่วนที่เหมือนรุ่น 1.8
+ดีไซน์ภายนอก-ภายในยังสปอร์ตสวยงาม
+ภายในกว้างขวางนั่งสบายที่สุดในกลุ่ม
+เบาะหลังมี headroom ดีมาก
+ช่วงล่างนุ่มที่สุดในกลุ่ม ดีกว่า FB มาก
+พวงมาลัยน้ำหนักดี เเม่นยำ
+เบรกดีขึ้นกว่า FB มาก
ส่วนที่ต่างจากรุ่น 1.8
+มีเครื่องที่เเรงที่สุดเท่าที่เคยมี Civic มา
+ช่วงล่างนิ่งมั่นใจกว่ารุ่น 1.8 พอสมควร
+การเก็บเสียงดีกว่ารุ่น 1.8 มากจนผิดวิสัยการเก็บเสียงสไตล์ฮอนด้าของเเท้
+วัสดุภายในเเละการประกอบหลายจุดดีกว่ารุ่น 1.8
+มี Honda Sensing ให้เเล้วในรุ่น RS
+เพิ่มชุดเเต่ง RS ในรุ่น RS(คล้ายๆ City RS)
ข้อเสีย
ส่วนที่เหมือนรุ่น 1.8
-ขนาดตัวถังต่างจาก City น้อยเกินไป
-เบาะหลังมี legroom เล็กกว่า City
-ความมั่นใจช่วงล่างยังคงด้อยที่สุดในกลุ่ม
-การใช้วัสดุภายในเเละการประกอบบางจุดนี่ยังคงไม่อาย City บ้างเลยหรอ
-งกของบางอย่างเเบบไม่เข้าท่า บาง
อย่างเเอบงกมากกว่า City
-ฟังก์ชันบางจุดอาจใช้งานได้ไม่ดีเท่า City
ส่วนที่ต่างจากรุ่น 1.8
-รุ่น Turbo งกออพชั่นเกินไป
-เติม E85 ไม่ได้ ทำให้รถราคาเเพงขึ้น
ความเดิมตอนที่เเล้ว
หลังจากที่เราได้เจาะลึกข้อดี-ข้อเสียของ Honda Civic FC 1.8 ไปเเล้ว ใครยังไม่ได้อ่าน เชิญได้ที่นี่เลยครับ
เรื่องประวัติคร่าวๆเเละสถานการณ์ต่างๆของ Civic FC ผมจะขอไม่พูดซ้ำนะครับ ท่านผู้ชมสามารถคลิกดูได้ที่ลิงค์ด้านบนเลยครับ
มาวันนี้เรามาดูรุ่นท็อปของ Civic FC กันบ้างดีกว่าครับ
ในอดีตที่ผ่านมานั้นรุ่นท็อปตัวเครื่องยนต์เเรงของ Civic ทั้ง ES, FD, FB ก็จะยืนพื้นกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรบล็อคเดิมๆมาตลอด
ต่างตรงที่ ES, FD เป็นเเบบเเคมคู่เพราะเน้น
สมถรรนะเเรงในรอบสูง ขับมัน พอมา FB เปลี่ยนเป็นเเคมเดี่ยวเพราะเน้นสมรรถนะรอบต่ำมากขึ้น ประหยัดน้ำมันขึ้น ประหยัดชิ้นส่วนขึ้น(ต้นทุนถูกลง) เเถมยังพัฒนาประสิทธิภาพสมถรรนะจนเทียบเคียงกับเเบบเเคมคู่ จับคู่กับเกียร์ Auto 5 speed เเบบเดิมๆมาโดยตลอด
เเต่ก็ถูกพัฒนาเรื่องอัตราการกินน้ำมันมาเรื่อยๆ โดยในรุ่น FB 2.0 สามารถเติม E85 ได้ด้วย พละกำลังก็เเรงม้า 155 เเรงบิด 190 นิวตันเมตรนั่นเองครับ
เป็นหนึ่งในหลายๆนิสัยของ Honda ที่เหมือนกับ Izuzu คือ เวลาออกเครื่องเเละเกียร์ใหม่มา พวกเขาก็จะลากใช้กันนานมาก เรียกได้ว่าลากใช้ตั้งเเต่ลูกเกิดยันลูกบวชเลยครับ สมเเล้วที่คู่นี้เขาเป็นเเฟนกันมานาน(น่าจะ
เเต่งงานเเล้วเเหละ)รักกันมาตลอด เป็นห่วงเก่ง ยัยน้องก็ส่งเก๋งให้คุณพี่ คุณพี่ก็ส่งกระบะให้ยัยน้อง ดูเเลเทคเเคร์กันตลอด
สวีทกันทุกเมื่อ เป็นความรักที่สวยหรู ต่อสู้เคียงข้างกันอย่างใกล้ชิดมาตลอด.....
กลับมาที่ Civic FC คราวนี้รุ่นท็อปเปลี่ยนเครื่องเเล้วเสียที เป็น 1.5 ลิตร Turbo รุ่นใหม่ มาพร้อมเกียร์ CVT ลูกใหม่ซึ่งเป็นคนละลูกกับรุ่น 1.8 ลิตรด้วย
ราคาล่าสุดหลัง Minorchange มีดังนี้ครับ
1.5 Turbo CVT 1,104,000
1.5 Turbo RS CVT 1,219,000
รุ่นเริ่มต้นราคาเเอบเหมือนจะถูกกว่า FB 2.0 ES Navi (1,145,000)นะครับเนี่ย
รุ่น 1.8 ผมค่อนข้างผิดหวังพอสมควรในหลายๆอย่าง เเต่รุ่น 1.5 Turbo เเน่นอนว่ามันคือรถตัวถังเดียวกันเรื่องขนาดนี่คงต้องทำใจว่าเหมือนกัน เเค่คนละรุ่นย่อยกัน
เเต่มันอาจมีอะไรที่เเตกต่างจากรุ่น 1.8 มากกว่าที่เราคิดเเละมากกว่าในโบรชัวร์หรือเปล่าในราคาที่เเพงกว่าจะเป็นอย่างไรไปดูกันครับ
ข้อดี
ส่วนที่เหมือนกับรุ่น 1.8
-นับว่าเป็น hilight ที่สำคัญที่สุด คือ FC มีดีไซน์ที่สวยงามมากจนน่าหลงไหล เพราะมันดูใหญ่มากเมื่อมองด้วยตา ดูสวยทันสมัยสปอร์ตมีเกรด ครบเลยนะครับ เเถมภายในก็ออกไปในโทนสปอร์ตกว่า FD, FB ที่เน้นเเผงหน้าปัด 2 ชั้น ตอนนี้กลับมาเป็นชั้นเดียวเเล้ว ซึ่ง Altis ใหม่ก็ดูธรรมดาเกิน สวยสู้ไม่ได้ในสายตาของคนส่วนใหญ่ Mazda3 ก็คนละเเนวเน้นสปอร์ตพรีเมี่ยม ขณะที่ City Gen5 จะเน้นความเรียบง่าย ดูผู้ใหญ่กว่า ดีไซน์ FC เป็นสิ่งที่ดึงดูดคนซื้อมาก
-เเม้ขนาดภายนอกจะพอๆกันกับคู่เเข่งเเถมมีความสูงน้อยที่สุดในกลุ่ม เเต่อย่าลืมครับ ปรัชญา Man Maximum Machine Minimum ของ Honda ทำให้มันมีภายในที่กว้างขวางสะดวกสบายชวนนั่งมากที่สุดในกลุ่ม ไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนความสูงภายนอก ส่วนหนึ่งเพราะตำเเหน่งเบาะนั่งที่ต่ำด้วย เเละมีพื้นที่เบาะหน้าเเละหลังที่สบาย มี legroom เบาะหลังเยอะมาก โดยตัวเบาะคู่หน้าก็มีเบาะรองนั่งที่ยาวกว่า FB เเละพนักพิงหลังที่ซัพพอร์ตดีกว่า FB ส่วนเบาะหลังก็ยังคงคล้าย FB คือ มีเบาะรองนั่งที่ยาวพอดี พนักพิงหลังมุมเอนค่อนข้างมาก ซึ่งโดยรวมภายในกว้างขวางกว่า FB เยอะ เเละเป็นจุดขายหลัก เพราะ Altis ดันทำภายในออกมาเล็กลงโดยเฉพาะเบาะหลังจนดูเเคบไป ขณะที่ Mazda3 นั้นภายในเล็กมากที่สุดในกลุ่มอยู่เเล้วตั้งเเต่สมัยก่อน ทำให้โดยรวม Civic FC นั่งสบายที่สุดในกลุ่ม
-นอกจากจะกว้างนั่งสบายเเล้ว สิ่งที่ amazing คือ มีพื้นที่ headroom เบาะหลังที่เยอะมาก ใกล้เคียงกับ Accord เลย เยอะกว่า FB, City, คู่เเข่งทุกคัน ซึ่งเป็นเพราะตำเเหน่งเบาะที่ต่ำมากเเละมุมเอนของพนักพิงหลังที่เอนมาก ทำให้เรามีพื้นที่เหนือศีรษะเยอะ เเม้เเต่คนสูง 180 ก็ยังนั่งได้ไม่อึดอัด
-ช่วงล่างของ Civic สมัยก่อนนั้น ES นี่ดีดเป็นลูกชิ้นโฮเด้ง พอมา FD,FB ก็ดีขึ้น เเต่ก็ยังถือว่าตึงตังอยู่ดี เเต่คราวนี้ด้วยโครงสร้างใหม่เเละการเซ็ตติ้งใหม่ ทำให้ FC Turbo มีช่วงล่างที่นุ่มสบายที่สุดในกลุ่มเลย ซับเเรงสะเทือนได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆมาก ทำให้ขับได้สบายมากขึ้น เเละยังเกาะถนน ให้ความหนึบดีกว่า FB มาก จนเพียงพอสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ซื้อ Civic
-พวงมาลัยของ FB นั้นดีตรงที่คล่องตัวในเมือง ใช้ความเร็วต่ำ เเต่พอขับเร็วขึ้นเกินกว่า 80 รู้สึกว่าน้ำหนักมันเบาเกินไป จนทำให้เกร็งในความเร็วสูง มาคราวนี้น้ำหนักหนืดขึ้นนิดนึง เเต่ยังคงคล่องตัว เเละนิ่งขึ้นมากๆในความเร็วสูง เเละสั่งงานเเม่นยำมาก ดีพอที่จะเทียบกับคู่เเข่ง(น้ำหนักพวงมาลัยเหมือน City Gen5 เป๊ะๆเลย)
-ระบบเบรกดีขึ้นมาก โดยที่ระยะเบรกนั้นสั้นลงกว่า FB มาก มั่นใจมากขึ้น เเละสั่งเท่าไหร่เบรกเท่านั้น เบรกค่อนข้างที่จะไปตามเท้า เเม่นยำ ไม่ระยะเบรกยาวเหมือนเมื่อก่อน ดีใกล้เคียงกับคู่เเข่งเเล้ว
ส่วนที่ต่างจากรุ่น 1.8
-เป็นการเปลี่ยนเเปลงครั้งสำคัญของ Civic คือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์จาก 2.0 เป็น
1.5 Turbo ตัวใหม่ที่มาเเทนเครื่อง 2.0 เดิมนั้น ตอนเเรกหลายคนอาจถามว่าวิ่งไหวหรอ ไม่อืดหรอ ต้องบอกเลยครับว่า อย่าให้ขนาดเครื่องมันหลอก!!! เครื่องตัวนี้มีเเรงม้าสูงสุดสะใจถึง 173 เเรงม้า เเรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ซึ่งพละกำลังระดับนี้มันก็พอๆกันกับเครื่อง 2.4 ของ Accord Gen9 เลยครับ นึกภาพออกไหมครับ อัตราเร่งของ Civic 1.5 Turbo นี่ถ้าภาษาฟุตบอลเขาเรียก"ดุเดือดเลือดพล่าน เเรงทะลวงหัวใจ กระซวกไส้เเตก ความมุ่งมั่น 80 ตีนถีบ"นั่นละครับ มันคือเครื่อง 2.4 มาวางบนน้ำหนักตัวเเค่ราวๆ 1307 กก. น้ำหนักเบา เครื่องเเรง กดทีนึงนี่พุ่งกระฉูด ถ้าเทียบกับ Altis 1.8, Mazda3 2.0 บอกเลยครับเเซงชาวบ้านเขากระจาย ลืม Civic 2.0 ลิตรรุ่นก่อนๆไปได้เลย มันเรียกอัตราเร่งได้ทันใจมาก กดเป็นมา คันเร่งตอบสนองไวกว่ารุ่น 1.8 ด้วย ไม่มีการรอคันเร่งทั้งสิ้น เหยียบปุ๊ป ตัวเลขขึ้นพุ่งเลย เเถมเกียร์ CVT ลูกใหม่นี้เป็นคนละลูกกับรุ่น 1.8 ลิตร เพราะรุ่น 1.8 จะเป็น CVT ที่ไปเรื่อยๆเฉยๆตามสไตล์ CVT คารอบไว้สูงๆ เเต่ CVT ของ 1.5 Turbo พยายามทำตัวเป็นเกียร์ Auto ปกติเหมือน Civic รุ่นเก่า คือ มีการไล่รอบให้ด้วย(คล้ายๆ CVT ของ City Gen5 เเละ Altis 1.8)ทำให้ไม่ละทิ้งความเร้าใจในเเบบของเกียร์ Auto 5 speed ของรุ่นก่อนๆ เเถมรุ่น Turbo มีเเป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift มาให้(ยังคงมีมาให้เหมือน FD, FB 2.0) ซึ่งรุ่น 1.8 ไม่มี คุณสามารถปรับเปลี่ยนเกียร์เองได้ถึง 7 speed ทำให้คุณสนุกมากในการลากรอบ ใครอยากลากรอบต่อเนื่องเข้าเกียร์ S โอ้โห บันเทิงครับ มันทำให้คุณลืมไปเลยว่านี่คือรถเกียร์ CVT ไม่ใช่เกียร์ Auto เเบบปกติ ในเรื่องของความเเรงทำให้ 0-100 ไม่ถึง 9 วินาที!!!!!
พูดง่ายๆว่ารถระดับราคา 1.1-1.2 ล้าน ผมนึกไม่ออกเลยว่ามีคันไหนเเรงเทียบเท่า Civic Turbo ได้(ไม่นับ Nissan Sylphy/Pulsar Turbo ที่เลิกไปเเล้วนะครับ)
เเถมการนำเอา Turbo เข้ามารวมถึงเกียร์ CVT มาใช้ก็เพื่อที่จะลดขนาดเครื่องยนต์ซึ่งจะเป็นการลดมลพิษเเละอัตราการกินน้ำมันด้วยนะครับ ทำให้เครื่องตัวนี้ประหยัดน้ำมันกว่า 2.0 สมัยก่อนมาก เเละไม่ได้กินน้ำมันกว่ารุ่น 1.8 เลย เเต่ได้ความเเรงชนิดที่ต่างกันมาก เรียกว่าเเทบไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมเเล้ว เป็นสเน่ห์ของรถคันนี้เลย(ยกเว้นวัยรุ่นที่บ้าพลังขับเกิน 200 km/h เป็นเรื่องปกติ อันนั้นก็เชิญเเต่งต่อได้ครับ ขับรถเร็วเกินเป็นสิ่งที่ไม่ดีเเละผิดกฎหมายนะครับ555)
*เครื่อง 1.5 Turbo ใน Accord Gen10 เป็นตัวเดียวกับ Civic Turbo ครับ เเค่ปรับจูนบูสต์ของเทอร์โบให้เป็นไปตามสัดส่วนน้ำหนักตัวรถ พูดง่ายๆว่าอัตราเร่ง Accord Turbo กับ Civic Turbo สะใจเเบบ
เดียวกันเป๊ะ Accord มี 190 เเรงม้า 243 นิวตันเมตรครับ)
-เเม้ช่วงล่างจะนุ่มที่สุดในกลุ่มเหมือนเดิมเเต่เรื่องความหนึบของช่วงล่างคราวนี้ไม่เหมือนกันนะครับ รุ่น 1.5 Turbo จะใช้สปริงคนละตัวกับรุ่น 1.8 โดย Turbo จะเเข็งกว่าเเละยิ่งเป็นรุ่น Turbo RS จะเเข็งสุด คือ เน้นสปอร์ต ช่วงล่างจะเเข็งกว่ารุ่น 1.8 เเต่ก็ถือว่านุ่มนวลอยู่ดี เเทบไม่ได้รู้สึกว่ากระเทือนกว่ามากมายเลย เเม้ว่าจะใช้ล้อขอบ 17 ยางเเก้มเตี้ยกว่าก็ตาม(รุ่น 1.8 ใช้ล้อขอบ 16 ยางหนากว่า ระหว่าง 215/50 R17 ในรุ่น Turbo กับ 215/55 R16 ในรุ่น 1.8)ก็รู้สึกหนึบกว่ารุ่น 1.8 พอสมควร นิ่งขึ้น เเน่นขึ้น เวลาเปลี่ยนเลนหรือถนนไม่เรียบ อาการย้วยของรถจะน้อยกว่ารุ่น 1.8 เยอะ ถือว่าดีกว่ารุ่น 1.8 เเละดีกว่ารุ่น 2.0 ทุก Gen ก่อนหน้านี้มากๆ สำหรับคนทั่วไปที่ขับเร็วปกติ ไม่ได้อัดโค้งหนักๆนั้นถือว่าช่วงล่างตัวนี้เหลือๆมากครับ ผมถือว่าตัวนี้ช่วงล่างดีพอจนไม่ต้องไปปรับอะไรเเล้วสำหรับลูกค้า Civic
-การเก็บเสียงมีความต่างนะครับ จากรุ่น 1.8 ที่ผมตำหนิว่าเป็นการเก็บเสียงสไตล์ Honda ของเเท้ ไม่ดู City เป็นตัวอย่างบ้าง เเต่รุ่น Turbo เงียบกว่าเยอะครับ!!! ซึ่งเเม้ว่าเสียงท่อนบนของรถ คือ เสียงลมจากขอบประตูต่างๆจะคล้ายๆกับรุ่น 1.8 คือ เงียบกำลังดี เเต่เสียงท่อนล่างนั้นเงียบกว่ารุ่น 1.8 มากเพราะรุ่น 1.8 เสียงท่อนล่างจะดังมากพอๆกับ Civic รุ่นก่อนๆ คาดว่าน่าจะเป็นที่วัสดุซับเสียงที่ใต้ท้องรถที่ตัว 1.8 ดูจะโดนลดต้นทุนไปมากพอสมควร เเถมเรื่องของยี่ห้อยางก็เเตกต่าง อันนี้อ้างอิงจากรุ่นก่อน Minorchange นะครับ คือ 1.8 E ใช้ Hankook Noble 1.8 EL ใช้ Dunlop Enasave 1.5 Turbo ใช้ Yokohama Decibel 1.5 Turbo RS ใช้ Bridgestone Turanza ER33 เลยทำให้รุ่น Turbo เงียบกว่าเยอะเเละอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเมื่อเทียบกับคู่เเข่ง
-วัสดุเเละการประกอบหลายจุดจะกลับไปเหมือน FB เเละเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับ C-Segment สิ่งที่ดีกว่ารุ่น 1.8 ได้เเก่ 1. ห้องเครื่องมีเเผ่นกันความร้อนเเล้ว 2. เเผงประตูคู่หลังเป็นวัสดุบุนิ่มท่อนบนเเละบุนิ่มท่อนล่างทั้ง 4 บานเเล้ว เพราะรุ่น 1.8 เเผงประตูคู่หลังเป็นพลาสติกขึ้นรูปเน้นๆล้วนๆ 3. ฝาท้ายมีพลาสติกหุ้มที่บริเวณค้ำโช้คเเล้ว เพราะรุ่น 1.8 เป็นเเบบเปลือย เเม้ว่าสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ควรจะเป็นมาตรฐานตั้งเเต่รุ่น 1.8 เเล้ว เเต่ก็ถือว่ายังดีที่มาใส่ให้ในรุ่น Turbo รวมถึง Trim จะเปลี่ยนจากคาร์บอนสีดำในรุ่น 1.8 มาเป็นคาร์บอนคล้ายๆกับจะออกน้ำตาลๆเหมือนลายไม้ จนทำให้
วัสดุภายในเเละการประกอบภาพรวมดูดีขึ้น
-ออพชั่นที่เพิ่มมาตั้งเเต่รุ่น Turbo ธรรมดาที่ตัว 1.8 ไม่มี คือ ท่อไอเสียคู่, ล้ออัลลอยขอบ 17, เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง, ระบบปรับอากาศ Auto ที่
สามารถเเบบเเยกฝั่งได้
-คราวนี้รุ่น RS ในตัว Minorchange ใส่เเพคเกจความปลอดภัยเต็มระบบเข้ามาเเล้ว ในคู่เเข่ง Altis Hybrid High เเละ Mazda3 2.0SP ก็ต่างมีระบบความปลอดภัยตามเเพคเกจของตัวเอง ส่วนของ Civic RS มี Honda Sensing ซึ่งมีระบบได้เเก่
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC พร้อมฟังก์ชัน Stop&Go
-ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนด้วยกล้องและเรดาร์พร้อมระบบช่วยเบรก CMBS
-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ LKAS
-ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ RDM with LDW
-ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ AHB
เเม้จะไม่มีกล้องรอบคันเหมือน Mazda3 2.0 SP เเต่สิ่งที่มีมาเหนือกว่าก็คือระบบ Adaptive Criuse Control ที่ทำงานจนถึงจุดหยุดนิ่ง(Stop&Go)โดยที่เราไม่ต้องกดคันเร่งเลย เเละเมื่อรถคันหน้าเคลื่อน ระบบก็จะกดคันเร่งให้รถเคลื่อนไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นของ Mazda3 ระบบจะตัดการทำงานที่ราวๆ 30 km/h เเละคุณต้องใช้เบรกเเละคันเร่งเองในช่วงความเร็วต่ำ(Altis Hybrid High ก็มี Stop&Go เช่นกัน) ก็ถือว่าเป็นครั้งเเรกที่ Civic ใส่ระบบความปลอดภัยเเบบเต็มเเพ็คเกจให้ขนาดนี้ ส่วนระบบพื้นฐาน ทั้งพวกABS+EBD+BA+VSA+HSA+ESS/ถุงลม 6 ใบ/Honda Lanewatch/กล้องมองหลังปรับได้ 3 ระดับ อันนี้มาครบตั้งเเต่รุ่น 1.8 EL เเล้ว ถือว่าออพชั่นความปลอดภัยดีกว่าสมัย FB 2.0 มาก ใกล้เคียงคู่เเข่ง
-รุ่น RS จะได้ชุดเเต่ง RS รอบคัน(คล้ายๆ City RS)ไล่ตั้งเเต่กระจังหน้าสีดำเงา, มือจับประตูภายนอกรมดำ, สปอยเลอร์หลัง, ล้อลายพิเศษ, ภายในตกเเต่งด้วยด้ายเเดง(Until We Meet Again), มาตรวัด TFT สีเเดง, เเป้นคันเร่งเเละเบรกเเบบสปอร์ต, เสาอากาศครีบฉลาม(City มีให้ทุกรุ่นย่อย เเต่ Civic มีเฉพาะตัว RS เป็นอะไรที่งงมากครับ) เเถมช่วงล่างเเบบพิเศษด้วยตามที่ได้กล่าวไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นชุดเเต่งที่จัดเต็มกว่า FB 2.0 ES Navi ทำให้รถดูสวยไปอีกขั้น
ข้อเสีย
ส่วนที่เหมือนกับรุ่น 1.8
-เป็นสิ่งที่เป็นมาทุกยุคทุกสมัยของ Civic คือ ขนาดตัวถังครับ เเม้จะบอกว่ารุ่นนี้ขยายใหญ่ขึ้นมาก ใช้โครงสร้าง Accord G9 เเต่พอ City Gen5 เปิดตัวออกมาใหญ่ขึ้น(ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ City เป็น B-Segment ที่ใหญ่มากจนเเทบจะใหญ่เกินด้วยซ้ำ)กลายเป็นมิติตัวถังมันดูต่างกันน้อยเกินไป เมื่อเทียบว่ามันคือรถคนละ Segment กัน Civic ดูใหญ่กว่าก็เเค่เรื่องฐานล้อกับความกว้าง
เเต่น้ำหนักตัวรุ่นนี้ส่วนต่างยังมากกว่า 100 kg เเต่ขนาดมันดูใกล้จนเบียดกันเกินไป
Civic FC | City Gen5
ความยาว 4648 4553
ความกว้าง 1799 1748
ความสูง 1417 1467
ฐานล้อ 2698 2589
น้ำหนัก 1307 1165
(ใช้น้ำหนักของ Civic RS เเละ City RS)
-เเม้ขนาดตัวถังภายนอกจะต่างกันไม่เยอะ เเต่ด้วยความที่ฐานล้อต่างกันตั้งราวๆ 100 mm เเต่กลับกลายเป็นว่า FC มี legroom เบาะหลังที่เล็กกว่า City Gen5 !!! ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมประหลาดใจมากว่าเป็นไปได้อย่างไร เเม้ legroom FC จะกว้างกว่า FB เเละคู่เเข่งมากเเต่กลายเป็นเล็กกว่า City เฉยเลย ทั้งๆที่มันเป็นรถคนละ Segment นะครับ!!! อาจจะเป็นที่การออกเเบบคอลโซลหน้า City สั้นประหยัดพื้นที่กว่า?ก็ไม่น่าจะได้เปรียบอะไรขนาดนั้น มันก็ไม่น่าจะมีเหตุผลที่เขาออกเเบบภายในมามีพื้นที่เท่านี้เรื่องนี้ผมรู้จากงาน Motor EXPO ครับ ด้วยความอยากรู้ ลองนั่งเบาะหลัง City Gen5 ปุ๊ป อยากรู้ว่า legroom ต่างจาก FC เเค่ไหน จึงรีบกระโดดไปนั่ง FC ทันทีภายใน 1 นาที โดยปรับเบาะหน้าไว้ในตำเเหน่งที่ผมนั่งเหมือนกัน ชัดเจนเลยครับว่า legroom ของ FC เล็กกว่า เเถมบรรยากาศความกว้างภายในห้องโดยสารเเทบไม่รู้สึกต่างจาก City เลย
เเถมด้วยความที่เบาะเตี้ยกว่ามาก จึงต้อง
เเลกด้วยการเข้า-ออกยากกว่า อาจไม่เหมาะกับพ่อตาเเม่ยายที่มีปัญหาเรื่องเข่า City นี่ไม่ใช่ครั้งเเรก ย้อนกลับไปสมัย FB ก็มี legroom เล็กกว่า City Gen4 เหมือนกัน ซึ่งมันไม่ได้นะครับ Civic เป็นรถที่ใหญ่กว่า ภายในต้องใหญ่กว่า ไม่ใช่เเย่ถึงขนาดเล็กกว่า(ผมลองให้เพื่อนที่ไม่รู้เรื่องรถ ทายจากรูปเบาะหลังว่าเป็นรถรุ่นอะไรระหว่าง City, Civic, Accord เพื่อนตอบ Accord ได้ชัดเจน เเต่ดันตอบสลับระหว่าง Civic กับ City !!!???//ส่วนหนึ่งอาจเพราะภายในของ City ใหญ่จนเเทบจะใหญ่เกิน Segment ไปเเล้ว)
-เเม้ช่วงล่างจะดีขึ้นมาก หนึบขึ้นมาก ดีกว่ารุ่น 1.8 เเต่ต้องยอมรับเลยว่าถ้าเทียบกับคู่เเข่งในเรื่องของความมั่นใจความหนึบเเล้วด้อยกว่าเขาหมด ยิ่ง Mazda3 ละก็ปล่อยเขาไปครับ รายนั้นช่วงล่างเทพมาก เเถม Altis นั้นเมื่อก่อนมีช่วงล่างที่สู้ Civic ไม่ได้ พอมาตอนนี้เปลี่ยนโครงสร้างเป็น TNGA ก็บอกเลยว่าช่วงล่างของทั้ง Altis, Mazda3 ชนะ FC Turbo อยู่ดีโดยเฉพาะเวลาที่ถนนไม่เรียบนั้น ความนิ่งเเละการเก็บอาการของช่วงล่างจะยังเป็นรองคู่เเข่งอยู่พอสมควร
-จุดนี้ผมต้องขออนุญาตยาวเเละเเรงนิดนึงนะครับ ต้องขออภัยครับ เเต่เป็นจุดที่ผมเเทบจะรับไม่ได้จริงๆครับ คือ เรื่อง
วัสดุเเละการประกอบ ผมเคยชมไปว่า City Gen5 วัสดุภายในดีมาก รุ่นก่อนๆที่ดีอยู่เเล้ว ก็ดีขึ้นไปอีกตามยุคสมัย อยู่เเถวหน้าของ B-Segment เลย ตัดภาพมาที่ FC Turbo คือ อะไรเนี่ย เเม้จะมีจุดที่ดีกว่ารุ่น 1.8 เเต่ก็ต้องบอกเลยว่าหลายจุดออกเเนวน่าเกลียดเกินไป สมัย FB คนด่าเรื่องวัสดุเเละการประกอบมากๆ ซึ่งเอาจริงๆ FB ผมว่าที่ไม่ดีคือการประกอบครับ เเต่วัสดุผมว่าก็ใช้ได้ เเต่คนน่าจะอคติเพราะดีไซน์มากกว่า เพราะผมมองว่า FB หากเทียบกับ City Gen4 ในตอนนั้นถือว่าดูดีกว่าพอสมควรเลย ดูเป็นคนละ Segment กันจริงๆ พอมา FC ยุคสมัยผ่านไปวัสดุเเละการประกอบก็ควรจะต้องดีขึ้น เเถม FC เขาบอกว่าเขาปรับปรุงวัสดุภายในเเละการประกอบให้ดีเท่ารถยุโรป ทว่าเมื่อไปดูคันจริงเเล้วเเทบจะหงายหลังเลยครับ 1. ฟองน้ำเบาะนั้นนิ่มมาก บางมาก นิ่มจนไม่รู้จะนิ่มไปไหน อย่าว่าเเต่ FB เลยครับ B-Segment เกือบทุกคันฟองน้ำยังเเน่นกว่านี้เลยครับ โดยเฉพาะเบาะหลังนิ่มกว่าเบาะหน้าอีกครับ จนชวนให้เเอบสงสัยว่าหากใช้งานทุกวันบ่อยๆผ่านไป 4-5 ปี ฟองน้ำจะพังหรือไม่ เเถมนั่งทางไกลจะรู้สึกหลังจมไหม 2. งานประกอบคอลโซลกลาง FB, City โยกได้ยังไง FC ก็โยกเหมือนเดิม ไม่ได้ดีขึ้นเลย
3. คอลโซลกลาง City มีหุ้มหนังด้านข้างมาให้ ส่วน FC Turbo เป็นพลาสติกล้วนๆเน้นๆ
4. วัสดุหุ้มเพดานจาก FB เป็นเหมือนผ้าหนานุ่มเนียนๆ มาคราวนี้เหมือนกระดาษสากๆคล้ายๆกับ City
5. พลาสติกบริเวณเหนือมาตรวัดนี่เเย่กว่า FB เยอะครับ ขยับนิดนึงนี่เคลื่อนเลย โยกทีนึงนี่มีส่ายเลย บางมาก
6. เบาะนั่งคู่หน้าในรุ่น Minorchange ตรงที่เป็นลายคาดเบาะนั้น หุ้มหนังไม่เต็มเบาะครับ เขาเปลี่ยนลายตรงนั้นจากหนังเป็นผ้า!!
7. จุดนี้ฮาเเตกครับ ยังคงไม่เเก้ไข ผมก็เพิ่งเคยเจอ นั่งเบาะหลังมาเป็นร้อยคัน เพิ่งเคยเห็น เบาะหลังหุ้มหนังไม่สุด คือ ไม่ว่าจะรถราคาถูกเเพง เบาะหลังก็ต้องหุ้มหนังเต็มเบาะสิครับ ไม่ใช่ปลายเบาะ 2 ข้างเป็นพลาสติกขนาดใหญ่เเบบนี้ในรถคันละ
ล้านกว่า ไม่ทราบว่าตอนประกอบรถ สงสัยพนักงานคงประกอบไป ดู NETFLIX ไปหรือเปล่า ถึงได้ลืมเเปะหนังมาให้ ไม่รู้จะลดต้นทุนไปถึงไหน เขาบอกว่า version ต่างประเทศมีถุงลมด้านข้างเบาะหลังเลยต้องเป็นพลาสติกข้างเบาะหลัง คำถาม 1. ทำไม Camry ที่ไทยมีถุงลมตรงนั้นก็ยังหุ้มหนังมาสุดได้ 2. ในเมื่อ Version ไทยไม่มีถุงลมตรงนั้นเเล้วทำไมไม่หุ้มหนังมาให้สุดละ งงเลยจุดนี้ ผมว่ามันน่าเกลียดเกินไปครับ เเถมเวลาเรานั่งด้านข้างลำตัวเราก็มีสิทธิ์ที่จะไปโดนได้ ส่วนจุดที่ผมมองว่าดีขึ้นจาก FB คือ งานประกอบเเผงประตูที่ดูเเน่นขึ้นเเละวัสดุคอลโซลหน้าที่เพิ่มวัสดุนิ่มเข้ามา เเต่ภาพรวมนั้นในอดีตย้อนไปสัก 10 ปี Altis, Mazda3 วัสดุภายในเเละการประกอบดูเเย่มาก ไม่สมราคา มาวันนี้วัสดุเเละการประกอบดูดีเเน่นหนาสมราคามากๆ ดูดีกว่า Civic มาก ยิ่งถ้าเอา Civic เทียบกับ Accord นี่คือฟ้ากับเหวครับ ต่างกันหลายขุมมากๆ
-เเอบงกของบางอย่างที่ไม่เข้าใจว่าจะงกทำไมในรถราคาเเบบนี้ หลายๆอย่างยังงกคล้ายๆรุ่น 1.8 อยู่เลย
1. เเผงบังเเดดคู่หน้า FB ไม่มีไฟ มาวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม จุดนี้จะเหมือน B-Segment
2. เบาะหลังสมัย FB มีพนักพิงศีรษะเเค่ 2 อัน มาตอนนี้ก็ยังมีเเค่ 2 อันเหมือนเดิม ซึ่ง B-Segment หลายรุ่นมี 3 อันกันเเล้ว
3. ราวมือจับสมัย FB มีมา 4 อันทุกรุ่นย่อย เเต่ FC Turbo มีเเค่ 3 อัน ฝั่งคนขับไม่มี? มี 4 อันเฉพาะ Turbo RS!!! คือ สำหรับ C-Segment มันไม่ควรจะกั๊กนะครับ จุดนี้จะเหมือน B-Segment นะครับ
4. ช่องใส่ของหลังเบาะหน้ามีมาข้างเดียวคือข้างซ้าย? คือ คนขวาไม่เก็บของหรอครับ จุดนี้งงมากเลย มันจะกลายไปเหมือน B-Segment เลย เพราะ C-Segment ก็มี 2 ข้างกันหมด FB ก็มี 2 ข้าง
5. ไฟเตือนคาดเข็มขัดมีเเค่ข้างเดียว คือ ฝั่งคนขับ ฝั่งคนนั่งหน้าไม่มีในรุ่น Turbo มีเฉพาะรุ่น Turbo RS!!! สมัย FB 2.0 ยังมีเลยงงมากว่ากั๊กตรงนี้ทำไม เเต่ City Gen5 มีมาให้ครบทุกรุ่นย่อย!!!
6. อุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลังกล่องเก็บของคอลโซลกลาง City RS มีที่วางขวดน้ำขนาดใหญ่พร้อมช่อง Power Outlet 2 ตำเเหน่งมา Altis, Mazda3 มีช่องเเอร์หลัง ส่วน FC Turbo นั้นเหมือน FB เลยครับ คือ ไม่มีอุปกรณ์อะไรให้มาเลย
-ฟังก์ชันบางจุดอาจใช้งานได้ไม่ดีเท่า City เช่น มาตรวัด TFT ที่ดูสวยล้ำเเต่เวลาใช้จริงเเอบอ่านยากนะครับ เพราะเล่นเอาความเร็วเเละวัดรอบมาติดๆกัน เเถมข้อมูลทุกอย่างก็อยู่ในช่องเดียวกัน กลายเป็นอ่านยากกว่ามาตรวัดของ City ที่คนบ่นๆกันว่าโบราณนั้นเอาเข้าจริงๆคือใช้งานง่ายกว่ามากครับ เเอร์ Auto ในรุ่น Turbo เป็นเเบบไม่มีจอเเสดงผลเเถมเเยกซ้ายขวาด้วย ซึ่งการเเสดงผลมันจะเเยกไปอยู่ที่จอเครื่องเสียง เวลาปรับเเบบละเอียดต้องปรับที่หน้าจอเครื่องเสียง ซึ่งเเม้จะดูล้ำเเต่การใช้งานดูวุ่นวายพอสมควรที่จะต้องกดตรงนี้ จอตรงนู้น อะไรต่างๆมากมาย เเถมหน้าจอเครื่องเสียงนั้นเเม้จะดูสวยงาม เเต่กลับไม่มีระบบ Honda Connect ที่เชื่อมต่อกับมือถือมาให้ ซึ่ง City RS มีครับ
ส่วนที่ต่างจากรุ่น 1.8
-รุ่น Turbo ธรรมดาเเม้ราคาจะดูถูกกว่า FB 2.0 เเต่เอาเข้าจริงเเล้วมีออพชั่นหลายตัวหายไป ซึ่งมันไม่ควรหาย เเถมบางอย่างที่ควรจะมีเพิ่ม ก็ไม่มี 1. ไฟหน้าจนป่านนี้ยังเป็นโปรเจคเตอร์อยู่ในราคา 1,104,000 B-Segment หลายค่ายรุ่นบนๆเขาเป็น LED เเล้ว(City RS เป็น Full LED)ขนาด FB 2.0 ยังให้ไฟหน้า HID มาเลย ไฟหน้าเเบบ Full LED มีเฉพาะรุ่น RS ซึ่งเหมือน City ที่มีเฉพาะรุ่น RS เป๊ะๆ ในราคาล้านกว่า? 2. กระจกมองหลังยังเป็นเเบบตัดเเสงธรรมดา ไม่เป็นเเบบอัตโนมัติซะที มีเฉพาะรุ่น RS เท่านั้น เหมือน Toyota, Mazda, Honda เขาทำข้อตกลงเซ็นสัญญากันว่าให้กระจกหลังตัดเเสงอัตโนมัติเฉพาะรุ่นท็อป 555 กั๊กจุดนี้ทั้ง 3 ค่ายเลย 3. ระบบนำทางก็มีเฉพาะรุ่น RS เท่านั้น โอเค เเม้ทุกวันนี้คนอาจมองว่าไม่จำเป็นเพราะมีมือถือ เเต่มันควรจะมีให้ในรุ่น Turbo นะครับ เป็นออพชั่นเสริมที่ติดมา คนจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียบสาย เปิด Google Map ให้วุ่นวาย ซึ่งสมัยก่อนทั้ง FD, FB มีระบบนำทางให้เลือกในรุ่น 1.8 ด้วยซ้ำ เเต่มาคราวนี้มีเฉพาะ RS 4. 1.8 EL มี Honda Lanewatch เเต่ Turbo ไม่มี ซึ่งเป็นเรื่องที่งงมากว่าทำไมถึงไม่มีทั้งที่เป็นรุ่นย่อยสูงกว่า ราคานี้มันต้องมีได้เเล้ว 5. 1.8 EL มีถุงลม 6 ใบเเต่ Turbo มีเเค่ 4 ใบ ม่านถุงลมหายไป เอาอีกเเล้วทำไมออพชั่นจุดนี้น้อยกว่า EL เฉยเลย รถราคานี้ต้องมีถุงลม 6 ใบได้เเล้ว กลายเป็นระบบความปลอดภัยให้มาพอๆกับ City รุ่นรองๆเลยเเบบนี้ ขนาด FB 2.0 ยังมีถุงลม 6 ใบเลย
-เติม E85 ไม่ได้ ในขณะที่รุ่น 1.8 เติมได้ เเละสมัย FB ไม่ว่าจะเป็น 1.8 หรือ 2.0 เติม E85 ได้หมด เเต่รุ่น Turbo เติมได้เเค่ E20 ซึ่งคาดว่าอาจเป็นเพราะเครื่อง Turbo หากเติม E85 ได้จะต้องจูนน้ำมันเครื่องให้หนาทำให้อาจกินน้ำมันขึ้น ซึ่งหลายคนอาจไม่ซีเรียสจุดนี้ เเต่ที่ผมจะบอกคือว่าไหนๆคุณอุตสาห์ทำเครื่องยนต์ downsizing มลพิษต่ำกว่า 2.0 เดิมมาก ต่ำกว่า 1.8 ด้วยซ้ำตาม ECO STICKER จนผ่านเกณฑ์ภาษีรถเก๋งที่ถูกที่สุด คือ CO2 ไม่เกิน 150 g/km เเต่พอเติม E85 ไม่ได้ปุ๊ป ทำให้รุ่น Turbo เสียภาษีเเพงกว่ารุ่น 1.8 อยู่ 5% เพราะเติม E85 ไม่ได้ ส่งผลให้ราคาขายเเพงขึ้น เเละค่อนข้างห่างจากรุ่น 1.8 ถ้าหากปรับจูนให้เติม E85 ได้ ซึ่ง Accord Turbo กลับเติม E85 ได้เเถมไม่ได้กินน้ำมันขึ้นด้วย มันจะทำให้ราคาของรถถูกลงอีกราวๆ 50,000-60,000 เเละดึงดูดคนซื้อได้มากกว่านี้
สรุป-ดีพอที่จะเป็นพี่ City เเต่ยังดีกว่านี้ได้อีก
ในรุ่น 1.8 นั้นจะเห็นว่าผมตำหนิตัวรถไปค่อนข้างเยอะว่าหลายๆอย่างถูกลดต้นทุนเกินไป เเละตัวรถยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ
เเต่พอมารุ่น 1.5 Turbo ผมพบว่ามันมีความเเตกต่างที่มากกว่าที่คิด มากกว่าความเเตกต่างระหว่างรุ่นเครื่อง 1.8 เเละ 2.0 ในสมัยก่อนที่ดูจะต่างกันน้อยเกินไปหน่อยนึงเมื่อเทียบกับราคา
เพราะว่าเมื่อก่อน Civic 2.0 ก็คือ Civic 1.8 ที่เพิ่มออพชั่นเข้าไปพอประมาณ เเรงขึ้นอีกระดับนึง(ไม่ได้เยอะเท่าไหร่) เพิ่ม Paddle Shift ให้ขับสนุกขึ้น กินน้ำมันขึ้นอีกนิดนึง เเละเเค่นั้น!
เเต่มาวันนี้ด้วยการเปลี่ยนเครื่องยนต์เเละเกียร์ใหม่ ทำให้รุ่นเเรงของ Civic ดูดีกว่าเมื่อก่อนเเละเเตกต่างจากรุ่น 1.8 เพิ่มออพชั่นเข้าไปเยอะเลยโดยเฉพาะระบบ Honda Sensing เเรงขึ้นอีกคนละเรื่องเเบบดุเดือด เกียร์ CVT เหมือนกันก็จริงเเต่คนละลูกกัน
บุคลิกเกียร์มีการลากรอบสนุกกว่ามากๆ เพิ่ม Paddle Shift ให้ขับสนุกขึ้น วัสดุเเละการประกอบดูดีขึ้น ลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารเยอะ เซ็ตช่วงล่างให้หนึบเเน่น
กว่าพอตัว กินน้ำมันเท่ากัน!!!
มันเหมาะมากกับคนที่ต้องการรถยนต์ที่กว้างขวางนั่งสบาย ไซส์กำลังพอดี มีเครื่องยนต์ที่เเรงที่สุด ขับสนุกมาก ช่วงล่างพอที่จะเอาไปสนุกได้ระดับนึง เก็บเสียงดี ออพ
ชั่นครบๆในราคาราวๆ 1.2 ล้านบาท
เเต่หลายสิ่งที่ยังคงต้องปรับปรุงก็ยังคงเหมือนรุ่น 1.8 คือ ขนาดตัวรถต้องใหญ่กว่านี้ ขนาดภายในห้องโดยสารที่ต้องเเตกต่างจาก City ให้มากกว่านี้อีก วัสดุภายในหลายจุดที่ต้องปรับปรุงกันอีกเเม้หลายจุดจะดีกว่ารุ่น 1.8 เเต่ก็ยังคงไม่ค่อยจะอาย City ช่วงล่างผมมองว่าดีพอเเล้ว เเต่ถ้าสายเข้าโค้งหนักๆก็น่าจะชอบ Altis, Mazda3 มากกว่า ถ้าหากปรับได้อีกนิดก็จะดีมาก เเต่เเค่นี้ผมก็ว่าเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า Civic ที่เน้นนุ่มนวลเเล้ว) การงกออพชั่นหลายอย่างทั้งที่เเบบเข้าท่าเเละไม่เข้าท่าในรุ่น Turbo ที่งกมากเกินไปเเละรุ่น RS ก็ยังมีของบางอย่างที่งกไม่เข้าท่า รวมถึงเรื่องราคาที่เเพงเพราะเติมได้เเค่ E20
เเม้ว่ารุ่น Turbo จะมีสัดส่วนยอดขายเเค่ราวๆ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ซึ่งก็ถือว่าน้อยมาก
เเต่ในอดีตรุ่น 2.0 นั้นขายได้เเบบชนิดที่น้อยกว่ามากชนิดที่เเทบจะต้องถามว่ายังผลิตอยู่ด้วยหรอ
โดยเฉพาะ FB ปีก่อนที่จะตกรุ่น รุ่น 2.0 ขายได้เเค่ 24 คันทั้งปี!!! เรียกว่ายอดขายนี่เฉลี่ยเดือนละ 2 คน ไม่ถึงร้อยละ 1 ด้วยซ้ำ
มาตอนนี้รถมันดีขึ้นมากเเล้วกว่ารุ่น 2.0 เดิมเเต่ด้วยราคาที่มันค่อนข้างห่างจากรุ่น 1.8 อาจทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่พอไปโชว์รูม ร้อยละ 90 จบที่รุ่น 1.8 เพราะ Honda เล่นให้
ออพชั่นเเบบที่กะจะขายเเค่ 1.8 EL เท่านั้น
มันอาจเป็นภาพชี้ชัดว่ากลุ่มตลาดหลักของ C-Segment อยู่ในช่วง 9 เเสนบาท
กลายเป็นรุ่น Turbo เป็นรุ่นที่ดีกว่ามากเเต่คนไม่ซื้อเพราะราคาเกิน 1 ล้านบาท
เเต่ถ้าเทียบกับ City
ต้องยอมรับเลยว่าการที่ City Gen2 ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีดีไซน์ที่ไม่ลงตัวเเละการขับขี่สมถรรนะที่ไม่ดี จนทำให้ City ตั้งเเต่ Gen3 ทำออกมาดีมากๆ ดีสุดๆ ดีจนเเทบจะดีเกินไปด้วยซ้ำ ดีกว่า B-Segment ของคนอื่นไปไกลมาก
เเล้วเเต่ละรุ่นก็จะมีจุดสำคัญในด้านต่างๆที่มีการพัฒนาก้าวกระโดดด้วย
ในรุ่น 1.8 ผมเคยบอกไว้ว่า
ช่องว่างระหว่าง Civic กับ City ดูจะเล็กลงเรื่อยๆๆจนพอมาตอนนี้ผมมองว่า Civic เเพ้ City เรียบร้อยเเล้ว
ความห่างชั้นของตัวรถตามมุมมองของผม
City Civic Accord
เเต่ในภาพรวมผมพอใจกับ Civic Turbo ที่ดีกว่า Civic 1.8 เยอะมากกว่าที่เห็นในโบรชัวร์เเละเมื่อมองด้วยตาเปล่า
เขาดีพอที่จะเป็นพี่ City เเล้วครับ
เเต่ผมยังอยากให้ดีกว่านี้อีกสำหรับรถที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดอาจจะเห็นว่า EP นี้บางจุดผมตำหนิค่อนข้างมากเเม้จะน้อยกว่ารุ่น 1.8 เเต่ก็ต้องตามตรงบอกว่าเพราะมันเป็น Honda ครับ เเละโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี่คือ Civic เป็นรถที่เคยกู้วิกฤติเเบรนด์เเละทำให้เเบรนด์มีวันนี้ได้ ในฐานะที่ผมเป็นเเฟน Honda ผมก็รัก Civic มากที่สุดครับที่ทำให้ผมเริ่มเข้ามาติดตามวงการรถยนต์เเละเป็นเเฟน Honda
ยิ่งรักมาก ก็ต้องอยากให้เขาดีมากครับ ผมคาดหวังให้ Civic Gen11 เป็น Civic ที่ดีที่สุดดีจน Accord ต้องปาดเหงื่อเเละสมศักด์ศรีอย่างเเท้จริง
สุดท้ายนี้เหมือนเดิมครับ ทุกครั้งที่เจาะลึกรถ Honda ขอฝากถึงทาง Honda ครับที่ผ่านมานั้นในเรื่องของ defect ต่างๆของตัวรถนั้นเรารู้ว่าทาง Honda มีความพยายามในการเเก้ไขเเล้ว เเต่ต้องยอมรับว่าในช่วงตั้งเเต่ปี 2012 ขึ้นมานั้น รถ Honda มี defect จุกจิกค่อนข้างเยอะ มีข้อผิดพลาดในเรื่องที่ไม่ควรเกิด เช่น ยางขอบประตูติดมาไม่ดี การประกอบที่ดูไม่เนี๊ยบ รวมถึงศูนย์บริการที่ดร็อปลงกว่าเมื่อก่อน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากให้ทาง Honda นำไปปรับปรุงเเก้ไขให้ดีเหมือนยุค 1990 ที่ Honda เข้ามาตลาดเมืองไทยใหม่ๆโดยชูจุดขายเรื่องบริการหลังการขายเเละความทนทานครับ Honda มีวันนี้ได้เพราะวันนั้น ซึ่งอยากให้ Honda ไม่ลืมอดีตของตัวเองครับว่าทำไมถึงมีวันนี้ ย้อนกลับไปดูรากเหง้าของตัวเองสมัยก่อนเเละไม่ละทิ้งมัน ในฐานะที่เป็นเเฟน Honda คือ ไม่อยากให้ Honda ด้อยลงเพราะเรื่องเเบบนี้ครับ อยากให้ Honda นำไปเเก้ไข ดู
จากเเฟนของ Honda อย่าง Izuzu เป็นตัวอย่างที่เขามีศูนย์บริการที่ดีมากที่สุดเลยก็ว่าได้ในทุกเเบรนด์ เรื่องของความทนทาน ไว้ใจได้ เเละเอาใจใส่ลูกค้า เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 ในตลาดรวมมาหลายสิบปีจนถึงทุกวันนี้ คนซื้อก็พากันติดอกติดใจ ส่วน Honda ที่ทุกวันนี้รถขายได้เพราะตัวรถครับ รวมถึงความเชื่อเรื่องศูนย์บริการดี เเต่ถ้าในอนาคต Honda ไม่ได้ปรับปรุงเรื่องนี้อาจทำให้ตำเเหน่งยักษ์เบอร์ 3 ในตลาดรวมที่ตัวเองครองมาตั้งเเต่ช่วงปี 2000 เเละเจ้าตลาดรถเก๋งสูญเสียไปเเบบกู่ไม่กลับเหมือนยี่ห้ออื่นๆในสมัยก่อนครับ ถ้าปรับปรุงเรื่องบริการเเละความทนทานได้เเละตัวรถยังคงทำมาดีขึ้นเรื่อยๆต่อไปเเบบที่กำลังทำอยู่จะทำให้ Honda ยั่งยืนเเข็งเเกร่งในเมืองไทยตลอดกาลครับ
อยากเห็น Civic อยู่ไปนานๆนะครับ ตราบใดที่โลกใบนี้ยังมีรถยนต์อยู่ Civic ก็จะต้องคงอยู่ตลอดไป รักนะครับ Civic ❤❤❤
เเละทั้งหมดนั่นละครับ คือ การเจาะลึกข้อดี-ข้อเสีย Honda Civic FC 1.5 Turbo
อย่าลืมนะครับ ถ้าชอบบทความเเบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ กดเเชร์ กดฟอลโลว์กันนะครับ
ติดตามบทความย้อนหลังของ Carman ที่นี่
อีกช่องทางการติดตาม
IG : Blockdit_Carman
ไปกดไลค์ กดฟอลโลว์กันได้นะครับ
ใครมีความรู้สึกยังไง, มีข้อเสนอเเนะสามารถคอมเม้นลงมาที่ด้านล่างนี้เลยนะครับ
เวลาใหม่!!!
ติดตามบทความใหม่ทุก EP ของ Carman
ทุกวันจันทร์เเละวันศุกร์ เวลา 19.00
วันนี้ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
    Oakyman
    RS Turbo นี่งามจริงๆ ครับ โดยเฉพาะสีแดง
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ด่วน ! ความกลัวโอไมครอนเริ่มจาง แต่ความกลัว FED ยังไม่หายไปไหน ! ราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นดัชนี Dow Jones, Euro Stoxx หรือน้ำมันดิบเริ่มดีดกลับขึ้นมาแล้ว แต่หุ้นกลุ่ม Growth และ Tech อย่างดัชนี Nasdaq และ Bitcoin ยังคงโดนเทขายอย่างต่อเนื่องคืนนี้ ! 📉 อย่างที่รู้กันว่าในอาทิตย์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกโดนโจมตีด้วยความกังวล 2 เรื่องใหญ่
      มีอยู่สองอย่างที่เราบอกลาได้เลยเมื่อเข้าหน้าหนาว นั่นคือ แอร์กับพัดลม คือถ้าจำเป็นต้องเปิดจริงๆ เปิดแอร์ก็ต้องตั้งอุณหภูมิไว้สูงหน่อย หรือเปิดพัดลมก็ต้องตั้งไว้ให้ห่างจมูก จมูกจะได้ไม่เย็น จะได้ไม่ต้องเช็ดน้ำมูกกันให้เหนื่อย แต่สุดท้ายแล้วนี่มันหน้าหนาว ยังไงน้ำมูกก็ยังจะมาอยู่ดี
      เรือใบยักษ์ทำความสะอาด เก็บกวาดขยะในทะเล นักแข่งเรือใบชาวฝรั่งเศสจับมือกับโครงการ SeaCleaners ผลิตเรือใบขนาดใหญ่มีชื่อว่า Manta จะคอยเก็บกวาดขยะที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำหรือมีความลึกประมาณ 1 เมตร ทั่วมหาสมุทร สามารถเก็บขยะได้สูงสุด 3 ตันต่อชั่วโมง โดยมีระบบสายพานคัดแยกขยะอัตโนมัติหรือมีคนคอยควบคุมการทำงานตลอดเวลา ขยะที่ถูกดูดขึ้นมาจะถูกจัดการโดนขั้นตอนพิเศษ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แถมเรือใบยังใช้พลังงานแบบหมุนเวียนที่เอาขยะนำมาเป็นเชื้อเพลิงได้อีกด้วย อยากรู้ว่าเจ๋งแค่ไหน ไปดู Cr. SeaCleaners #TechhubUpdate
      Casio F91W ตำนานนาฬิกาแห่งการก่อการร้าย Casio F91W เป็นนาฬิกาดิจิตอล ที่เปิดตัวในปี 1989 เป็นนาฬิกาที่ราคาถูก แบตทน ที่สำคัญคือนาฬิการุ่นนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย
      ดูทั้งหมด