1 พ.ค. 2020 เวลา 10:30 • ความคิดเห็น
Non-opinion Ep. 1: Love is not everything!
นี่คือบทความที่เป็นการแสดงทัศนะเชิงความคิดเห็นเท่านั้น…
นิยามความหมายของ “ความรัก” ในคนแต่ละคน ล้วนแล้วมีความแตกต่างกันเกิดขึ้นในความคิดและหัวใจ ขึ้นอยู่กับสถานะ บทบาท และกาลเวลาว่า ณ เวลานั้นเป็นอย่างไร อาจอยู่ในรูปแบบของความรัก ความหลงใหลในช่วงเวลาขณะหนึ่ง จนสามารถทำให้เรารู้สึกได้ว่า “ความรักมันเป็นอย่างนี้นี่เอง!” หรือมันมาอยู่ในรูปแบบของความผูกพันระหว่างบุคคลในครอบครัว หรือความผูกพันภายในกลุ่มของคนกลุ่มหนึ่งที่ต่างมีประสบการณ์ มีช่วงเวลาดี ๆ แก่กัน อาจเป็นวัยเรียนหรือช่วงวัยทำงาน เป็นต้น
“ความรักทำให้คนตาบอด” … ประโยคสุดคลาสสิกนี้ จะว่าไปมันมีทั้งส่วนจริงและไม่จริง แล้วอะไรที่ทำให้ผู้เขียนคิดว่ามันเป็นทั้งเรื่องจริงและไม่จริงในประโยคเดียว ส่วนหนึ่งคงมีความเห็นว่าเป็นเพราะ “สติ” ถ้าเราใช้สติไม่มากพอกับการตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของความรักความสัมพันธ์ใด ๆ จะพบว่าเพียงแค่คนสำคัญมีความชอบหรือต้องการสิ่งใด แม้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้มีความต้องการที่จะให้ แต่เรามีความประสงค์ที่จะกระทำให้หรือตกลงตามโดยไม่ได้ใช้เวลาพินิจพิเคราะห์เลย (ทั้งนี้มันอยู่ที่ว่าความสัมพันธ์นั้น เป็นความสัมพันธ์ในระดับใด ครอบครัว เพื่อน คนรัก เพราะมันส่งผลต่อความเหมาะสมและเหตุผลของการตกลงในสิ่งนั้น ๆ ก็ว่าได้) แล้วการตัดสินใจนี้เกิดจากเหตุอะไร ถ้าตอบแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก คือ ทำลงไปเพราะความรัก ชอบ ผูกพันหรือหลงใหลในคน ๆ นั้นเลยตัดสินใจตกลงทันทีโดยไม่ได้คิดถึงเหตุอื่นที่จะตามมาเลยว่าความรู้สึกของตัวเองนั้นต้องการหรือไม่ ส่วนความเห็นที่มองว่ามันอาจไม่ใช่เป็นเรื่องจริงเสมอไป คงเป็นเหตุผลที่ว่าคนสักคู่หนึ่งที่รักชอบกันแล้ว มองไม่เห็นจุดดีจุดเสียของคนที่เราชอบหรือรักเลย เว้นเสียว่าเราไม่ได้เรียนรู้กับคนนั้นให้มากพอเท่านั้นเอง ส่วน “มากพอ” นั้นคืออะไร ระยะแบบไหน คงแล้วแต่นิยามของแต่ละคนแล้วว่าระยะเวลายาวนานขนาดไหนถึงจะเรียกด้วยคำนั้นได้ อาจเป็นหลักเดือน หลักปี หรือสิบปี
ถ้าพูดเรื่อง “ความรักทำให้คนตาบอด” แล้ว มักจะเคยได้ยินบางคนบอกว่า “ในความสัมพันธ์นั้น คนสองคนต้องยอมรับข้อแตกต่างที่ต่างฝ่ายไม่ชอบให้ได้ โดยเฉพาะในวันที่อีกฝั่งแสดงสิ่งที่แย่ที่สุดที่เรารับไม่ได้ก็ตาม” … ทั้งนี้เอง ผู้เขียนอยากเสริมเติมความเห็นลงไปว่า ประโยคนี้คงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจริงมากพอสมควร เพราะว่าถ้าคนสองคนต้องอยู่ในความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนรักกัน ก็ควรที่จะต้องเรียนรู้ ยอมรับสิ่งนั้นไป มากไปกว่านั้น ต้องกล้ามากพอที่จะเตือนสติเมื่ออีกฝั่งทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร แต่คงไม่ใช่เป็นการต้องทำตัวตาบอดมองไม่เห็นจุดด้อยเพื่อสนับสนุนให้สิ่งที่ไม่ดีของเขาเป็นสิ่งที่ดี น่ากระทำ น่าพึงปฏิบัติต่อไปในความคิดของเขาเอง หรือต้องสร้างลักษณะตัวตนของตัวเองขึ้นมาเพื่อปรับตัวเข้าหาเพื่อทำตัวเองเหมือนยอมรับสิ่งนั้น โดยไม่ได้เปิดใจจริง เหตุฉะนั้นแล้ว เมื่อใดที่เรามองข้ามจากจุดนั้นหรือเดินหน้าปรับตัวเข้าหาสิ่งนั้นมากจนเกินไป นั่นก็หมายความว่าเรากดความรู้สึกไม่ชอบไว้ในส่วนลึกของหัวใจ และสร้างฉากหน้าให้ได้พฤติกรรมหรือการกระทำสักอย่างหนึ่งให้อีกฝั่งเชื่อสนิทใจว่าเราปรับตัวเข้าหาเขา พอเวลาผ่านไป จากที่ถูกกดไว้นาน ๆ เปรียบเหมือนดินปืนที่สะสมพลังงานไว้ทีละน้อย และเมื่อดินปืนมีปริมาณมากพอที่จะถูกทำให้ระเบิดออกมา นั้นคือจุดที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เราปรับตัวเข้าหานั้น จะไม่ใช่ตัวตนของเราอีกต่อไป สิ่งที่ปรับตัวตลอดมามันอาจจะกลายเป็นศูนย์หรือติดลบในความสัมพันธ์ครั้งนั้นเลยก็ว่าได้ หรือทั้งหมดสรุปมาเป็นประโยคสั้น ๆ ได้ว่า “สิ่งที่มากเกินพอดีในทุกความสัมพันธ์คือจุดเริ่มต้นของรอยแยกของความสัมพันธ์นั้น” ก็คงไม่ผิดถนัดสักเท่าไรนัก
แล้วคำว่า “ตลอดไป” ของหลายคน ตั้งเป้าหมายขึ้นมาว่า ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบใดก็ตาม ถ้าให้มองในความเห็นส่วนตัว จะมองว่ามันอาจจะเป็นได้แค่เพียงคำพูดมากกว่าการกระทำที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะถ้าเกิดขึ้นได้จริง คงต้องย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าบน นั่นคือรู้จักเรียนรู้ ยอมรับ และพูดคุยข้อด้อยของกันและกันให้ได้ ถ้าทำได้จริง คาดได้ว่า “ตลอดไป” ไม่ได้ไกลเกินความจริงสักเท่าไร แล้วทำไมถึงผู้เขียนเองถึงกล่าวว่ามันอาจเป็นได้แค่เพียงคำพูด ถ้าบอกว่าเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต เวรกรรมต่าง ๆ อันนั้นสุดแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน แต่ถ้าให้มองให้ลึกลงไปในรายละเอียดพฤติกรรมสักหน่อย อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นเรื่องของการจัดการและการยอมรับของคนสองคนว่า เมื่อเกิดปัญหา ความขุ่นเคืองใจ หรือความเข้าใจผิดนั้นจะเลือกจะใช้วิธีใดในการทำให้สิ่งที่ทำให้เกิดความไม่ลงรอยในความสัมพันธ์นั้นหายไปหรือจบไปได้โดยไม่กระทบความสัมพันธ์ นอกจากนี้ต้องมองลงไปถึงนิสัยเฉพาะตัวของแต่ละคนด้วยว่ามีพื้นฐานทางอารมณ์แบบใด ชอบไม่ชอบกับการเผชิญหน้ากับปัญหาหรือไม่ หรือเลือกแก้ปัญหาแบบที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องอาศัยความอดทนหรือความคิด/เหตุผลจากอีกฝั่งเลย (ที่หลายคนอาจมองว่า “มักง่าย”) คือ เลือกจบความสัมพันธ์นั้น เพราะเชื่อว่าจบความสัมพันธ์แล้ว ปัญหาจะจบตามด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะมีความรักหรือความผูกพันมากน้อยเพียงใดก็ตาม และถ้ายิ่งเป็นแบบนี้ นั่นหมายความว่า “ความรักไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างแท้จริง” เพราะเพียงแค่ปัญหาบางอย่างที่มันอาจเล็กน้อยจริง หรือเกิดขึ้นเพียงครั้งแรกที่ไม่ใช่ปัญหาแบบใหญ่ที่จะกระทบความสัมพันธ์ ถึงกับชิงตัดความสัมพันธ์นั้นไปเลย แลดูกลายเป็น “ความสัมพันธ์” ระหว่างคนสองคนไม่มีความหมายไปในทันที
ถ้านำประเด็นของ “ความรักไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง” นั้น มาขยายความต่อ จะพบว่าจริง ๆ แล้วมันก็อยู่ที่แต่ละคนจะจัดการตัวเองไม่ว่าจะกำลังมีความรักใครสักคน มีความสัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่งแล้ว หรือเดินโบกมือลาจากความสัมพันธ์นั้นไปแล้วก็ตาม ถ้าจะมองว่าเป็นทุกสิ่งอย่างใช่หรือไม่ ตัวอย่างที่จะเห็นได้ชัดคือเมื่อเดินออกจากความสัมพันธ์นั้นแล้วพบว่าตัวเองที่เดินออกมาหรือคนที่ถูกทิ้งให้อยู่ตรงนั้นอดอาลัยตายอยาก มีความทุกข์โศกชนิดที่เรียกได้ว่า ไม่มีอีกคนแล้วใช้ชีวิตไม่ได้เลย ประหนึ่งว่าชีวิตคนหนึ่งขึ้นอยู่กับชีวิตคนสองอะไรประมาณนั้น ถามว่าคนที่เขาคิดแบบนั้นผิดหรือไม่ ? หรือว่าเป็นเรื่องที่พร่ำเพ้อไปหรือเปล่า ? (หลายคนก็มักมองว่า “เฮ้ย ชีวิตคนเรายังมีอะไรมากกว่าเขาคนนั้นคนเดียวนะ”) ผู้เขียนเองคงจะให้คำตอบที่กลางที่สุด คือ ไม่มีใครผิดทั้งนั้น เพราะชีวิตแต่ละคนล้วนแล้วเลือกได้ บางคนเขาคิดว่าอยู่แบบนั้นแล้วภายนอกดูทรมาน แต่เขาอาจมองความทรมานเป็นสิ่งสวยงามในชีวิตเขาก็เรียกได้ (แต่เป็นความย้อนแย้งในความรู้สึกเมื่อคิดตาม) บางคนอาจจะไม่อยากอยู่ต่อไปในสังคมนี้เลย ถ้าสูญเสียเขาออกไปจากความสัมพันธ์ที่เคยดีมาก่อน และหาทางออกโดยการทำลายชีวิตตัวเอง หรือลดทอนคุณค่าของตัวเอง ซึ่งมันคงจะเป็นเหตุที่ไม่ควรให้เกิดอย่างมาก เพราะเมื่ออีกคนเลือกที่จะเดินออกไปจากความสัมพันธ์นั้นไปแล้ว หรือตัวเราเองที่เลือกเดินออกมาเอง ควรจะมองว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในขณะนั้นแล้ว (นับได้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะคิดแบบนั้นก็ตาม แต่ต้องใช้เวลาในการเยียวยาจิตใจตัวเอง และพร้อมที่จะเดินก้าวต่อไปของชีวิต) หรือบางคนที่มองว่าเป็นเรื่องพร่ำเพ้อ ซึ่งอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ เพราะชีวิตทั้งชีวิตอย่างไรก็ต้องได้เจอผู้คนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อเวลาผ่านไป คนอื่นจะเดินเข้ามาในชีวิตเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทดแทนได้ เป็นต้น มันเลยไม่ใช่เรื่องผิดมากนักที่แต่ละคนจะนิยามความรักที่มีความหมายและความผูกมัดกับสิ่งอย่างแตกต่างกันไป
และคงต้องเรียกว่า “ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง” เพราะชีวิตในปัจจุบันคงไม่ได้ขับเคลื่อนได้แค่ความรักแบบความสัมพันธ์อย่างเดียว ท่ามกลางวิกฤติเกิดขึ้นมาได้ตลอดเวลา และกระทบได้ทุกด้านในทุกครั้งที่เกิดเหตุวิกฤติ คงต้องหันกลับมาเพื่อเรียนรู้ที่จะ “รักตัวเอง” ให้มากขึ้น มากกว่าการนั่งกังวลว่าความสัมพันธ์ที่มีอยู่นั้นมันจะหลุดไปเมื่อไร เพื่อนจะตกหล่นไปหรือเปล่า เพราะการตกหล่นหรือหายออกไปจากความสัมพันธ์คงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยากว่ามันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าให้ผู้เขียนเปรียบเทียบ คงบอกได้ว่า ความสัมพันธ์คือชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่มีการผูกไว้กับชีวิตคนอื่น ถ้าความสัมพันธ์หายไป มันอาจเป็นเชือกที่ผูกความสัมพันธ์นั้นไว้มันหลุดหรือขาดจากกันไปแล้วเท่านั้นเอง
คำถามที่น่าจะย้อนกลับมาถามตัวเองมากที่สุด (ซึ่งคงเป็นผู้เขียนเองมากกว่า จะได้ไม่เป็นเรื่องพาดพิงใครอื่น) คือ “ทุกวันนี้ ความรักมีความหมายใดกับชีวิตบ้าง ?” คำถามที่ดูง่ายและพื้นฐาน แต่เป็นคำถามที่หาคำตอบได้ยากถึงยากที่สุด บางครั้งอาจต้องใช้ทั้งชีวิตที่มีอยู่เพื่อเดินทางหาคำตอบของคำถามนี้ ส่วนคำตอบหนึ่งที่จะตอบได้แน่ ๆ คงเป็นดั่งชื่อตอนนี้ “ความรักไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง” เพราะสำหรับผู้เขียน การให้ความสำคัญกับความรัก (ไม่ว่าจะเป็นตัวคนหรือสิ่งของ) มากจนเกินไป บางครั้งเราจะละเลย หรือหลงลืมบางสิ่งอย่างที่ต้องให้ความสำคัญด้วยเป็นแท้แน่นอน…
นักเขียนเดินดิน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา