Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Writer on Ground
•
ติดตาม
8 พ.ค. 2020 เวลา 10:30 • ความคิดเห็น
Non-opinion Ep. 2: Crunchy Communication
นี่คือบทความที่เป็นการแสดงทัศนะเชิงความคิดเห็นเท่านั้น… และขอบอกว่าผู้เขียนเองไม่ใช่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารแต่อย่างไร แค่ต้องการแบ่งปันความคิดเห็นกับสิ่งที่เจอได้โดยทั่วไป ด้วยความเห็นของมนุษย์คนหนึ่งที่อยากสื่อสารในสิ่งที่เราได้ยินมาเท่านั้นเอง
“ฟัง พูด อ่าน เขียน” อันเป็นทักษะที่ใช้ในการสื่อสาร ตั้งแต่คุณเรียนสมัยเด็กน้อยที่เริ่มจากพยายามฟังแล้วพูดตามสิ่งที่ได้ยิน จนกระทั่งเข้าสู่ระบบการศึกษา ทักษะการสื่อสารทั้งหมดจึงถูกพัฒนาขึ้นมาจนครบทั้งสี่ด้าน ผ่านการบ่มเพาะ ขัดเกลาและปรับแก้ไขให้คุณมีรูปแบบการสื่อสารที่ดีที่สุด สามารถฟัง พูด อ่านและเขียนสื่อสารกับบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่นตอนที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ ได้ใช้ทักษะของการอ่าน ผู้เขียนเองใช้ทักษะของการเขียนเรียงร้อยเรื่องราวให้มาเป็นรูปของตัวอักษร ที่ปัจจุบันการเขียนกลายเป็นการพิมพ์ข้อความสื่อสารที่วิวัฒนาการจากการเขียนจดหมาย หรือเขียนหนังสือต่าง ๆ นั่นเอง จากตรงนี้ที่กล่าวไป ย่อมเรียกได้ว่ามันคือการเปลี่ยนผ่านของรูปแบบการสื่อสารจาก Hard copy สู่จอภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ หรือ Smartphone/Tablet ต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่อการสื่อสารที่ถูกแบ่งส่วนจากโลกความจริง สู่โลกเสมือนและการสื่อสารระยะไกลที่ได้ทั้งภาพและเสียง ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนที่ไม่ว่าจะอยู่โลกความจริง สื่อสารกับบุคคลซึ่งหน้า หรือโลกเสมือน สื่อสารกับบุคคลผ่าน Application/Network ต่าง ๆ ทักษะ “ฟัง พูด อ่าน เขียน” ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำไปใช้อยู่เสมอ
ปัจจุบัน เมื่อคนส่วนใหญ่กระโดดเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกเสมือนมากขึ้น เริ่มมีการเอาความคิดของตัวเองเข้ามามากขึ้น เอาประสบการณ์ตัวเองเป็นที่ตั้งได้ว่าสิบปีก่อนที่เริ่มมาทำ Weblog นี้ คือ ช่วงเวลานั้น Twitter และ Facebook พึ่งเริ่มมีคนเข้าใช้งาน และยังไม่ได้มีคนใช้งานมากเท่าไรนัก เนื้อหาส่วนใหญ่จึงยังไม่ละเอียดและรวดเร็วเท่าปัจจุบันมากนัก เมื่อตัดภาพมาปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้งานที่มากขึ้น ทั้งจำนวนและช่วงวัย จากเดิมที่เป็นแหล่งชุมชนการสื่อสารของวัยรุ่นหรือวัยทำงาน กลายมาเป็นแหล่งชุมชนการสื่อสารของทุกช่วงวัย เพียงแค่แยกย้ายกันไปในแต่ละ Application ว่าจะมีวัยใดชุกกว่ากัน นั่นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญของบทความนี้ แต่มันคือหนึ่งในปัจจัยที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ เมื่อทุกคนที่มีนิสัย ความคิด และการสื่อสารที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นวัยของคนนั้นเองหรือหน้าที่การงาน ทำให้เกิดความหลากหลายของการสื่อสาร (แม้กระทั่งผู้เขียนก็เช่นเดียวกัน) แต่ควรต้องประกอบด้วยจุดสำคัญของการสื่อสารที่ต้องมี คือ คุณภาพ ความเข้าใจและความเหมาะสม
“คุณภาพ” ของการสื่อสารคืออะไรนั้น ต้องหันมาดู Trending ในปัจจุบันว่าเป็นไปอย่างไร โดยผู้อ่านเน้นการอ่านสารที่ไม่ได้มีความยืดยาวเป็นกิโลเมตร (ดั่งเช่นบทความนี้) แต่เน้นสารที่มีเนื้อหาใจความสำคัญว่าสารที่จะได้อ่านนี้ ต้องการบอกอะไร บอกใคร จุดประสงค์ของการบอกคืออะไร และต้องการให้คนที่อ่านสารนี้ทำอะไรต่อหลังจากอ่านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ข้อความออกมาหรือการพูดเป็น Audio หรือ Video clip ให้ผู้รับสารนั้นฟังและ/หรือดูสารนั้นให้เข้าใจและได้ใจความตามต้องการของผู้ส่งสาร ถ้านึกไม่ออก ก็นึกถึงก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ขายทั่วไป ในชามมีน้ำซุป เส้นและเครื่องต่าง ๆ (ขอเรียกรวมว่าเป็นส่วนของเนื้อ) จะพบว่าเจ้าของร้านที่ขายก๋วยเตี๋ยวนั้น เขาเน้นให้ผู้ที่รับประทานนั้นได้ส่วนของเนื้อมากกว่าน้ำ เนื้ออาจมามาก แต่น้ำซุปมาเพียงกระบวยเดียวพอขลุกขลิกรับประทานได้ ไม่ฝืดคอ ไม่ใช่ว่าให้เนื้อมาส่วนเล็ก ๆ ของชามใบหนึ่งแต่ให้น้ำมาเต็มชามก๋วยเตี๋ยว ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว รับประทานเข้าไปคงอิ่มน้ำมากกว่าอิ่มท้องด้วยก๋วยเตี๋ยวทั้งชามเป็นแน่แท้ ดังนั้นสารที่มีคุณภาพที่จะสื่อสารออกไป ต้องมีเนื้อหาที่กระชับและได้ใจความสำคัญที่สามารถให้ผู้อ่านหรือผู้รับสารรู้ได้ในทันที ไม่ใช่ต้องมานั่งงงพินิจพิจารณาอีก 1-2 รอบ
ในประเด็นต่อมา “ความเข้าใจ” ของการสื่อสาร ในที่นี้ขอจำกัดความในมุมของความเข้าใจของผู้ส่งและผู้รับสาร อาจจะเป็นเรื่องต่อจากคุณภาพของการสื่อสาร หนึ่งในองค์ประกอบของคุณภาพของสารที่สำคัญ คือ “ความเข้าใจ” จากสาร เมื่อผู้รับสารได้ฟัง/อ่านสารที่ถูกส่งมาแล้ว ควรจะเข้าใจในทันที เข้าใจทั้งเนื้อความและจุดประสงค์ของการสื่อสาร จะเข้าใจเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ โดยเฉพาะการสื่อสารที่เป็นข่าวสารที่มีจุดประสงค์ให้ผู้รับสารทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าผู้รับสารเข้าใจเฉพาะเพียงเนื้อความแต่ไม่รู้จุดประสงค์ของสาร การสื่อสารนั้นจะกลายเป็นเพียงการบอกกล่าวเนื้อหาให้ทราบเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ใช่การบอกกล่าวเพื่อจุดประสงค์ตามที่ผู้ส่งสารต้องการ ย่อมส่งผลให้การสื่อสารครั้งนั้นไม่เป็นไปตามที่ต้องการ
และประเด็นสุดท้าย คือ เรื่อง “ความเหมาะสม” ของการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อความ อารมณ์ และระยะเวลาของการสื่อสาร หรือพูดแบบกระชับคือ “สื่อสารอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ” โดยต้องมีข้อความที่ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะสื่อสาร เช่น ถ้าหัวหน้าต้องการจะสั่งงานลูกน้อง ควรจะเป็นคำที่เชิงทางการ ไม่เป็นคำพูดที่เป็นทีเล่นทีจริงหรือคำพูดแฝงอารมณ์อื่นในการสั่งงาน เป็นต้น ถูกวัตถุประสงค์และไม่ใส่อารมณ์ของตนมากเกินไปในสารที่จะสื่อออกมาแล้ว ต้องมีระยะเวลา (รวมไปถึงช่องทางสื่อสาร) ที่เหมาะสม เช่น ถ้าทำงานในสำนักงานทั่ว ๆ ไป ควรจะเป็นการสื่อสารในช่วงเวลาทำการของสำนักงาน หรือถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนขึ้นมา อาจจะสื่อสารนอกเวลางาน ซึ่งพอเป็นแบบนี้ต้องพิจารณาต่อไปว่าเรื่องที่เราจะสื่อสารนอกเวลาทำงาน ควรจะต้องเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนมีผลกระทบต่องานรุนแรง หรือเรื่องที่แจ้งไว้เพื่อให้ในวันรุ่งขึ้นทำอะไรให้หรือต้องเตรียมสิ่งใดให้ตามที่ผู้ส่งสารต้องการ แต่ไม่ควรจะเป็นเรื่องสำคัญรุนแรงที่มีผลกระทบในภาพรวม โดยพอมีเวลาให้ชี้แจงได้ รวมไปถึงช่องทางการสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือและช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย ตามเทคโนโลยีวิวัฒน์มาเรื่อย ๆ ตามกระแสโลกาภิวัฒน์ แต่บางช่องทางมันอาจจัดได้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน เช่น โทรศัพท์ Line ฯลฯ ซึ่งถือได้ว่าควรเป็นข้อควรระวัง ในการสื่อสารนอกเวลางานปกติ หากติดต่อไปในช่องทางเหล่านี้ในช่วงเวลาดังกล่าว จะต้องคิดว่ามันจะเป็นการรบกวนเขาหรือไม่ หรือว่าเป็นการติดต่อไปช่วงเวลาส่วนตัว นอนหลับพักผ่อนอยู่หรือเปล่า เพราะมันอาจส่งผลให้เกิดความหงุดหงิดและการสื่อสารครั้งนั้นมีปัญหาได้จากการรบกวนชีวิตส่วนตัวของคนอื่น หากถามว่าทำไมเราต้องคิดพิจารณาในลักษณะนี้อย่างละเอียดและถี่ถ้วน แม้ดูว่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่โต และเกินไป เพราะบางคนคิดว่าบางทีมันเป็นเรื่องเล็กน้อยเอง ไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์ไปหาเพื่อพูดสื่อสาร แต่อาจเป็นการพิมพ์ข้อความผ่านทาง Chat Messenger ต่าง ๆ แล้วรอให้ผู้รับสารหรือผู้ที่จะต้องการสื่อสารมาอ่านภายหลังเมื่อว่างได้ ซึ่งไม่ควรจะคิดอะไรในทำนองดังกล่าว บางครั้งเราควรจะต้องแยกขอบเขตของเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวออกให้ชัดเจน และคงไม่มีผู้ใดทำงานอย่างเดียวโดยไม่มีเวลาส่วนตัวหรือพักผ่อนได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงเป็นแน่แท้
จุดสำคัญทั้งสามจุดนี้ล้วนแล้วถือเป็นจุดที่ควรให้ความสำคัญอย่างมากในการสื่อสาร แต่เหนือสิ่งอื่นใด อยู่ที่นิสัยและพฤติกรรมของแต่ละคนด้วย บางคนอาจมีพฤติกรรมการสื่อสารที่ค่อนข้างให้เกียรติผู้อื่นและกังวลมากจนบางครั้งเรื่องด่วนเรื่องร้อนที่มีผลต่อเนื่องและต้องการคำตอบในขณะนั้นไม่ถูกสื่อสารออกมาในทันที จนเกิดเป็นผลเสียได้ เช่นเดียวกันกับพฤติกรรมการสื่อสารที่ไม่สนใจผู้อื่น สื่อสารออกมาในเรื่องที่ไม่สนใจคนรอบข้างหรือคนที่ทำงานด้วยกัน โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านทางข้อความใน Social Media ที่เมื่อพิมพ์ออกมาแล้ว ข้อความจะถูกแสดงอยู่บนโลกเสมือนนี้ยาวนาน จนกว่าจะลบออกไป แต่ว่าผู้อ่านที่เข้ามาอ่านแล้วมักจะจดจำข้อความนั้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะลบออกไปแล้ว และมันจะเกิดผลลบต่อผู้ที่สื่อสารออกมาไม่มากก็น้อย อยู่ที่ว่าผู้อ่านนั้นนำไปคิดต่อมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้การสื่อสารที่เป็นทีเล่นทีจริง บางครั้งเราต้องคำนึงถึงคู่สนทนาว่ามีความสนิทกันมากน้อยเพียงใด เขามีนิสัยอย่างไรในการรับมือกับการสื่อสารแบบนี้ที่เกิดขึ้น และสารที่จะสื่อออกมาถึงเขานั้นว่ามีจุดประสงค์กับเขาอย่างไรบ้าง เพราะถ้าเราไม่ใส่ใจในจุดนี้ อาจมีผลต่อความรู้สึกของผู้รับสารในทางลบทั้งกับสารและผู้ส่งสาร สุดท้ายแล้วมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี หากทำแบบนั้น
การสื่อสารต้องมี “ฟัง พูด อ่าน เขียน” เป็นองค์ประกอบ แต่มากไปกว่านั้น เราควรจะใส่ “หัวใจ” ของความรู้สึกลงไปในทุกการสื่อสาร ต้องคิดก่อนเสมอว่าเมื่อสื่อสารออกไปแล้ว ผลที่เกิดตามมาหลังสื่อสารไปนั้นจะเป็นอย่างไร มันเป็นผลดีกับทั้งผู้สื่อสารและผู้รับสารหรือไม่ เช่นกันกับการทำงานทุกอย่าง ถ้าทำตามทฤษฎี แม่บท กฎระเบียบอย่างถูกต้องเพียงอย่างเดียว โดยไม่ใช้ “หัวใจ” ในการทำงาน ผลของงานที่ออกมามันจะถูกและเถรตรง แต่มันจะแฝงไปด้วยความแข็งทื่อไร้ความสวยงาม ถ้าเพิ่ม “หัวใจ” ในการทำงานลงไปด้วย ผลงานออกมานอกจากจะถูกต้องแล้ว มันย่อมแฝงไปด้วยความงดงาม และความตั้งใจที่เกิดขึ้นจากงานที่ทำลงไป มองกลับมาที่การสื่อสาร การสื่อสารที่มีองค์ประกอบครบถ้วน โดยที่ผู้สื่อสารนั้นสามารถสร้างความสำคัญและจุดประสงค์ของการสื่อสารที่ชัดเจน ผู้ที่รับสารย่อมได้รับรู้ทั้งสารและสิ่งดี ๆ ที่แฝงมากับการสื่อสารนั้น แม้ว่ามันจะเป็นสารที่ไม่ได้เกิดผลดีต่อตัวผู้รับสารเองแม้แต่น้อย
แต่ถ้า… เราไม่ใส่ใจกันมากพอ การสื่อสารแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ในรูปแบบที่ไม่มี “หัวใจ” และความรู้สึกที่สอดคล้องกับสารที่ต้องการจะสื่อ ต่อให้ข้อความที่สื่อออกมาที่เป็นใจความหลักจะดีและสามารถตีเนื้อความให้เห็นวัตถุประสงค์ในการสื่อสารได้ดีเพียงใด มันย่อมจะกลายเป็นขนม wafer ที่เมื่อรับประทานคำแรกแล้ว ขนมจะแตกกระจายเป็นผงเล็กผงน้อย ซึ่งหล่นลงพื้น ผลที่ตามมาคือเราก็จะไม่สามารถเก็บเศษเหล่านั้นขึ้นมารับประทานต่อได้ พอรับประทานขนม wafer ที่เมื่อรับประทานแล้วร่วงบ่อย ๆ สักระยะหนึ่ง สุดท้ายในคราวถัดไป คนนั้นก็จะเลือกที่เลี่ยงการรับประทานขนมชนิดนี้อีก หรือตีความง่าย ๆ คือ “รำคาญที่จะรับประทานเสร็จแล้วต้องมานั่งเก็บกวาดผงขนมที่หล่นพื้นที่รับประทานไม่ได้” เท่านั้นเอง … การสื่อสารแบบการรับประทาน wafer นี้ก็เช่นเดียวกัน ผลลัพธ์สุดท้ายคงไม่ต้องกล่าวต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
Unless you think before you say, your communication is similar to “crunchy communication”
นักเขียนเดินดิน
บันทึก
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Non-opinion
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย