27 เม.ย. 2020 เวลา 06:49 • ธุรกิจ
🏆ทำความรู้จักสินค้าโภคภัณฑ์
Soft Commodities VS Hard Commodities
1
สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodities สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักด้วยกัน
ได้แก่ Commodities ที่เป็นผลิตผลจากภาคเกษตรกรรม (Agriculture) ที่เรียกกันว่า Soft Commodities เช่น ข้าว, ยางธรรมชาติ, น้ำตาล, ถั่วเหลือง เป็นต้น
เทคนิคการกลุ่ม Soft คือได้มาง่ายๆคือเราผลิตได้ วางแผนการผลิตได้ ‼️
และ Commodities อีกกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกว่า Hard Commodities ซึ่งเป็นผลผลิตที่เราจัดหาหรือได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะต่างๆ เช่น ผ่านการขุดเจาะหรือทำเหมือง โดยสินค้าในกลุ่มนี้ ได้แก่ ทองคำ, น้ำมันดิบ, ถ่านหิน เป็นต้น
จำสั้นๆ กลุ่ม Hard ธรรมชาติสร้าง ใช้แล้วหมดไป ‼️
โดยทั่วไปแล้ว ราคาของ Commodities ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้สำหรับการบริโภคหรือเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอื่น จะถูกกำหนดจากระดับด้วยอุปสงค์และอุปทาน(Demand & Supply)
ซึ่งหากเป็น Hard Commodities ตัวที่มีผลต่อราคาจะเป็นฝั่ง Demand>ฝั่ง Supply
ดังเช่นเหตุการณ์ปัจจุบันที่ราคาปัจจุบันต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี มีสาเหตุมากจากระบาดของโควิด 19 ทำให้ความต้องการในด้านต่างๆ เช่นการเดินทาง ท่าอากาศยาน ขนส่งสินค้า ลดลง ราคาน้ำมันก็ลดลงตาม
ส่วนฝั่ง Soft Commodities ตัวที่มีผลต่อราคาจะเป็นฝั่ง Supply > ฝั่ง Demand ตัวอย่างที่ชัดที่สุดตัวอย่างหนึ่งก็คือราคายางพารา จากการที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลในหลายประเทศในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนการปลูกต้นยางพาราทำให้น้ำยางในตลาดโลกล้นตลาดส่งผลให้ราคายางลดลงมากกว่า 70 % ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์มักจะมีการรวมกลุ่ม รวมองค์กร เพื่อเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาด
กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของน้ำมันอย่างกลุ่ม OPEC โดยจะมีการกำหนดเพดานการผลิตร่วมกันของสมาชิก เพื่อควบคุมฝั่งของอุปทานทำให้ส่งผลต่อราคาของสินค้า หากต้องการให้สินค้าราคาขึ้นก็ลดการผลิต เป็นต้น
📌การลงทุนใน Commodities
ส่วนใหญ่จะลงทุนผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ซึ่งจะมีความผันผวนตามราคาสินค้าโดยจะมีจุดประสงค์การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในต้นทุนสินค้าของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้สินค้านั้นๆ และการเก็งกำไรส่วนต่างของนักลงทุนและกลุ่มกองทุน Hedge Fund ซึ่งมีการคาดการณ์ในระยะสั้นได้ยากและมีความผันผวนสูง
📌 การลงทุนในหุ้น Commodities
สินค้าโภคภัณฑ์มักจะมีการเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร(commodity cyclical) หุ้นประเภทนี้จะมี cycle ขึ้นลงตาม demand supply
จุดสำคัญคือ P/E ที่ต่ำใช่ว่าจะดี
หุ้นบ้านปูที่จุด Peak 800 กว่าบาทนั้นมี P/E เพียงแค่ 8 เท่า
.
หุ้นกลุ่มนี้ แม้ P/E ต่ำมาก ก็จะใช่ว่าถูกเสมอไป หรือช่วงที่ P/E สูงก็ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป เช่น หากธุรกิจกำลังอยู่ช่วง peak หุ้นประเภท cyclical มักจะมีกำไรที่สูงมากทำให้ P/E ต่ำ
แต่เมื่ออะไรที่ดีมากก็มักจะมีคู่แข่ง สินค้าทดแทน ทำให้ธุรกิจเข้าสู่ขาลงกำไรจะลดลงแรงมากหรือถึงขั้นขาดทุน
หุ้นกลุ่มนี้มักจะมีผลประกอบการเป็นลักษณะของวัฏจักร ในช่วงที่มีความต้องการของตลาดสูงสินค้ากลุ่มโภคภัณฑ์เหล่านี้ก็เป็นที่ต้องการในตลาดมาก  ส่งผลให้ราคาสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ดีแบบก้าวกระโดด แต่เมื่อความต้องการของตลาดลดลง จะส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ย่ำแย่ตามไปด้วย ซึ่งในการลงทุนในบริษัทที่เรามีความสนใจและต้องการลงทุนนั้นสินค้าและผลิตภัณฑ์ได้จัดอยู่ในกลุ่มหุ้นโภคภัณฑ์ใช่หรือไม่
เมื่อเราซื้อในวัฏจักรขาขึ้นย่อมทำให้เราได้กำไร แต่หากเมื่อถึงวัฏจักรขาลงเราจะทราบได้อย่างไรว่าหมดรอบของวัฏจักรแล้วนั้น เราคงต้องอาศัยประสบการณ์และการเรียนรู้รวมทั้งการติดตามข่าวสารเพราะไม่เช่นนั้นเราอาจจะต้องติดอยู่ที่ราคาสูงและต้องรอคอยอีกนาน เพื่อให้วัฏจักรของสินค้าโภคภัณฑ์ตัวดังกล่าวกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นระยะเวลาหลายวัน  หลายเดือน  หลายปี  หรืออาจจะไม่มีวันกลับมาอีกเลย  และสร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุนมาหลายยุคหลายสมัยและกลายเป็นบทเรียนของนักลงทุนรายย่อยที่ต้องจดจำบทเรียนหุ้นโภคภัณฑ์นี้ฝังใจเลยทีเดียวครับ
ติดตามบทความดีๆของพวกเราอีกมากมายได้ทาง
หรือ
- - - -
ผู้สนับสนุน
สนใจเปิดพอร์ท หุ้น TFEX SBL BLOCKTRADE กับโบรคเกอร์ KTBST
ค่าธรรมเนียมเรทพิเศษ
พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย
- ทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ
- โปรแกรม EFIN//ASPEN
- โปรแกรม SUPPORT อื่นๆเช่น MT4//MODEL TRADE//KTBST SMART และอื่นอีกมากมาย
กรอกรายละเอียดได้เลย 👇
โฆษณา