17 พ.ค. 2020 เวลา 12:45 • ไลฟ์สไตล์
ชีวิตไม่เห็นฝั่ง ลูกเรือสำราญกลางมรสุม 'โควิด-19'
สุดเศร้า...เมื่อพนักงานบนเรือสำราญหลายหมื่นคน ยังต้องใช้ชีวิตกลางทะเลจากนโยบายสกัดกั้นโคโรน่าไวรัสของหลายประเทศ บางคนไม่ได้รับเงินค่าจ้างแถมยังต้องจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตเอง
บทความโดย ลิเวอร์ เบิร์ด
ชีวิตไม่เห็นฝั่ง ลูกเรือสำราญกลางมรสุม 'โควิด-19'
อุตสาหกรรมเรือสำราญได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงวิกฤตไวรัสโคโรน่า ทั้งการระบาดบนเรือ การถูกปฏิเสธให้จอดเทียบท่า และตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเมื่อไหร่เรือจะสามารถกลับมาให้บริการได้อีกครั้ง
ในขณะที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่มุ่งหน้ากลับบ้านแล้ว การเดินทางของลูกเรือนับหมื่นคนที่ติดอยู่บนเรือที่ล่องลอยอยู่กลางทะเลยังมองไม่เห็นปลายทางว่าจะสิ้นสุดลงที่ไหน
พนักงานบนเรือสำราญหลายคนไม่ได้รับค่าจ้างเพราะหมดสัญญาจ้างแล้ว บางคนไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตใช้ หลายคนรู้สึกเครียดและโกรธ และบางคนถึงกับยื่นฟ้องนายจ้าง
“พวกเรากลายเป็นนักโทษ พวกเราต้องการความช่วยเหลือ” คาอิโอ ซัลดาน่า ดีเจชาวบราซิลซึ่งทำงานบนเรือสำราญ Celebrity Infinity ซึ่งติดเกาะอยู่แถวฟลอริด้าและหมู่เกาะบาฮามาส
“พวกเราต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อที่จะได้กลับบ้าน” นักดนตรีวัย 31 ปีกล่าวกับเอเอฟพี
คาอิโอแชร์ห้องพักกับเจสสิก้า เฟอร์ลัน แฟนสาววัย 29 ปีซึ่งมีหน้าที่จัดกิจกรรมบนเรือให้กับผู้โดยสาร
เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ทางการสหรัฐอเมริกาออกคำสั่งห้ามแล่นเรือเนื่องจากการระบาดของไวรัสมรณะ เรือสำราญจำนวนหนึ่งสามารถขนถ่ายผู้โดยสารได้ บางลำก็ทำได้ง่ายกว่าเรือลำอื่นๆ แต่ลูกเรือส่วนใหญ่จำเป็นต้องอยู่บนเรือ
หน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งของสหรัฐอเมริการะบุว่า ตอนนี้มีเรือมากกว่า 100 ลำที่บรรทุกลูกเรือมากกว่า 70,000 คนแล่นอยู่บนน่านน้ำหรือใกล้ท่าเรือของสหรัฐอเมริกา
“พวกเราอยากกลับบ้านใจจะขาด” เจสสิก้าซึ่งใช้เวลา 3 สัปดาห์อยู่แต่ภายในห้องโดยสารกับแฟนของเธอและไม่ได้รับค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 24 เมษายนกล่าวกับเอเอฟพี
พนักงานที่ยังคงทำงานบนเรือต่อ เช่น กะลาสี พนักงานทำความสะอาดและพ่อครัวแม่ครัวยังคงได้รับค่าจ้าง แต่พนักงานที่ทำหน้าที่สร้างความบันเทิงให้ผู้โดยสารต้องเจอกับโชคร้าย ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ที่สัญญาจ้างหมดแล้วก็ไม่ได้รับเงินเช่นกัน แม้ว่าทางเจ้าของเรือให้ที่พักกับอาหารฟรี แต่พวกเขาต้องจ่ายเงินเพื่อสิ่งอื่นๆ เช่น ยาสีฟันและสบู่ รวมถึงค่าไวไฟด้วย
“เราไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ฟรี ในมุมหนึ่งฉันก็เข้าใจนะ แต่ถ้ามองในแง่ของความเป็นมนุษย์แล้ว ฉันไม่เข้าใจเลย” เวริก้า บริซ ผู้จัดการสปาบนเรือ Maasdam ซึ่งดำเนินการโดย Holland America บริษัทในเครือของบริษัทเรือสำราญ Carnival กล่าว
เมื่อปลายเดือนมีนาคม เวริก้าถูกย้ายไปทำงานบนเรือสำราญ Koningsdam ซึ่งล่องคดเคี้ยวไปตามชายฝั่งทะเลตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและมีพนักงาน 1,100 คนที่มาจากเรือ 8 ลำ
ภาพจาก AFP
“มนุษย์จำเป็นต้องติดต่อกับครอบครัวและรับข่าวคราวจากทางบ้าน” หญิงวัย 55 ปีจากเซอร์เบียกล่าว เธอไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน และเธอไม่ได้ย่างกรายไปเหยียบแผ่นดินเลยตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม
นักดนตรีวัย 52 ปีคนหนึ่งที่ทำงานบนเรือ Princess Cruises ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Carnival ก็ต้องจ่ายค่าไวไฟเช่นกัน เขายังบอกว่าบนเรือไม่ได้มีอาหารมากพอ
“ผมรู้สึกเหมือนถูกขัง” นักดนตรีซึ่งขอไม่ให้เอ่ยนามเพราะกลัวว่านายจ้างจะตอบโต้
ผู้ให้บริการเรือสำราญรายใหญ่หลายรายถูกกล่าวหาว่าไม่ช่วยพาพนักงานกลับบ้านเพียงเพราะต้องการประหยัดเงินในการเช่าเครื่องบินเหมาลำซึ่งมีราคาแพง แต่บริษัทก็พากันปฏิเสธ
ผู้ให้บริการเรือ Royal Caribbean กล่าวว่า ปัญหาเกิดขึ้นจากข้อตกลงที่ทำกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา หรือ ‘ซีดีซี’ ซึ่งระบุว่าบริษัทเรือสำราญต้องรับผิดชอบคดีทั้งศาลอาญาและศาลแพ่งหากลูกเรือไม่ปฏิบัติตามกฎการนำเรือขึ้นฝั่ง
'ไมเคิล เบย์ลีย์' ซีอีโอของ Royal Caribbean ระบุในจดหมายที่เขียนถึงพนักงานบนเรือเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทยินดีที่จะทำทุกอย่างตามที่ลูกเรือร้องขอ แต่โทษทางอาญาทำให้พวกเขารวมถึงทนายทำอะไรไม่ได้ แต่เขายินดีจะลงนามในจดหมายให้ความช่วยเหลือ เพราะการพาทุกคนกลับบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ด้าน ลอว์เรน คาร์ริค นักเต้นชาวอังกฤษบนเรือ Celebrity Infinity ซึ่งแชร์ห้องพักกับแฟนของเธออยากรู้ว่าทำไมกระบวนการพาลูกเรือกลับบ้านถึงใช้เวลานานมากสำหรับ Royal Caribbean ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่เธอทำงานอยู่
"มันเหนื่อยมากจริงๆ ตอนกลางคืนฉันนอนไม่หลับเลย ในหัวคิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน” นักเต้นวัย 29 ปีกล่าว
แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เร่งรีบอยากกลับบ้าน ลูกเรือบางคนรู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ในทะเลและกลัวว่าข่าวด้านลบที่ออกไปจะส่งผลเสียหายต่อบริษัทที่จ่ายเงินจ้างพวกเขา
โฆษณา