โพสต์


ตีแผ่อุตสาหกรรมพลังงาน: น้ำมัน 1 ลิตร กำไรกี่บาท?

“ทำไมเวลาลงน้อยจัง 40 สตางค์ แต่ตอนขึ้นนี่ขึ้นถี่แทบทุกวัน แถมขึ้นครั้งละ 50-60 สตางค์” คำบ่นอันสุดแสนจะคุ้นชินของคนใช้รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันทุกคน และยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนค้างคาใจว่า ทำไม? จึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบของคำถามนี้ดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วนั้นยากและลึกลับซับซ้อน มาดูกันว่าโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยนั้น แต่ละหยด แต่ละลิตร ประกอบด้วยอะไรบ้าง และทำไมราคาจึงขึ้น-ลง แบบน่ากังขาเช่นนี้

ถอดโครงสร้างราคาน้ำมัน

ย้อนรอยทางถอดโครงสร้างราคาน้ำมันขั้นต้นกันด้วยข้อมูลจากราคาขายปลีก ตามข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน จำแนกราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดในแต่ละลิตร ประกอบไปด้วย 8 อย่าง (ดูตารางประกอบ) ได้แก่ ราคาหน้าโรงกลั่น, ภาษีสรรพสามิต, ภาษีมหาดไทย, เงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง, เงินเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน, ภาษีมูลค่าเพิ่มของราคาขายส่ง, ค่าการตลาด (กำไร) และภาษีมูลค่าเพิ่มของกำไร

เมื่อดูตารางแล้ว เราจะเห็นเบื้องต้นว่าราคาหน้าโรงกลั่นหรือที่เราเรียกกันอีกอย่างว่าราคาเนื้อน้ำมันของน้ำมันเบนซิน 100% นั้น มีราคาถูกที่สุดคือ 8.3133 บาท ขณะที่ค่าการตลาดหรือกำไรของบริษัทจัดจำหน่ายน้ำมันและปั๊มน้ำมันรวมกันอยู่ที่ลิตรละ 3.7072 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์จะมีกำไรลิตรละ 2.1-2.29 บาท (ปั๊มน้ำมันจะได้ส่วนแบ่งจากกำไรนี้ราว 0.5-1.0 บาท ขึ้นกับเงื่อนไขสัญญาของแต่ละบริษัท)

ส่วนสิ่งที่หนักที่สุดในน้ำมันต่อลิตรที่เราจ่ายไปคือ ภาษีและเงินที่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่าภาษี แต่เราต้องจ่ายให้รัฐนำไปใช้ ภายใต้ชื่อ ‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ และ ‘กองทุนอนุรักษ์พลังงาน’

โดยภาษีสรรพสามิตมีอัตราจัดเก็บถึงลิตรละ 6.5 บาท และภาษีมหาดไทย 0.65 บาท(10% ของภาษีสรรพสามิต) ส่วนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจัดเก็บที่ 6.58 บาทต่อลิตร แค่เพียงสามส่วนนี้รวมกันก็มากกว่าราคาเนื้อน้ำมันบวกกำไรเสียอีก ยังไม่นับรวมภาษีมูลค่าอีก 7% ที่เก็บจากทุกอย่าง

ทั้งนี้ แต่เดิมนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาระดับเสถียรภาพราคาน้ำมัน พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ทำให้ราคาน้ำมันนั้นคงที่ ไม่ปรับเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเวลาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนหรือราคาสูง เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศ

แต่ปัจจุบัน กองทุนดังกล่าวกำลังทำอะไรอยู่…?

‘แก๊สโซฮอล์’ คุณคือต้นเหตุน้ำมันแพงเกินความเป็นจริง

จากตาราง เราจะเห็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีการจัดเก็บทั้งบวกและลบ (คือจ่ายชดเชยให้) เงินส่วนนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้ดูแลสั่งการทั้งจัดเก็บและจัดการจ่ายชดเชย ตามนโยบายที่ถูกกำหนดโดยรัฐบาล

ปัจจุบันมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันเบนซิน 95 ถึงลิตรละ 6.58 บาท แต่กลับไปชดเชยให้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ชนิด E85 ถึงลิตรละ 7.13 บาท จึงทำให้ น้ำมันเบนซินมีราคาสูงกว่าแก๊สโซฮอล์ E85

ทั้งที่ความเป็นจริง ราคาหน้าโรงกลั่นนั้นน้ำมันเบนซินถูกกว่าเกินครึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับน้ำมันดีเซลที่ไม่ผสมไบโอดีเซลนั้นมีราคาหน้าโรงกลั่นที่ถูกกว่า เพราะทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลที่นำมาผสมมีราคาสูงกว่าน้ำมันที่กลั่นแล้ว

สิ่งนี้จะเรียกว่า ‘การบิดเบือนกลไกราคา’ และประชาชนต้องรับเคราะห์ ใช่หรือไม่…ใครรู้ช่วยตอบที

นาทีนี้ ถ้ามีการเลิกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ หรือเลิกเอาเอทานอลมาผสม แล้วไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแพงๆ เพื่อชดเชยส่วนต่างราคาดังกล่าว น้ำมันจะมีราคาถูกลงได้ในทันที และใช่…นาทีนี้โทษแก๊สโซฮอล์ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า คุณคือต้นเหตุน้ำมันแพงเกินความเป็นจริง

แล้วเราจะเลิกบิดเบือนกลไกราคา และให้กองทุนน้ำมันทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันไม่ให้ขึ้นลงมากหรือบ่อยเกินไปได้หรือไม่ ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ อีกหนึ่งกลไกที่มีผลต่อราคา

แน่นอนว่าถ้าไม่มีการอุดหนุนหรือชดเชยราคาน้ำมันจากพลังงานทดแทน จะทำให้แก๊สโซฮอล์แพงกว่าราคาน้ำมันเบนซิน และราคาไบโอดีเซลจะสูงกว่าน้ำมันดีเซล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จะไม่มีใครใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทน แล้วใครจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบ คำตอบคงเดาได้ไม่ยาก ‘บริษัทผู้ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล’ รวมถึง ‘บริษัทผู้ผลิตน้ำมัน’ ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ผลประโยชน์ของเอทานอลและไบโอดีเซล ที่ตั้งราคารับซื้อกันลิตรละ 23-25 บาทนั้นมีกำไรซ่อนอยู่ลิตรละกี่บาท ไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่เป็นกำไรและต้นทุนที่เราประชาชนผู้ใช้รถยนต์ต้องเป็นคนจ่ายให้อย่างไม่ต้องสงสัย

เหนืออื่นใดปัจจัยที่ทำให้น้ำมันราคาสูงยังไม่จบแค่นั้น นับจากบรรทัดนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่มีผลต่อราคา โดยจะพาไปค้นหาต้นทุนและกำไรของ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’

ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นเราต้องมาทำความเข้าใจในเบื้องต้นสักนิดก่อนว่า ราคาหน้าโรงกลั่นนั้นคือน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้มาจากการกลั่นน้ำมันดิบ โดยน้ำมันดิบนั้นจะจำหน่ายกันด้วยหน่วยเป็น ‘บาร์เรล’ ซึ่งในโลกนี้มีหลากหลายตลาด แต่จะมีอยู่ 3 ตลาดที่มีการซื้อขายน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (WTI), ยุโรป (BRENT) และตะวันออกกลาง (OPEC) แต่ละแห่งจะมีราคาขึ้นลงแตกต่างกันตามความต้องการของแต่ละตลาด

เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ราคาปัจจุบัน ณ วันที่เขียนบทความนี้ (20 พฤษภาคม 2563) ราคาน้ำมันตลาดอเมริกาอยู่ที่ 33 ดอลลาร์สหรัฐ, ยุโรป 35 ดอลลาร์สหรัฐ และตะวันออกกลาง 28 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงจนถึงขนาดที่ตลาดอเมริกานั้น ราคาน้ำมันเคยติดลบ ณ วันสุดท้ายของสัญญาส่งมอบ (คือคนที่มีน้ำมันต้องจ่ายเงินให้กับคนซื้อ) เนื่องจากปริมาณคงคลังที่เหลือล้นจนทำให้ไม่มีที่เก็บเมื่อถึงวันส่งมอบ

ซึ่งประเทศไทยซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลาง โดย 1 บาร์เรลเท่ากับ 159 ลิตรโดยประมาณ นั่นหมายความว่าน้ำมันดิบ 1 ลิตร จะมีต้นทุนเท่ากับ 5.81 บาท แล้วเมื่อกลั่นแล้วจะมีราคาเท่าไร

น้ำมันดิบเมื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นจะได้ผลิตผลออกมาแตกต่างกันคือ น้ำมันเบนซิน , น้ำมันดีเซล , น้ำมันเครื่องบิน , น้ำมันเตา, ก๊าซแอลพีจี, น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอื่นๆ โดยทั้ง 6 รายการนี้มีสัดส่วนมากกว่า 80% ของน้ำมันดิบทั้งหมด และไม่มีอะไรสูญเปล่าในกระบวนการกลั่น

สำหรับสัดส่วนของผลิตผลจากการกลั่น จะได้สิ่งใดมากหรือน้อยขึ้นกับคุณภาพของน้ำมันดิบ และชนิดของหอกลั่นว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด ซึ่งจุดนี้เป็นความเสี่ยงในการทำกำไรหรือขาดทุนของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ที่มิได้เป็นผู้กำหนดราคาขายหน้าโรงกลั่นเอง

ราคาไทยอ้างอิงจากราคาของสิงคโปร์

เนื่องจากราคาหน้าโรงกลั่นนั้น ประเทศไทยอ้างอิงจากราคาของสิงคโปร์ ดังนั้นเราจึงได้เห็นราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ลิตรละ 8.3 บาทสำหรับเบนซิน และ 9.3 บาท สำหรับดีเซล

แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งน้ำมันดิบเป็นของตนเอง และซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาต่ำจากตะวันออกกลางก็ตาม ต้นทุนปัจจุบันลิตรละ 5.81 บาท (อ้างอิงในเชิงการรักษาปริมาณน้ำมันคงคลังให้อยู่ในระดับเท่าเดิมตลอด ขายไปเท่าไร ซื้อกลับมาเตรียมผลิตเท่านั้น)

สำหรับสาเหตุของการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ หลายท่านทราบแล้วเราจะขอทบทวนสั้นๆ จากกระทรวงพลังงานระบุว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตน้ำมันในประเทศส่งออกน้ำมันไปขายที่สิงคโปร์ เพราะขายได้ราคามากกว่าหากไทยตั้งราคาขายถูกกว่านั่นเอง”

แต่ความจริงสิงคโปร์กลั่นน้ำมันเพื่อส่งออกจำหน่ายโดยมีกำลังผลิตเหลือเพื่อส่งออกมากที่สุดในอาเซียน (ข้อมูลนี้จากกระทรวงพลังงานของไทยระบุไว้เช่นเดียวกัน) ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่สิงคโปร์จะสั่งซื้อน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นแล้วจากประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ท่านเห็นนี้คือราคาต้นทุน ณ ปัจจุบัน แต่น้ำมันดิบจะเป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าและกำหนดวันส่งมอบ หมายความว่าน้ำมันที่เรากำลังใช้อยู่นั้นเป็นน้ำมันในคลังที่จบการซื้อขายไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นคำถามที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า เหตุใดราคาน้ำมันจึงปรับเปลี่ยนรายวัน ย้อนแย้งกันทั้งนโยบายกองทุนน้ำมันและต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริง หรือจะเป็นเพราะ ‘แก๊สโซฮอล์’

สรุปปัจจัยแรกที่ทำให้น้ำมันราคาสูง คือการนำเอาส่วนผสมที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันมาใส่แล้วขายตามนโยบายของรัฐ และปัจจัยที่สองคือการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในต่างประเทศที่มีราคาสูง

ส่วนกำไรในน้ำมันเบนซิน 1 ลิตร จะมีกำไรที่มองเห็นตามประกาศ และกำไรที่ซ่อนอยู่ทั้งในกระบวนการกลั่น และการนำเชื้อเพลิงทดแทนมาผสม แต่ทั้งต้นทุนและกำไรรวมกันแล้วยังน้อยกว่า ‘เงินที่เราต้องจ่ายให้รัฐในการจัดเก็บ’

สุดท้ายกลายเป็นว่า ประชาชนต้องจ่ายให้รัฐเพื่อซื้อของแพงอย่างนั้นหรือ?

อ้างอิง:

กระทรวงพลังงาน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สำนักงานกองทุนเชื้อเพลิง

Wikipedia.org

oilprice.com

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น
คนพเนจร
นโยบายที่ออกมาประชาชนรับเต็มๆ
22 มิ.ย. เวลา 14:06
Suwitchan Un-udom
ทีนี้ เลิกบ่นนะว่าคนจนไม่เสียภาษี
25 พ.ค. เวลา 10:24
Veerachai Iamsa-ad
เสาร์อาทิตย์นี้เอสโซ่ลดราคา super supreme gas’hol 95 คุ้มนะครับ ลิตรละเจ็ดบาท
23 พ.ค. เวลา 15:17
Fai
เอทานอลที่ซื้อ ซื้อจากเกษตรกรไทยหรือเปล่า
23 พ.ค. เวลา 04:25
Andy Opf
ผมว่าบทควาทนี้อภิปรายไม่รอบด้านไปหน่อยครับ ต้องให้เครดิตคุณ
23 พ.ค. เวลา 02:27
อาวหนึ่ง จอมยุทธเย้ยยุทธจักร
มีทั้งส่วนที่ใช่และไม่น่าใช่ อย่างทำไมต้องอ้างอิงราคาสิงค์โปร์ ในภูมิภาคนี้สิงคโปร์คือแหล่งรวมน้ำมัน เปรียบเทียบเหมือนตลาดสดใหญ่ๆ ตลาดใหญ่ เขาขายหอมกิโลละ 10 บาท เขารวมมาจากทุกสารทิศ เราปลุกหอมได้ แค่10 กิโล ซื้อจากตลาดสดมาขายต่อ อีก 90 กิโล ถ้า อ้างอิงที่ราคาเราปลุกเอง ขายกิโล 5บาท ขายแค่ 10 กิโลแป้บเดียวหมดแล้ว ส่วนที่ซื้อมา 90 กิโล ขายโลละ 10 บาท ร้านเดียวกันขายหอม 2 ราคา ทำได้หรือครับ ดังนั้นเราก็ต้อง เอา10 โลเรา กับ 90 กิโลมารวมกัน แล้วเฉลี่ยราคาต่อโล ขาย มันประ ...ดูเพิ่มเติม
22 พ.ค. เวลา 19:41
1
หลากหลายแต่ไม่งมงาย
ถ้าจะให้น้ำมันถูกลง ตามกลไกตลาดที่ควรจะเป็น คงต้องรออีก 2437ปี ครับ
22 พ.ค. เวลา 16:47
Ekawat Senavat
เขียนบทความตามมารฐาน The Under Standard ก็ได้เท่านี้แหล่ะ
22 พ.ค. เวลา 16:25
2
Pos oranat
การเก็บเงินเข้ากองทุนมีเหตุผลคือ ช่วยพยุงราคาน้ำมันตอนที่มันเเพง รักษาสเถียรภาพของราคาให้สมดุล เเละนำเงินมาอุดหนุนเอทานอล ตามพรบ.น้ำมัน กองทุนห้ามเก็บเกิน 40,000 ล้าน หากเกินกองทุนต้องนำเข้าเป็นรายได้ของรัฐ เเต่ปกติก็ไม่เคยเกิน อีกเหตุผลหนึ่งคือไทยเราไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมัน มีเเต่นำเข้ามากลั่นหากไม่มีการควบคุมราคาจะทำให้ขาดดุลด้านพลังมาก น้ำมันเป็นทรัพยากรสิ้นเปลือง ราคาอ่อนไหวมาก จึงต้องมีกองทุนไว้ควบคุมราคาให้สมดุลอยู่ตลอดเวลา ส่วนราคาที่ขึ้นลง เป็นส่วนต่างจ ...ดูเพิ่มเติม
22 พ.ค. เวลา 14:33
3
ลงทุนในความรู้
บทความนี้น่าสนใจมากครับ
22 พ.ค. เวลา 13:21