Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
•
ติดตาม
1 มิ.ย. 2020 เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์
บันทึกจากหมู่บ้านไทใหญ่(๒)
เรื่อง/ภาพ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว
💠เราคือไทใหญ่💠
แลงฟ้าฝึกทหารและทำงานในสำนักงานของกองทัพอยู่หลายปี ทำหน้าที่สอนหนังสือ ทำงานทางด้านการแพทย์ การอนามัย และหน้าที่การเป็นทหารหญิงนี้เอง ที่ทำให้แลงฟ้า ได้กลับมาเริ่มต้นเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของคนไทใหญ่อย่างจริงจัง เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่อยู่ในพม่า รัฐบาลพม่าปิดกั้นไม่ให้มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมและภาษาเขียนของไทใหญ่ไปสู่อนุชนรุ่นหลัง
เมียทหารกับลูกน้อย บนทางเดินในหมู่บ้านที่ดอยไตแลง (มีนาคม ๒๕๔๘)
“แม่สาเพิ่งได้มาเรียนรู้เรื่องของคนไทใหญ่ ตอนมาเป็นทหารนี่เอง…พอปี พ.ศ.๒๕๒๔ กองทัพกู้ชาติเปิดโรงเรียนที่บ้านปางก้ำก่อ ตรงเขตชายแดนพม่า อยู่ตรงข้ามบ้านเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงนั้นกองทัพต้องการครู แม่สาเลยกลับมาสอนหนังสืออีก หลักสูตรที่สอนเอาวิชาอ่านเขียนภาษาไทใหญ่ที่เคยใช้ในพม่ามาสอนกัน ภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์เอาของพม่ามาแปลเป็นภาษาไทใหญ่ เราสอนประวัติศาสตร์ชาติไทใหญ่ด้วย ใช้ตำราที่พ่อคืนใส ใจเย็น เขียนเอาไว้ ก่อนนั้นแม่สาไม่เคยรู้ประวัติศาสตร์ไทใหญ่ เพิ่งมาได้เรียนตอนเป็นทหารนี่เอง ทั้งนางหาญ(ทหารหญิง)และพวกศึกไทใหญ่(ทหารชาย) แทบทุกคนเพิ่งมาอ่านออกเขียนภาษาของเราได้ มารู้ประวัติศาสตร์ไทใหญ่ตอนมาเป็นทหาร ถ้าไม่เป็นทหารเราจะไม่รู้ในสำนึกของความเป็นคนไทใหญ่เลย เพราะอยู่ในเมืองพม่าไม่เคยมีการเรียนการสอน เราถูกปิดตาจนบอดมืดมิดไปหมดทุกคน แม้แต่ภาษาพ่อภาษาแม่ของเรายังแทบไม่มีใครเขียนอ่านได้เลย”
แต่ไม่ช้านานหน่วยรบทหารหญิงก็ค่อยๆหมดความสำคัญลงในกองทัพกู้ชาติ หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดวิกฤต หน่วยรบทหารหญิงในกองกำลังกู้ชาติก็ถูกยุบเลิกไปในที่สุด
แลงฟ้ารำลึกถึงความทรงจำในวันนั้นด้วยความสะเทือนใจ
ชีวิตประจำวันของเมียทหาร SSA คือเลี้ยงลูก ทำไร่ เตรียมไปไร่ในบริเวณรอบดอยไตแลง (มีนาคม ๒๕๔๘)
“พวกทหารหญิงรู้สึกเสียน้ำใจมากที่สุด แต่ก่อนใครมีน้ำใจ ต้องการกู้ชาติ ต้องการสู้รบก็เข้ามาเป็นทหารหญิงได้ แต่พอกองทัพกู้ชาติไทใหญ่มีขุนส่าราชายาเสพติดเข้ามาร่วมเป็นผู้นำ ขุนส่าก็เลิกหน่วยรบทหารหญิงไม่เอาไว้เลย เขาบอกผู้หญิงใช้งานไม่ได้ ใครอยากกลับบ้าน อยากแต่งงาน จะไปทำอะไรก็ไป อยากไปไหนไปเลย ไปให้หมดเลย
เราไม่รู้จะไปไหน เราทิ้งบ้านทิ้งชีวิตทั้งชีวิตมาเป็นนางหาญ ทั้งหน่วยรบมีผู้หญิงอยู่เป็นร้อยๆคน หลายคนพ่อแม่ครอบครัวตายหมดแล้วไม่เหลือใคร เราไม่รู้จะไปทางไหน
เราหมดหวัง หลายคนไม่มีทางไปกันจริงๆ”
💠 รอยผ่านของกาลเวลา 💠
หลังจากวันนั้น วิกฤตของกองทัพกู้ชาติยังตามมาอีก เพราะในวันที่ ๓ มกราคม ปีพ.ศ.๒๕๓๙ ขุนส่าผู้นำกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ตัดสินใจส่งมอบอาวุธทั้งหมดให้รัฐบาลพม่า เป็นการปิดฉากกองทัพกู้ชาติที่มีกำลังพลในช่วงรุ่งเรืองที่สุดถึง ๒๐,๐๐๐–๓๐,๐๐๐ คน สิ่งที่ขุนส่าทิ้งไว้ก็คือชื่อเสียงมัวหมองของกองทัพไทใหญ่ในฐานะผู้ค้ายาเสพติด เป็นภาพพจน์ที่ไม่อาจลบออกได้จากสายตาชาวโลก
แลงฟ้า ยังจำเหตุการณ์ในวันที่นักรบทั้งกองทัพ ยอมจำนนกับความจริงว่า ไม่มีกองกำลังกู้ชาติอีกแล้ว วันที่เต็มไปด้วยความสลดเศร้าและไม่มีความหวังใดๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะได้มีแผ่นดินอิสระ ปลอดภัย อุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลานชาวไทใหญ่ได้วิ่งเล่นมีความสุข เหมือนนกที่ติดปีกแห่งอิสรภาพเหินบินไปในท้องฟ้า
หรือจะไม่มีคืนวันเช่นนั้นแล้วจริงๆ
เรื่องลำบากที่สุดอย่างหนึ่งของผู้อพยพบนยอดดอยไตแลงคือการต้องเดินขึ้นลงสันเขาสูงชันเพื่อหาบน้ำมาใช้ (ธันวาคม ๒๕๔๗)
แลงฟ้าเล่าถึงเหตุการณ์ที่ยากจะลืมเลือนในครั้งนั้นให้ฟังว่า
“ช่วงขุนส่าวางอาวุธ โรงเรียนเด็กไทใหญ่ที่ปางก้ำก่อปิด ทหารพม่าเข้ามาเต็มทั้งเมือง คนไทใหญ่ร้องไห้ น้ำตาตก เราหมดหวังแล้ว เราทิ้งชีวิตทิ้งครอบครัวมากู้ชาติ วันหนึ่งกองทัพไม่มี เราไม่รู้จะไปทางไหน
ที่โรงเรียนปางก้ำก่อเอาธงไทใหญ่ลง แล้วเอาธงพม่าชักขึ้นแทน เด็กๆ ร้องไห้ ทุกคนที่เห็นร้องไห้กันหมด
คนไทใหญ่เสียใจกันมาก ช่วงวางอาวุธ เราเห็นชะตากรรมตัวเอง ไม่มีอาวุธ พม่าจะเข้ามาทำอะไรก็ได้ จะมาฆ่าเราเมื่อไหร่ก็ได้ เราเสียใจหมดหวังกันทั้งกองทัพ”
ในช่วงแรกที่ขุนส่าวางอาวุธ ทหารพม่าที่เริ่มเข้ามาในหมู่บ้านไทใหญ่ ยังไม่กล้าทำอะไรมาก เพียงเข้ามาดูสถานการณ์ แต่พอเห็นคนไทใหญ่ไม่มีอาวุธไม่มีทางสู้ ทหารพม่าก็เริ่มทำร้ายผู้หญิงไทใหญ่อย่างหนัก การข่มขืนผู้หญิงไทใหญ่เกิดขึ้นอย่างหนัก และแทบไม่มีใครปกป้องผู้หญิงไทใหญ่ได้ ประชาชนถูกปล้น ฆ่า แย่งชิงทรัพย์สิน ไร่นาถูกยึด ชาวบ้านไทใหญ่อพยพทะลักหนีเข้ามาในเมืองไทย เข้ามาเป็นแรงงานพลัดถิ่น และบางคนก็หนีไปกู้ชาติกับกองทัพเจ้ายอดศึก ที่ขณะนั้นพยายามรวบรวมกองกำลังไทใหญ่ขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลพม่าอีกครั้ง
แลงฟ้ากล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า
“คนไทใหญ่อยู่ไม่ได้แล้ว อยู่ในเมืองพม่าเราตายแน่ ทหารพม่าปล้นฆ่า ข่มขืนคนไทใหญ่ตลอดรัฐฉานหนักขึ้นทุกที ในรัฐฉานตอนนี้ตามหมู่บ้านนอกเมือง เหมือนหมู่บ้านร้าง โดยเฉพาะในฉานตอนกลางแถบหมู่บ้านต่างๆในเมืองกึ๋ง เมืองลายค่า เมืองนาย เมืองน้ำจ๋างฯลฯ หลายร้อยหมู่บ้าน ใจกลางรัฐฉาน ที่ตรงนั้นเคยเป็นแหล่งวัฒนธรรมไทใหญ่บริสุทธิ์และเคยอยู่อย่างสงบ หลายสิบปี แต่พอขุนส่าวางอาวุธ ทหารพม่าก็สามารถเข้าไปในใจกลางพื้นที่นี้ได้ แล้วปล้น ฆ่า เผาทำลาย ข่มขืนชาวบ้านอย่างรุนแรง
ทหารพม่าลบหมู่บ้านออกจากแผนที่ด้วยการบีบบังคับผู้คนให้อพยพออกจากพื้นตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๙-๒๕๔๑ ขุดรากถอนโคนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวไทใหญ่ ใจกลางแผ่นดินฉานไปแทบหมดสิ้นแล้ว…
ชาวบ้านไทใหญ่ต้องพาลูกหนีหลบซ่อนอยู่ตามป่าเขาอยู่หลายปี เด็กๆ ของเราเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยรู้จักวิถีชีวิตและวัฒนธรรมใดๆของไทใหญ่ ไม่รู้จักภาษาเขียน ไม่เคยเรียนรู้วิถีชาวนา การทำนาดำ ประเพณีตามฤดูกาล และความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มีต่อมนุษย์ในชุมชน…เด็กๆ มีการเรียนรู้แทบไม่ต่างอะไรจากสัตว์ป่า ที่หาทางหาอาหารเอาชีวิตให้รอดในป่า ปลอดพ้นจากคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย โรคภัย และการทารุณของทหารพม่า”
ก่อนเที่ยงของวันกองทัพไทใหญ่ ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๑ พฤษภาคมของทุกปี ทหาร เด็กกำพร้า นักเรียนและประชาชนไทใหญ่ เดินพาเหรดนำพวงมาลาไปวางให้กับผู้ที่เสียสละชีวิต ตลอด ๔๗ ปีของการทำสงครามกู้ชาติ (พฤษภาคม ๒๕๔๘)
💠เราจะไม่ยอมแพ้💠
ปัจจุบันนี้มีคนไทใหญ่จำนวนมากทั้งเด็ก คนแก่ คนหนุ่มสาว อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาพักพิงในเมืองไทย เขาเหล่านั้น “หนีตาย” และขอเพียงวันคืนที่จะได้นอนหลับอย่างเป็นสุขไม่ต้องหวาดผวาว่าจะมีใครมาลากคอออกไปข่มขืน ทารุณ และฆ่า ในยามดึก
แม่สาแลงฟ้า ป่างนวลก็เช่นกัน เธออพยพหนีภัยสงครามเข้ามาพักพิงในประเทศไทยเกือบสิบปีแล้ว ในฐานะอดีตทหารหญิง แลงฟ้าทำงานให้กับชุมชนคนไทใหญ่ ทั้งทางด้านการศึกษาและการอนามัย
“ตอนนี้แม่สาอายุมากแล้ว ออกรบไม่ไหว หมดแรงจะไปสู้รบ แต่แม่สาเห็นชัดว่า เรายังกู้ชาติได้ ทหารหญิงยังกู้ชาติได้ในทางวัฒนธรรม เราตั้งใจปลูกฝังวัฒนธรรมไทใหญ่ให้เด็กๆรุ่นใหม่ ถ้าเราไม่สืบต่อไว้ วัฒนธรรมไทใหญ่จะหายไปจากโลก เราต้องพยายามสอนเรื่องวัฒนธรรมของตัวเราเอง ทำให้เด็กๆลูกหลานเห็น ให้เด็กได้เรียนหนังสือไทใหญ่ ให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทใหญ่ ให้มีประเพณีสงกรานต์ มีดำหัวคนเฒ่า มีทำบุญ เรายังจัดงานปีใหม่ของไทใหญ่ในเดือนเจียง(เดือนอ้าย) เป็นวันสำคัญที่คนไทใหญ่จะกลับมาบ้าน กลับมาหาญาติพี่น้องที่ศูนย์พักพิง กลับมาชุมนุมกัน เราทำขนมข้าวปุกตำกับงา ให้เด็กๆรู้จัก มีฟ้อนนก ฟ้อนโต เรารักษาไม่ให้หาย”
นอกจากจะต้องต่อสู้กับภัยสงคราม หนีการสู้รบเข้ามาหาหนทางดำรงชีวิตให้รอดในผืนแผ่นดินไทย เด็กๆไทใหญ่ยังถูกแรงกระทบจากทีวีไทย สภาพสังคมวัฒนธรรมของทุนนิยมไทย ที่หล่อหลอมผู้คน เยาวชน และเด็กไทใหญ่ให้มีความหวังถึงความอยู่รอด ร่ำรวย สะดวกสบายของชีวิต ซึ่งทำให้เริ่มเหินห่างจากวัฒนธรรมเผ่าชนของตนมากขึ้นทุกที
ยิ่งแรงกระทบของวัฒนธรรมสมัยใหม่กระแทกเข้ามารุนแรง การต่อสู้เพื่อรักษาวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ก็เข้มข้นไปด้วย ดังที่แลงฟ้าเล่าตัวอย่างหนึ่งให้ฟังว่า
นางพยาบาลไทใหญ่ นั่งเหม่อมองขอบฟ้าแสนไกล ยามสามีออกสนามรบ พวกเธอใช้ชีวิตเงียบๆดูแลรักษาคนบาดเจ็บป่วยไข้บนยอดดอยไตแลง ด้วยความหวังอันเจิดจรัสว่า หากวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อสงครามจบสิ้น เธอจะได้มีโอกาสกลับไปอยู่ในหมู่บ้านกลางรัฐฉานและทำหน้าที่ทางด้านสาธารณสุข ดูแลชาวบ้านไทใหญ่เต็มความรู้ความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนมาจากกองกำลังSSA (มิถุนายน ๒๕๔๙)
“อย่างเรื่องประเพณีแต่งงาน คนไทใหญ่มีธรรมเนียมห้ามขาดไม่ให้จัดพิธีในช่วงเข้าพรรษา ปีนี้มีคนละเมิด มีเด็กแต่งงานช่วงเข้าพรรษา กลุ่มผู้หญิงไทใหญ่จึงเรียกประชุมคนแก่ไม่ให้มัดมือมัน และขอให้ทั้งผู้ใหญ่คนสาวหนุ่มทั้งชุมชนไม่ให้ไปงานคนคู่นี้ ไม่ให้ช่วยงาน เราบอกพ่อแม่คนแก่ ลูกหลานใครให้อบรมสั่งสอนอย่าให้วัฒนธรรมเราสูญหาย
ทุกวันนี้เราพยายามสอนภาษาไทใหญ่ในตอนกลางคืน กับทุกเสาร์อาทิตย์ มีสอนภาษาไทใหญ่ในศูนย์อพยพให้คนไทใหญ่ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งเด็กอ่านออกเขียนได้ เด็กไทใหญ่ที่เพิ่งอพยพเข้ามาก็เหมือนแม่สาในวันวาน เด็กๆเพิ่งเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ถึงภาษาเขียน วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนไทใหญ่ พวกทหารหญิงเก่ากับชุมชนผู้อพยพไทใหญ่ ตั้งใจจะพยายามถ่ายทอดสำนึกและความรู้ในประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรมไทใหญ่ ให้เด็กๆของเราได้มีโอกาสเรียนรู้ มีโอกาสแลเห็น ให้เขาได้รู้จักวัฒนธรรมของตัวเอง”
หมอสมุนไพรกำลังใช้ยาก๊อบ หรือยาพอกกระดูกแตกของทหารSSA ที่บาดเจ็บมาจากสนามรบ เพื่อจะไม่ต้องตัดขา โรงพยาบาลดอยไตแลงขนาด ๒๐ เตียงนี้ ใช้การรักษาแผนโบราณควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน (มิถุนายน ๒๕๔๙)
และแม่สาแลงฟ้ายังยืนยัน
“นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คนไทใหญ่ต้องร่วมแรงร่วมใจช่วยกันต่อสู้ทางวัฒนธรรมเพื่อเด็กๆของเรา เราอดทนต่อสู้กันต่อไป เพราะถ้าวันหนึ่งเรากู้ชาติสำเร็จ ได้รับเอกราช แต่วัฒนธรรมไทใหญ่ไม่เหลืออีกแล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร”
“เราจะยังสู้กันอยู่” แม่สาแลงฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมในใจ
“ นี่เป็นหน้าที่ของคนไทใหญ่…เราจะไม่ยอมแพ้”
🔹🔹🔹
1 บันทึก
5
1
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
บันทึกจากหมู่บ้านไทใหญ่
1
5
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย