“เกาหลี” ดินแดนที่ชะตากรรมอยู่ในอุ้งมือมหาอำนาจ
“เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ” เป็นเส้นที่กำหนดและแบ่งแยกเขตแดนประเทศหนึ่งให้กลายเป็นสอง
1
เป็นเส้นที่สร้างความแตกแยกในดินแดนที่เคยเป็นครอบครัวเดียวกัน
เป็นเส้นที่ได้พลัดพรากผู้คนที่เคยอยู่ร่วมกันในดินแดนนั้นออกจากกัน
เป็นเส้นที่เปรียบเสมือนรอยแตกที่ไม่มีวันมาบรรจบกันเหมือนเดิม
และเป็นเส้นที่เหล่าผู้คนในดินแดนนั้นไม่ได้เป็นผู้กำหนดเอง
แต่ผู้กำหนดเส้นนี้ขึ้นมา คือ เหล่ามหาอำนาจ...
1
ทุกท่านครับ ณ ที่นี้ ผมจะนำพาทุกท่านไปรู้จักกับเรื่องราวของดินแดนแห่งหนึ่ง...
ดินแดนที่อยู่ใจกลางของดงมหาอำนาจ...
ดินแดนที่มหาอำนาจเหล่านั้นมองว่าเป็นเพียงรัฐกันชน...
ดินแดนที่ในที่สุดถูกกรีดออกเป็นสองส่วนโดยเหล่ามหาอำนาจ...
ดินแดนที่ในประวัติศาสตร์ล้วนตกเป็นเบี้ยล่างของมหาอำนาจเหล่านั้นอยู่ร่ำไป...
และดินแดนที่ผมกำลังพูดถึง คือ “เกาหลี” ดินแดนที่ไม่ได้กำหนดชะตากรรมด้วยตัวเอง...
โปรดนั่งลงเถิดครับ แล้วผมจะเล่าให้ฟัง...
ประวัติศาสตร์เริ่มแรกของเกาหลีเริ่มต้นเมื่อประมาณ 1,122 ปีก่อนคริสต์ศักราชครับ โดยในตอนแรกดินแดนแถบนี้มีหลายๆเผ่ากระจัดกระจายกันอยู่ จนมีเผ่าหนึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วผงาดขึ้นมารวบรวมเผ่าอื่นๆตามสูตร แล้วสร้างอาณาจักรขึ้น คือ อาณาจักรโคโชซอน
โคโชซอนเป็นใหญ่แล้วปกครองดินแดนเกาหลีไป จนกระทั่งมีมหาอำนาจรายที่ 1 ปรากฎตัวแล้วเข้ามารุกราน โดยมหาอำนาจที่ว่า คือ จีนนั่นเองครับ...
จีนในราชวงศ์ฮั่นได้เข้ามาตีอาณาจักรโคโชซอนจนล่มสลายไปในที่สุด แล้วดินแดนเกาหลีก็ตกเป็นเมืองขึ้นของจีนตั้งแต่นั้นครับ
1
โดยจีนได้แบ่งเกาหลีออกเป็น 4 มณฑล คือ นังนัง ชินบอน อิมดุน และฮยอนโท แต่มณฑลที่จีนให้ความสำคัญจริงๆมีเพียงมณฑลนังนังเท่านั้น เพราะมีทรัพยากรเยอะ ส่วนมณฑลที่เหลือ จีนก็ปล่อยตามเวรตามกรรม ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก...
เมื่อขาดความเอาใจใส่ มณฑลทั้งสามก็ได้สร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาครับ คือ อาณาจักรโคกูรยอ อาณาจักรแพกเจ และอาณาจักรชิลลา
และเมื่อราชวงศ์ฮั่นของจีนล่มสลาย ทั้งสามอาณาจักรก็ทำการปลดแอกจากจีนครับ แล้วอาณาจักรโคกูรยอก็ตีเอามณฑลนังนังมาเป็นของตัวเอง
แต่ในเวลาต่อมาอาณาจักรชิลลาก็เกิดเข้มแข็งขึ้นมา และอย่างที่คาดไว้ครับ ชิลลาเข้าตีอาณาจักรแพกเจและอาณาจักรโคกูรยอ แล้วขึ้นเป็นใหญ่ในดินแดนเกาหลี
1
ชิลลาเป็นใหญ่ได้ประมาณ 200 กว่าปี จึงเริ่มเสื่อมลง เกิดความขัดแย้งภายใน แล้วในที่สุด ดินแดนที่รวมกันได้ก็แตก! กลับกลายเป็น 3 อาณาจักรเหมือนเดิมซะงั้น...
แต่ทว่าในเวลาต่อมา อาณาจักรโคกูรยอก็ได้อัพเลเวลของตัวเองขึ้นมา แล้วเข้าตีอาณาจักร ชิลลาและแพกเจ รวบรวมแผ่นดินเกาหลีได้ในที่สุดครับ แล้วตั้งราชวงศ์ขึ้นมา คือ ราชวงศ์โครยอ (เป็นต้นกำเนิดของชื่อ Korea นั่นเองครับ ให้ทุกท่านลองพูดคำว่า โค-ระ-ยอ เร็วๆ...)
ราชวงศ์โครยอปกครองเกาหลีอยู่ประมาณ 300 ปี ก็เริ่มเสื่อมลงอีกเช่นเคย มีการตีกันแย่งชิงอำนาจภายในราชวงศ์ เหมือนที่เคยเห็นในซีรี่ส์เกาหลีย้อนยุคหลายๆเรื่องนั่นแหละครับ...
1
และในที่สุดโครยอก็ถึงจุดจบ แต่ไม่ใช่เพราะโดนยึดอำนาจหรือโดนอาณาจักรอื่นในเกาหลีโค่นล้ม แต่เป็นเพราะว่าการเข้ามาของมหาอำนาจรายที่ 2 นั่นก็คือ มองโกล...
ภาพจาก Weapon and Warfare (มองโกลบุกเกาหลี)
มองโกลในสมัยกุบไลข่านได้ขยายอำนาจเข้าตีจีน แล้วตั้งราชวงศ์หยวนขึ้นมาในจีน และเมื่อจีนโดน เกาหลีก็คงไม่รอดเช่นเดียวกันครับ
กุบไลข่านได้ยกทัพเข้าตีเกาหลี แน่นอนครับว่าขนาดจีนที่ว่าแน่ยังโดนมองโกลถล่ม เกาหลีที่กำลังตีกันแย่งอำนาจกันอยู่จะเหลือหรอครับ! ราชวงศ์โครยอและเกาหลีก็ตกเป็นเมืองขึ้นของกุบไลข่านในที่สุด
ดินแดนเกาหลีก็ตกเป็นเบี้ยล่างของมองโกล ไม่ได้มีอิสระเป็นของตัวเอง ทั้งยังเป็นจุดแวะพักและทางผ่านให้มองโกลยกทัพไปตีญี่ปุ่นอีกต่างหาก
แต่เมื่อมองโกลและราชวงศ์หยวนได้เริ่มเสื่อมอำนาจลง ราชวงศ์หมิงก็ได้เริ่มเข้ามาแทนที่ และมีการแย่งชิงบัลลังก์จีนของทั้งสองราชวงศ์
ด้านเกาหลีเมื่อเห็นจีนตีกัน พวกขุนนางนายพลก็แตกกันเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เข้าข้างหยวนและฝ่ายที่เข้าข้างหมิง โดยฝ่ายที่เข้าข้างหยวนก็ได้ส่งขุนพลคนสำคัญ 2 คน ไปช่วยราชวงศ์หยวนโค่นล้มราชวงศ์หมิง ขุนพลทั้ง 2 คน คือ ชเวยองและลีซองกเย
แต่เมื่อทั้งสองคนเดินทางไปจนถึงกลางทาง ลีซองกเยก็เกิดเปลี่ยนใจซะดื้อๆเลยครับ! คือ เปลี่ยนไปเข้าข้างหมิงซะงั้น! แล้วกลุ่มของลีซองกเยก็จัดการฆ่ากลุ่มของชเวยอง เสร็จแล้วก็กลับเกาหลีไปกวาดล้างพวกที่เข้าข้างหยวน เรียกได้ว่า ราบคาบเลยล่ะครับ
1
และดูเหมือนว่าลีซองกเยจะคิดถูกครับ ราชวงศ์หมิงเป็นฝ่ายชนะแล้วโค่นล้มราชวงศ์หยวนลงในที่สุด ทางฝั่งราชวงศ์หมิงจึงได้สนับสนุนให้ลีซองกเยสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทโจ แล้วสถาปนาราชวงศ์ขึ้นมาใน ค.ศ.1392 คือ ราชวงศ์โชซอนนั่นเองครับ
ยุคโชซอนถือได้ว่าเป็นยุคทองของเกาหลี และเป็นราชวงศ์ที่ปกครองเกาหลีนานมากๆเลยล่ะครับ โดยปกครองอยู่เกือบๆ 600 ปี
แต่ก็เป็นไปตามสัจธรรมครับ มีขึ้นก็ต้องมีลง ไม่มีอะไรยั่งยืนไปตลอด ราชวงศ์โชซอนในยุคปลายได้วนลูปเข้ามาสู่การตบตีแย่งชิงอำนาจกันเหมือนเดิม แล้วก็ดันเป็นช่วงเวลาที่มหาอำนาจรายที่ 3 ได้ผงาดขึ้นมา อีกทั้งยังกระหายที่จะขยายอาณาเขตของตัวเองสุดๆ มหาอำนาจที่ว่า คือ ญี่ปุ่นครับ...
ภาพจาก Japan Visitor (สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 เพื่อแย่งชิงเกาหลี)
โดยญี่ปุ่นเริ่มมีแนวคิดแบบจักรวรรดินิยม ต้องการขยายดินแดนของตัวเอง ซึ่งญี่ปุ่นได้เล็งเค้กก้อนโตอย่างจีนไว้นั่นเองครับ ทำให้ด่านแรกคือการต้องยึดเกาหลีเพื่อเป็นฐานทัพและเป็นทางผ่านไปบุกจีน
แต่มีหรือครับที่จีนจะยอม! เกาหลีเป็นดินแดนที่จีนต้องรักษาไว้เพื่อเป็นประตูหน้าบ้าน จึงมีการกระทบกระทั่งกับญี่ปุ่นใน ค.ศ.1853 โดยญี่ปุ่นได้เสนอครับว่า “เอางี้แล้วกัน ให้แบ่งเกาหลีกันคนละครึ่ง ครึ่งบนเป็นของคุณจีน ส่วนครึ่งล่างเป็นของยุ่นเอง” จีนจึงตอบกลับว่า “จะบ้าหรอ ไม่มีทาง!” เมื่อผลประโยชน์ไม่ลงตัวก็รบกันสิครับทีนี้ ซึ่งรบกันบนแผ่นดินเกาหลีซะด้วย โดยรบกันอยู่ 7 ปี แบบไม่รู้แพ้ชนะ ญี่ปุ่นก็ตัดสินใจยกทัพกลับไปตั้งหลักก่อน
ฝ่ายเกาหลีที่เสียหายจากการตีกันของพี่ใหญ่ทั้งสองเพื่อแย่งตัวเอง แถมยังทึกทักกันว่าจะแยกดินแดนของตัวเองเป็น 2 ส่วนอีก ก็น้อยใจสิครับทีนี้ เกาหลีจึงตัดสินใจปิดประเทศในที่สุด
จนใน ค.ศ.1894 ได้เกิดสมาคมตงฮัก ขึ้นในเกาหลี โดยสมาคมนี้ต่อต้านการแทรกแซงของต่างชาติ แล้วก็ทำการก่อกบฏขึ้น เกาหลีจึงได้ร้องขอให้พี่จีนช่วยปราบกบฏ จีนจึงได้ยกทัพเข้ามาช่วยปราบครับ แต่ทว่าญี่ปุ่นก็ยกทัพเข้ามาเช่นกัน! โดยญี่ปุ่นให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาผลประโยชน์คนญี่ปุ่นในเกาหลี ทั้ง 2 ทัพก็ป๊ะกันแล้วตีกันสิครับทีนี้
1
แล้วอังกฤษก็กระโดดเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย โดยอังกฤษบอกว่า “ให้แบ่งเกาหลีเป็น 2 ส่วน ที่เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ โดยเหนือเส้นจีนเอาไป และใต้เส้นญี่ปุ่นเอาไป” ฝ่ายญี่ปุ่นก็ไม่ยอมครับ เพราะอยากจะเอาทั้งหมด และเมื่อตกลงกันไม่ได้ก็รบกันอีกครั้ง กลายเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1 ผลคือญี่ปุ่นชนะจีน ดังนั้น ดินแดนเกาหลีจึงตกเป็นของญี่ปุ่นทั้งหมดตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ พร้อมกับความงุนงงของเกาหลีครับว่า “อยู่ดีๆทำไมตูตกเป็นเมืองขึ้นญี่ปุ่น!!”
1
ญี่ปุ่นได้เข้ามาในเกาหลีแล้วล้มราชวงศ์โชซอนลง ตั้งคณะปกครองของตัวเองขึ้นมา
แต่แล้วใน ค.ศ.1896 มหาอำนาจรายที่ 4 ที่ปราถนาเกาหลีก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีก โดยมหาอำนาจรายนี้ คือ รัสเซียนั่นเองครับ...
ภาพจาก Foreign Affairs (สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น)
รัสเซียเข้าแทรกแซงเกาหลีเพื่อกอบโกยเอาทรัพยากร โดยเฉพาะป่าไม้และแร่ธาตุ บวกกับรัสเซียต้องการให้เกาหลีเป็นรัฐกันชน พร้อมกับอยากสยบความเหิมเกริมของญี่ปุ่น
ฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อเห็นรัสเซียเข้ามาแทรกแซงก็ไม่พอใจ แต่ก็ยังไม่กล้าบวกกับรัสเซียครับ จึงเสนอกับรัสเซียว่า “ให้ใช้เส้นขนานที่ 38 แบ่งเกาหลีกันเถอะ เหนือเส้นคุณรัสเซียเอาไป ส่วนใต้เส้นยุ่นขอเอง” แต่รัสเซียปฏิเสธ (นี่มันเดจาวูชัดๆเลยนะครับ)
แล้วรัสเซียได้แทรกแซงทางด้านเหนือของเกาหลีมากขึ้น พร้อมกับความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นก็เริ่มใกล้จุดเดือด
จนในที่สุด ค.ศ.1904 ญี่ปุ่นทนไม่ไหวจึงตัดสินใจรบกับรัสเซีย! กลายเป็นสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นขึ้น
การที่ญี่ปุ่นกล้าบวกกับรัสเซียถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจแล้ว...
1
แต่เรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ญี่ปุ่นดันชนะ! ชาติต่างๆทั่วโลกถึงกับเหวอเลยล่ะครับ...
1
รัสเซียผู้แพ้จึงยอมลงนามในสนธิสัญญาปอร์ตสมัธ ยอมรับว่าเกาหลีเป็นของญี่ปุ่นทั้งหมดโดยมีอังกฤษกับสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลางในการทำสัญญา ซึ่งทั้งสองชาติมีการตกลงอย่างลับๆกับญี่ปุ่นครับว่า ทั้งสองจะช่วยญี่ปุ่นได้เกาหลีไป แต่ขออย่าให้ญี่ปุ่นไปยุ่งกับฟิลิปปินส์ที่เป็นของอเมริกา กับสิงคโปร์ที่เป็นของอังกฤษ...
ฝ่ายเกาหลีก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงเช่นเคย แล้วตกเป็นของญี่ปุ่นทั้งหมดเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งยังโดนผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิญี่ปุ่น (แน่นอนว่าอเมริกากับอังกฤษก็ไม่ห้ามหรือขัดขวาง)
แล้วเกาหลีก็กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบและแหล่งอุตสาหกรรมในการผลิตอาวุธของญี่ปุ่น ทั้งยังเป็นฐานทัพให้ญี่ปุ่นบุกแผ่นดินใหญ่ของจีน
แล้ว ค.ศ.1933 ญี่ปุ่นก็เข้ายึดแมนจูเรียจากจีน แล้วตั้งเป็นประเทศแมนจูกัว เสร็จแล้วก็รุกรานจีนใน ค.ศ.1937 เกิดเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 แล้วขยายไปเป็นสงครามมหาเอเชียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝั่งแปซิฟิกในที่สุดนั่นเองครับ...
และเมื่อสงครามโลกจบลง ญี่ปุ่นที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ต้องถอนตัวออกจากเกาหลี
คราวนี้แหละครับมหาอำนาจรายที่ 5 ก็ได้เข้ามามีอิทธิพลในเกาหลีแทนที่ญี่ปุ่น นั่นคือ สหรัฐอเมริกา...
ภาพจาก History (เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นในเกาหลี)
ต้องเล่าก่อนครับว่า ก่อนที่ญี่ปุ่นจะประกาศยอมแพ้นั้น ทางด้านรัสเซียที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นโซเวียต ได้ทำการปิดเกมฝั่งเยอรมนีไปแล้ว และต้องการที่จะปิดเกมฝั่งญี่ปุ่น เพื่อที่จะเข้าไปมีอิทธิพลในญี่ปุ่นด้วย (จริงๆแล้วสงครามเย็นได้เริ่มก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะจบลง)
ฝั่งอเมริกาเห็นท่าไม่ดีครับ เมื่อโซเวียตได้เริ่มยกทัพเข้าไปถึงเกาหลีแล้ว และอีกไม่นานคงจะยกพลขึ้นบกที่ญี่ปุ่น อเมริกานั้นไม่ต้องการให้คอมมิวนิสต์แผ่ขยายเข้าไปในญี่ปุ่น จึงจำเป็นต้องบีบให้ญี่ปุ่นยอมแพ้โดยเร็วที่สุด พี่กันก็เลยตัดสินใจใช้ปรมาณูบอมบ์ซะเลย...
และเป็นอย่างที่คาดไว้ครับ ญี่ปุ่นยอมแพ้ไปก่อนที่โซเวียตจะยกพลขึ้นบก ทำให้โซเวียตที่หวังมีอิทธิพลในญี่ปุ่นก็แห้วไปครับ...
แต่โซเวียตก็คิดแล้วว่า “เอาวะ ไม่ได้ญี่ปุ่นแต่ก็ยังได้เกาหลี” แต่ฝั่งอเมริกาก็ไม่ยอมให้โซเวียตได้เกาหลีไปทั้งหมด เพราะกลัวว่าหากได้ไปหมด ความมั่นคงในญี่ปุ่นที่อเมริกาดูแลอยู่จะสั่นคลอนแน่ๆ
อเมริกาจึงได้เสนอโซเวียตใน ค.ศ.1945 ว่า “งั้นเอางี้ เรามาแบ่งเขตความรับผิดชอบในเกาหลีกัน โดยใช้เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ (อีกแล้ว) โดยเหนือเส้นโซเวียต เอ็งเอาไป ส่วนใต้เส้นเดี๋ยวอเมริกาจัดการเอง”
แล้วโซเวียตก็ตกลงครับ! เพราะไม่อยากมีปัญหากับอเมริกา ซึ่งในที่สุดแนวคิดการแบ่งเกาหลีตามเส้นขนานที่ 38 ก็เป็นจริงขึ้นมา หลังจากที่มีการเสนอแนวคิดนี้มาหลายครั้งในอดีต ซึ่งการแบ่งในครั้งนี้ฝ่ายมหาอำนาจคิดว่าแค่แบ่งไว้ชั่วคราวเท่านั้น อีก 5 ปี ค่อยจะให้เอกราชแก่เกาหลี แล้วรวมดินแดนเกาหลีให้เป็นเหมือนเดิมเมื่อปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นหมดแล้ว
แต่หารู้ไม่ว่าแค่ 5 ปี ดินแดนที่ถูกแบ่งโดยเส้นขนานนี้ จะเกิดความแตกต่างกัน จนไม่สามารถกลับมารวมกันได้อีกต่อไป...
ภาพจาก IDare Act (เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ แบ่งเกาหลีออกเป็น 2 ส่วน)
แน่นอนครับว่าก็มีประชาชนชาวเกาหลีที่ไม่พอใจ แล้วพากันชุมนุมประท้วงว่าทำไมไม่ให้เอกราชพวกเขาตอนนี้ จะแบ่งประเทศของพวกเขาทำไม? แต่โซเวียตกับอเมริกาก็จัดการกวาดล้างผู้ที่ไม่พอใจทั้งหลาย
1
ฝ่ายอเมริกาเมื่อเข้าไปปกครองในดินแดนใต้เส้น ที่บัดนี้คือเกาหลีใต้ ก็ได้ผลักดันซึงมันรี ขึ้นมาเป็นผู้นำ ซึ่งซึงมันรีคนนี้แต่ก่อนเป็นผู้สนับสนุนการปกครองของญี่ปุ่นในเกาหลีและต่อต้านคอมมิวนิสต์ อเมริกาจึงเห็นว่าคนนี้แหละเหมาะเหม็งมากๆที่จะเป็นผู้นำเกาหลีใต้...
ฝ่ายโซเวียตเมื่อเข้าไปปกครองในดินแดนเหนือเส้น ที่บัดนี้คือเกาหลีเหนือ ก็ได้ผลักดันคิมอิลซุง ขึ้นมาเป็นผู้นำ ซึ่งคิมอิลซุงคนนี้แต่ก่อนเป็นผู้ต่อต้านการปกครองของญี่ปุ่นในเกาหลีและเป็นผู้นิยมคอมมิวนิสต์ โซเวียตจึงเห็นว่าคนนี้แหละเหมาะเหม็งมากๆที่จะเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ...
ทุกท่านคงเริ่มเห็นความแตกต่างที่โซเวียตและอเมริกาได้วางไว้ของ 2 เกาหลีแล้วใช่มั้ยครับ?
ภาพจาก Liberty in North Korea (คิมอิลซุงและซึงมันรี)
และแล้วใน ค.ศ.1948 ก็มีการสถาปนารัฐบาลเกาหลีใต้ขึ้น โดย UN ได้รับรองว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นผู้ครอบครองคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด! ด้วยเสียงสนับสนุน 48 คัดค้าน 6 และงดออกเสียง 1 ประเทศ ซึ่งก็เกิดปัญหาสิครับทีนี้
ฝ่ายโซเวียตและคิมอิลซุงก็เชื่อว่าตัวเองก็เป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นผู้ครอบครองคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมดเช่นเดียวกัน! เมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูกต้อง อีกทั้งซึงมันรีก็กลัวคอมมิวนิสต์ครอบงำประเทศ หรือคิมอิลซุงก็กลัวเสียโอกาสที่จะได้เกาหลีทั้งหมดจากการตั้งรัฐบาลของเกาหลีใต้
จนในที่สุด คิมอิลซุงก็ตัดสินใจจะรวมชาติเกาหลีให้เป็นหนึ่งเดียว จึงทำการยกทัพเข้าไปในเส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ (โดยได้รับการสนับสนุนอาวุธจากโซเวียต) เพื่อเข้าไปยึดเกาหลีใต้ เกิดเป็นสงครามเกาหลีขึ้นมานั่นเองครับ...
ฝ่ายอเมริกาเมื่อเห็นแบบนั้นแล้วก็ยอมไม่ได้สิครับ จึงนำปัญหาเรื่องนี้เข้า UN แล้ว UN ก็ได้มีมติให้ตั้งกองกำลังผสม 16 ชาติ โดยมีอเมริกาเป็นผู้นำ และพลเอกดักลาส แมคอาเธอร์เป็นผู้บัญชาการสูงสุด เข้าต่อต้านกองทัพเกาหลีเหนือ
แน่นอนครับว่ากองทัพเกาหลีเหนือเจอชาติต่างๆพากันรุมสหบาทาก็สู้ไม่ไหว จึงถอยร่นเข้าไปในเส้นขนานที่ 38 ส่วนฝ่ายกองทัพ UN ที่นำโดยอเมริกาก็ไม่หยุดครับ ตั้งใจจะตีเกาหลีเหนือให้แตกแล้วรวมชาติเกาหลีเองซะเลย! จนกระทั่งดันกองทัพเกาหลีเหนือเข้าไปใกล้แม่น้ำยาลู ซึ่งเผอิญว่าแม่น้ำนี้เป็นพรมแดนกั้นระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ
จีนก็ไม่ยอมสิครับ ออกมาขู่ UN ว่า “อย่าเข้ามาถึงแม่น้ำนะโว้ย ไม่งั้นตูจะส่งกองทัพเข้าไปบวกกับพวกเอ็งแทน!”
3
แต่ฝ่ายกองกำลัง UN ก็ไม่สนเสียงนกเสียงกาของจีน ยังคงถล่มทัพเกาหลีเหนือไปเรื่อยๆจนถึงแม่น้ำยาลู
จีนจึงบอก “เตือนแล้วไม่ฟัง!” ว่าแล้วก็ส่งทหาร 2 แสนคน เข้าปะทะกับกองกำลัง UN เป็นอันแน่ชัดเลยล่ะครับว่าจีนไม่ต้องการให้อเมริกามีอิทธิพลเหนือเกาหลีทั้งหมด เพราะต้องการให้เกาหลีเหนือเป็นรัฐกันชนของตัวเอง สงครามจึงได้ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น
ตัวของดักลาส แมคอาเธอร์ เมื่อเจอทัพจีนและเกาหลีเหนือต้านทัพตัวเอง ก็ทนไม่ไหวจึงบอก “เดี๋ยวพวกเอ็งเจอนิวเคลียร์ถล่มแน่!”
ประธานาธิบดีทรูแมนเห็นท่าทีของผู้บัญชาการแบบนั้นจึงต่อว่า “เอ็งจะบ้าเรอะ!” แล้วก็สั่งปลดแมคอาเธอร์กลางอากาศ
ฝ่ายโซเวียตก็กลัวว่าปัญหาจะขยายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 จึงเข้ามาเป็นตัวกลางเรียกร้องให้เจรจาหยุดยิง ซึ่งฝ่ายอเมริกาก็เห็นด้วย จึงมีการเจรจายุติการรบ ใน ค.ศ.1953 และมีการกำหนดเขตปลอดทหารกว้าง 4 กิโลเมตร เพื่อเป็นเส้นแบ่งเขต ซึ่งเป็นการสร้างบาดแผลที่ยากจะเชื่อมต่อกันเหมือนเดิมของ 2 เกาหลี...
ภาพจาก Reddit (ทหารจีนยกทัพข้ามแม่น้ำยาลู)
สงครามเกาหลีทำให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกันของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้ขาดสะบั้นลง ไม่ใช่แค่ระดับผู้นำเท่านั้น แต่รวมถึงในระดับประชาชนทั่วไปที่ต่างเริ่มหวาดระแวงกัน
คนเกาหลีเหนือก็เริ่มกลัวคนเกาหลีใต้ คนเกาหลีใต้ก็เริ่มกลัวคนเกาหลีเหนือ
เพราะความโหดร้ายของสงคราม ที่พวกเขาได้กระทำต่อกัน
1
อีกทั้งเหล่ามหาอำนาจต่างก็มีปณิธานแน่วแน่ชัดเจน
อเมริกาก็บอกว่า “ตูไม่ยอมเสียเกาหลีใต้ไปแน่นอน เพราะจะกระทบต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น”
โซเวียตก็บอกว่า “ตูไม่ยอมเสียเกาหลีเหนือแน่นอน เพราะจะกระทบต่อความมั่นคงของพรมแดนโซเวียต”
จีนก็บอกว่า “ตูก็ไม่ยอมเสียเกาหลีเหนือเหมือนกัน เพราะจะกระทบต่อชายแดนของจีน”
สรุปแล้ว...
อเมริกาก็ไม่ยอมเสียเกาหลีใต้ให้จีนและโซเวียตเพราะกลัวคอมมิวนิสต์ขยายไปญี่ปุ่น...
โซเวียตก็ไม่ยอมเสียเกาหลีเหนือให้อเมริกาและจีนเพราะกลัวอิทธิพลอเมริกาที่จะมาจ่ออยู่หน้าบ้าน และโซเวียตก็ต้องการใช้เกาหลีเหนือปิดล้อมจีน...
จีนก็ไม่ยอมเสียเกาหลีเหนือให้อเมริกาและโซเวียต เพราะต้องการประเทศที่เป็นรัฐกันชนของตัวเอง และไม่ต้องการถูกปิดล้อม...
มหาอำนาจแต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลในการรักษาเกาหลีของตัวเองไว้...
และเหตุผลนั้นก็ดันขัดแย้งกันเอง...
มหาอำนาจก็ใช้เกาหลีของตัวเองเป็นเขตแดนกั้นอิทธิพลของอีกฝ่าย...
อีกทั้งผู้นำของทั้งสองเกาหลีก็ไม่มีใครยอมสละอำนาจของตัวเองเพื่อรวมประเทศ...
และแล้วยิ่งเวลาผันผ่านไป จนปัจจุบัน...
ช่องว่างของทั้งสองเกาหลีก็ถ่างออกกว้างยิ่งขึ้น...
เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยิ่งกลายเป็นเหมือนคนละประเทศมากขึ้น...
ความสัมพันธ์ของคนเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ก็ห่างไกลกันมากขึ้น...
ความคิดในการรวมประเทศก็เริ่มเป็นเพียงแค่ความฝัน...
“เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ” เป็นเส้นที่กำหนดและแบ่งแยกเขตแดนประเทศหนึ่งให้กลายเป็นสอง
จากเส้นที่กำหนดและแบ่งเขตเพียงชั่วคราวในวันนั้น...
กลับกลายเป็นเส้นที่กำหนดและแบ่งเขตถาวรในวันนี้...
และนี่ คือเรื่องราวของ “เกาหลี” ดินแดนที่อยู่ในอุ้งมือมหาอำนาจ
ภาพจาก Korea.net (ครอบครัวชาวเกาหลีที่พลัดพรากกันจากการแบ่งเขตแดน ได้กลับมาพบกัน (เพียงชั่วคราว) อีกครั้ง)
อ้างอิง
สากุน สีหไตรย์. การรวมประเทศเกาหลี. (สารนิพนธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2531).
Simon, Robert R. The Strained Alliance : Peking, Pyongyang, Moscow and Politics of the Korea Civil War. New York : The Free Press, 1975

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
    Katathep
    สนับสนุน50 เพชร