20 มิ.ย. 2020 เวลา 09:22 • การศึกษา
ทรราช หรือ มหาราช
จิ๋นซี
หนึ่งเดียวในโลก
อดีตถึงปัจจุบันและอนาคต
เครดิตภาพ https://pantip.com/topic/35424929/desktop https://imageholidaythailand.wordpress.com/2019/02/01/did-you-know-รู้หรือไม่-ทำไมจิ๋นซี/
จิ๋นซี ได้ชื่อว่า เป็นจอมกษัตริย์ ของจีน ใช้ระบบทุนนิยมโดยมีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็น เครื่องมือ ในการดำเนินแผนบริหารประเทศ
ในทัศนคติการเรียนการสอน ของ เผ่าพันธุ์ คอเคซอยด์ ยังหาจุดสรุปไม่ได้เลย ว่า จิ๋นซี เป็น มหาราช หรือ จอมเผด็จการกันแน่ ตำรายังระบุไม่ได้
ยุค ประวัติศาสตร์จีน ยุคสำริด มีมาก่อนหน้านั้น ก็มี ราชวงศ์เซี่ย และ ราชวงศ์ซาง ยุคจิ๋นมาถึงฮั่นตอนต้นยังเป็นยุคสำริดแต่เริ่มมีการใช้เหล็กประปรายในยุคของจิ๋นซีบ้างแล้ว ราชวงศ์เซี่ย ซึ่งจะอยู่ยุคไล่เลี่ยกับ อารยธรรมอียิปต์และเมโสโปเตเมีย ส่วน ราชวงศ์ซาง ก็ไล่เลี่ยกับ อารยธรรมกรีก ของอารยธรรมตะวันตก
ซึ่ง ส่วนมาก กรีก จะรับเอาอารยธรรมของ เมโสโปเตเมียและ อียิปต์ เช่น ฮิทไทท์ ใช้เหล็ก เป็นครั้งแรก ฮิคโซส ใช้ม้าครั้งแรก ฟินิเชียน พ่อค้าเดินเรือ สุเมเรียน ผู้คิดอักษรคูนิฟอร์ม<รูปลิ่ม> ที่กลายมาเป็น อักษรโรมัน จน ตราบเท่าทุกวันนี้ ฯลฯ ซึ่ง พวกนี้ เป็นชนเผ่า ที่อยู่ในดินแดน ตะวันออกกลางทั้งนั้น)
แม้แต่ ศาสนา กรีก ก็รับเอา ลัทธิพหุเทวนิยม มาเป็นแบบ เช่น การนับถือเทพสูงสุดซีอุส ฮาเดส โพไซดอน(ตอนนี้ มาอยู่แถวรัชดาฯ กทม.)
พอ กรีก เสื่อม โรมัน ก็เรืองอำนาจ เมื่อกรีกเสื่อม ก็เรียกเทพเจ้าของกรีก อย่าง ซีอุส เป็น จูปิเตอร์ หรือการรับเอา ลัทธิ เอกเทวนิยม ก็เอาพระเจ้าองค์เดียว ที่ ชาวเบดูอิน ในตะวันออกกลาง นับถือกันมาหลายพันปี มาเรียกเป็น ยะโฮวาห์ ซึ่งต่อมา หลังจากที่ พระเยซู ประกาศศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ก็ประกาศขึ้นมั่ง โดยศ็อล(มะหะหมัด)ในนาม อัลเลาะห์ ซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์เดียวที่ชาวเร่ร่อนในทะเลทราย(ยิวเรียก พระ ยะโฮวาห์) นับถือกันมาหลายพันปีแล้ว
เราจะเห็นได้ว่า การที่ อารยธรรม เมโสโปเตเมีย(ลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส) ได้เกิดการขัดแย้งทาง ทัศนคติ กันขึ้นลุกลามไปถึง การแย่งชิงอำนาจ(Game of throne) ก็มีผู้อพยพ ออกจากอารยธรรมเมโสโปเตเมีย มุ่งไป 2 สาย คือ ตะวันออก และตะวันตก ซึ่งทางตะวันออก ก็มาทาง อินเดีย จะเห็นได้ว่า มีการเอา ลัทธิ พหุเทวนิยม มาเป็น ศาสนาฮินดู มาแบ่งชั้นวรรณะ เพื่อ ปกครองอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ-คงคา โดย กันให้ชาวพื้นเมือง(เรียกว่าดราวิเดียน ผิวดำผมหยิกจมูกบี้ จัดอยู่ใน เผ่าพันธุ์ นิกรอยด์ เผ่าพันธุ์นี้ จะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรทั่วโลก)อยู่ในวรรณะต่ำที่สุด
เจ้าชายสิทธัตถะ ร่ำเรียน เจนจบ ตำรา คัมภีร์ไตรเวท ซึ่งครอบคลุมหมดทุกเรื่อง รวมทั้ง เรียนรู้ ปราชญ์จีน ผู้นิยมเต๋า อย่างเล่าจื้อ ซึ่งถ้านับลัทธิเล่าจื้อ คือ นิยมธรรมชาติ ไม่มีเทพเจ้า น่าจะเรียกว่าเป็น ลัทธิอเทวนิยมแรก
ซึ่งหลังจาก เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ โดยมี ความรู้เดิม คือ คัมภีร์ไตรเวทและลัทธิเต๋า ก็ได้ ประกาศเผยแพร่ออกมา เป็น ลัทธิอเทวนิยม อีกลัทธิหนึ่งชื่อว่า **พุทธ**
แผนที่จีนโบราณ เลียดก๊กจั้นกว๋อ เครดิตภาพ https://th.wikipedia.org/
ก่อนที่ยุคฉิน จะรุ่งเรืองขึ้นมา ก็มี การปฏิวัติในแคว้นฉิน มี การปฏิวัติซางยาง ที่มีการปฏิรูปที่ดิน และกฎหมายบางอย่างขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้ แคว้นฉินเจริญขึ้น ด้วยน้ำมือของ หมีเยว่(เป็นซีรีย์ที่โด่งดังของช่อง 3)ผู้เป็นสมเด็จย่าของจิ๋นซีอีก เหมือนเป็น การวางรากฐานให้ จิ๋นซี ทำการรวมอีก 6 รัฐ ที่เหลือสำเร็จ แล้วดำเนินแผนการของตัวเอง
จิ๋นซี เครดิตภาพ http://worldcivil14.blogspot.com/2015/11/blog-post_86.html
จิ๋นซี มี ชื่อเรียกเดิม ว่า อิ๋งเจิ้ง ในประมาณ 200 กว่าปี ก่อน ค.ศ. ซึ่งจีนแบ่งเป็น 7 รัฐ ใหญ่ๆ มีแต่ผู้อยากรวบรวมประเทศจีนให้เป็นหนึ่งมาหลายร้อยปี แล้ว ตั้งแต่ ยุค จั้นกว๋อชุนชิวเกิดขึ้น หลังจาก ราชวงศ์โจวตะวันออกล่มสลาย โดยก่อนหน้านั้นมี ราชวงศ์โจวตะวันตก รุ่งเรืองมาก่อน
อิ๋งเจิ้ง ต้องตกเป็น ตัวประกัน ในรัฐจ้าว ตั้งแต่ยังเด็ก หลีปู้เหว่ย(อัครมหาเสนาบดี ของ แคว้นฉิน) ผู้ที่ดันบิดา ของอิ๋งเจิ้ง ขึ้นเป็นกษัตริย์ของฉิน
(จะมีการ บันทึกและยกย่อง เกี่ยวกับ หลี่ปู้เหว่ย ว่า เป็นบุคคลที่ลงทุนในบุคคลได้ดีที่สุด) ได้นำอิ๋งเจิ้งเข้ามาอยู่ในแคว้นฉินเมื่ออายุ 12 ปี สั่งสอนอบรม
จนราชบิดาของอิ๋งเจิ้งถึงแก่สวรรคต หลีปู้เหว่ย ก็ได้ดันอิ๋งเจิ้ง ซึ่งหลี่ปู้เหว่ยเอง อบรมสั่งสอน และ ดันให้เป็น รัชทายาท อิ๋งเจิ้ง ได้รับสถาปนา ให้เป็น กษัตริย์ตั้งแต่ อายุ 13 ปี
เรื่องราว ก่อนที่ จิ๋นซี จะขึ้นครองอำนาจ หาอ่านได้จาก **หลี่ปู้เหว่ย ผู้ลงทุนในบุคคล ประสบผล ที่สุดในโลก ผู้ปั้น จิ๋นซี** เป็นของผู้เขียนเอง ซึ่งได้ลงไว้ในบล็อคดิท นี้
แต่ การบริหารบ้านเมือง หลี่ปู้เหว่ย ได้ตั้งตัวเอง เป็น ผู้สำเร็จราชการแทน และ จิ๋นซี ก็ได้รับมอบหมายให้ ทำโครงการ ทำการกสิกรรม เพื่อทำให้เศรษฐกิจของแคว้นฉินดีขึ้น ซึ่ง จิ๋นซี ก็ทำสำเร็จ โดยการขุดแม่น้ำเชื่อม ทำคลองส่ง หลากหลาย บนพื้นที่ภาคตะวันตก ของแคว้น ทำให้ทำการกสิกรรม ได้ และส่งผลให้แคว้นฉินมั่งคั่งขึ้นกว่าเดิม
เมื่อ จิ๋นซี ทำโครงการนี้สำเร็จ จึงหันมาหาการเมือง ซึ่งมองถึงความชอบธรรมของตัวเองในการบริหาร ก็ได้เริ่มให้มารดาของตน ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งไทเฮา มาอยู่ในสภา อีกผู้หนึ่ง ทำให้ หลี่ปู้เหว่ย ไม่สามารถ ตัดสินใจเองได้ในการบริหาร เพราะ ต้องมี มติของสภา ซึ่งทางฝ่ายจิ๋นซี มีมากกว่า
ในขณะนั้นเอง แม่ของจิ๋นซีก็แอบมีความสัมพันธ์กับ ขันทีหนุ่มผู้หนึ่ง ชื่อว่า เล่าไอ่ (เชื่อกันว่า เป็น ขันที ที่ ตอนไม่หมด คือ ยังหลงเหลืออยู่บ้าง)แม่ของจิ๋นซีหลงใหลในเล่าไอ่ มาก จน เล่าไอ่มีบุตรกับแม่ของจิ๋นซี รวมทั้ง มีตำแหน่งการเมืองที่สูงกว่า หลี่ปู้เหว่ย และ พยายามล้ม หลี่ปู้เหว่ย เพื่อให้ลูกของตนได้เป็นกษัตริย์ จะได้เป็นผู้สำเร็จราชการ
จากการที่ หลี่ปู้เหว่ย และ เล่าไอ่ หาทาง กำจัดกันอยู่นั้น จิ๋นซี ก็ใช้ประโยชน์นั้น ชนะทางสภา มาตลอด เพราะ อยู่ทั้งสองฝั่ง และ ในปีที่ จิ๋นซี บรรลุนิติภาวะ ก็ได้รับ กำลังทหาร มาอยู่ในมืออีก จึงกลายเป็นว่า จิ๋นซีชนะทางสภา และมี กำลังทหาร อีก จึงกำจัดบุคคลทั้งสอง และ เถลิงอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว ในการบริหารปกครองประเทศ จึงได้ประกาศออกไปว่า **ข้าฯ จะทำในสิ่ง ที่ ไม่มี มนุษย์ผู้ใดทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ และ ในอนาคต** และประกาศแผนแรกของพระองค์ ในการรวม 7 รัฐ เข้าด้วยกัน
คำประกาศของจิ๋นซี
การรวมรัฐ ของ จิ๋น นั้น มีการยุแยงให้ 6 รัฐ ไม่ให้เข้ากัน แล้วก็มีการใช้การฑูต ก่อนที่จะใช้กำลังทหารและอาวุธเข้ายึด ใช้เวลา 10 ปี ในการรวมรัฐทั้ง 7 เข้าด้วยกันได้ ซึ่ง มือดี ทางด้านการทหาร นั้น ต้องยกเครดิตให้กับ หวังเจี้ยน แม่ทัพใหญ่ ด้านการเมืองการปกครอง นั้น ต้องยกให้ หลี่ซือ มหาเสนาบดี ผู้ยกลูกสาวให้แต่งงานกับ ฝูซู โอรสองค์แรกของ จิ๋นซี ด้านการวัง(พ่อบ้าน) และ ส่วนตัว นั้น ต้องยกให้กับ เจ้าเกา ขันที่คู่ใจ ที่เข้าวังมาพร้อมกับจิ๋นซีตอนเด็ก และให้ดูแลพระโอรสองค์ที่2 ทั้งอบรมสอนสั่งด้วย
การรวมรัฐ เป็นอาณาจักรหนึ่งเดียว นี้ ตั้งแต่ ราชวงศ์โจวตะวันออก ล่มสลาย ก็มีคนคิดทำและลงมือทำมากมายแต่ไม่สำเร็จ แม้แต่โลกตะวันตก
แผ่นดินยุโรป ก็ไม่สำเร็จ ถึงแม้ จะชนะ และปล้น อาณาจักรอื่นได้ แต่ไม่เคยมีผู้ใดสามารถรวมแผ่นดินได้ขนาดที่ จิ๋นซี ทำ
ในการต่อสู้ เพื่อรวมรัฐ นี้ จิ๋นซี จะใช้วิธีแรก ที่ทุกคนพยายามใช้คือไม่สู้รบ แต่จะเจรจาด้วย หากไม่ยอม ก็ยกทัพไป แจ้งเจตจำนงอีกครั้ง ว่า เจ้าครองนคร ไม่ได้เป็นเจ้าแน่ แต่ไม่ตาย และอยู่ได้แบบรวยธรรมดา และถ้ายังไม่ยอมอีก ก็สั่งรบ โดยการให้รางวัลทหารเป็นอัตราก้าวหน้า ยิ่งฆ่าได้มากก็ยิ่งได้เงินมาก
โดยเริ่มที่ ล้อมยิง ด้วยอาวุธหนักระยะไกล แล้ว จึงให้ พลหน้าไม้(ซึ่งเกณฑ์มาจากราษฎรและชาวบ้าน ไม่ต้องฝึกมาก เพราะหน้าไม้ที่ทำขึ้นมายิงได้แม่นยำและไกล น้ำหนัก และ ขนาด เท่ากันทุกลูก ขึ้นลำครั้งเดียว ยิงได้หลายครั้ง บรรจุกระสุนครั้งเดียวหลายๆนัด) ค่อยขยับเข้าไปใกล้กำแพงเมืองยิงเข้าไปในเมือง และหาทาง ทำลายกำแพง และประตูเมือง เพื่อ เข้าไปยึด ในการทำสงครามนี้ ต้องใช้วัตถุดิบและการผลิต รวมทั้งทุนทรัพย์มากมาย
ใครคิดว่า รัฐฉิน ค้าขายไม่เป็น ก็ให้คิดใหม่นะครับ ว่า กว่าจะสะสม มาทำ สงครามยึดประเทศ นี้ ต้องใช้ทุนมหาศาล นะครับ ถ้า ค้าขายไม่เป็นผลิตแต่ สินค้าเกษตร ขาย จิ๋นซี คงได้เริ่มแผนตอนอายุ 50 มีการ**วางรากฐาน รัฐฉิน** มาให้ จิ๋นซี หลายอย่าง แล้ว อย่างการปกครอง จิ๋นซีก็เอาแบบอย่างของ ซางยาง มาเยอะ อย่างเรื่อง ค้าขาย ขนะที่ หลี่ปู้เหว่ย บริหารรัฐ มาร่วมๆ 10 ปี เขาก็ยังค้าขายและพยายาม ผูกขาดการค้า(monopoly) นะครับ รัฐอื่นก็คงใช้ lobbyist แต่รัฐฉิน เขามีอำนาจมาก ก่อนจะเอาจิ๋นซีขึ้นสู่ตำแหน่งหุ่นเชิด 7-8 ปี ดังนั้น จะว่ารัฐฉินไม่เก่งการค้า คงเป็นการกล่าวที่ไม่เต็มปากเต็มคำนัก
เมื่อ จิ๋นซี ผนวกรัฐทั้ง 6 เข้ามากับรัฐฉิน ซึ่งเป็นเรื่องหนักในการบริหารอาณาจักรอีก แต่ จิ๋นซีวางแผนเอาไว้แล้ว กับ คนสนิท อย่าง ติวเตอร์ หลี่ซือ
ผู้เป็นนายกฯให้ ขันฑีเจ้าเกา ผู้จัดการส่วนตัว ของจิ๋นซีตั้งแต่จิ๋นซียังเด็กเข้ามาในวังใหม่ๆ แม่ทัพหวังเจี้ยน ผู้นำกองทัพ ในการวางรูปแบบการบริหารประเทศ การซ่อมแซมประเทศ การสร้างสิ่งต่างๆ การจัดระเบียบประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ รวมคน อีก 6 เผ่าพันธุ์เข้ามา ทัศนคติ ก็ไม่เหมือนกัน ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ หรือ ภูมิรัฐศาสตร์ ก็ไม่เหมือนกัน
เฉพาะ รัฐฉิน รัฐเดียว ก็ค่อนข้าง มีความเห็น ไม่ตรงกันอยู่แล้ว(ใครที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องโหดเหี้ยมก็ลองทำดูแล้วจะรู้ หรือ จะอิงตำราคอเคซอยด์
ก็ไม่เห็นมีใครทำได้เลย นักคิด นักรบ นักวิทยาศาสตร์ รวมกัน ไม่เห็นทำได้ซักคนเลย แม้แต่ลินคอล์นยังสั่งฆ่าคน ถ้าหากมีใครทำได้ก็คงไม่มีอาณาจักรยืนยาว มาเป็นพันๆปีหรอก ถ้าไม่ใช้ ไม้แข็ง ในการวาง กฎระเบียบ ถ้าใช้ไม้อ่อนก็คงแตกกระจัดกระจาย แผ่นดินจีนยังแตกชั่วคราวอีกหลายครั้งรวบรวมใหม่ก็หลายครั้ง จิ๋น แตกเป็น ฮั่น พอฮั่นแตกก็กลายเป็นสามก๊ก หลังจากนั้นก็มีอีกหลายครั้ง)
สิ่งที่จิ๋นซีสร้าง เครดิตภาพ https://news.thaipbs.or.th/content/284222 https://www.facebook.com/warofhistory/photos/a.424714767593655/1115395861858872/?type=1&amp;theater https://china108.wordpress.com/2015/10/01/กำแพงเมืองจีน-ผลงานที่อ/ http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=35&amp;chap=5&amp;page=t35-5-infodetail03.html https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=xiaozhao23&amp;group=17&amp;month=17-07-2014&amp;gblog=14 https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=xiaozhao23&amp;group=17&amp;month=17-07-2014&amp;gblog=15
สิ่งที่ จิ๋นซีได้กระทำตอน บริหารอาณาจักรจิ๋น ก็มีหลายอย่าง ที่ทำได้ใน เจนเนอเรชั่นเดียว ซึ่งยุค ปัจจุบันนี้ ผ่านมาหลายเจนฯ ยังทำไม่ได้เลย เช่น ภาษาก็ให้ใช้อักษรฉิน ในการเขียน เป็นมาตรฐานทั่วทั้งอาณาจักร และเป็นภาษาราชการด้วย การใช้สกุลเงิน ก็ใช้มาตราเดียวกันทั้งอาณาจักร การจัดมาตราชั่งตวงวัด ก็ใช้มาตราเดียว เพื่อ ป้องกันความวุ่นวาย และการทุจริตต่อกัน และสามารถกระทำได้ยากขึ้น
การบริหารการปกครองนั้น ก็สั่งการจากส่วนกลาง ไปยังมณฑลต่างๆ มี กฎหมายที่ เข้มงวดเฉียบขาด จากการเอา กฎหมายของรัฐฉิน ที่ ซางยาง วางไว้ รวมกับ แนวความคิด ที่จิ๋นซีและทีมงานคิดไว้ และผนวกกับกฎหมายดีๆ บางมาตรา ของทุกรัฐมารวมกัน
ผลงานของ จิ๋นซี ที่เห็นเด่นชัด 1
การปฏิรูปที่ดิน จิ๋นซีก็ทำ โดย ยึดเอาจาก ชนชั้นสูง มา แจกจ่าย ประชาชน ถ้าจะว่า จิ๋นซี เก็บภาษีแพง แต่ ทุกคน ไม่เคยมี อิสระ ไม่เคยมี ที่ดินเป็นของตนเอง นอกจากเป็นทาส แต่ จิ๋นซี มอบอิสระให้ และการทำเกษตร จิ๋นซี ก็มอบ ปุ๋ย พืชพันธุ์ เครื่องมือ ระบบชลประทาน(เป็นรัฐที่ติดทะเลทราย เขต อุยกูร์ ปัจจุบันก็อยู่ในรัฐฉิน ลักษณะภูมิประเทศ ค่อนข้างแห้งแล้ง จิ๋นซีขุดแม่น้ำผ่านประเทศมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่นแล้ว) คือ การปฏิรูปได้รับที่ดิน นี้ ถ้าประชาชน ลงทุนกันเอง คงลำบาก นับตั้งแต่ ซื้อหา จับจอง ที่ดิน(ในการทำการเกษตร ต้อง คำนึงถึง Logistics ใน การขนผลิตภัณฑ์ ไปขายยัง ตลาด) เครื่องมือ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย น้ำ ดังนั้น อัตราที่จิ๋นซีเก็บภาษี คือ bundle กับ ค่าคุ้มครอง และ ที่ดิน เครื่องไม้เครื่องมือ และ ความเป็นอยู่ ของ เกษตรกรก่อนที่พืชผล จะออกดอกผล พวก ระบบ Infrastructure ต่างๆ ที่จิ๋น ทำเตรียมไว้ให้ ไม่มีใครเสกให้จิ๋นซีนะครับ ต้องชนะทางสภาถึงได้เอางบมาทำ
ถนนหนทาง จิ๋นซีก็ทำทางหลวงหลักเชื่อมรัฐ ขนาด รถม้าคันใหญ่วิ่งสวนกันได้ (แต่คงไม่ได้คิด ทำไหล่ทางไว้หรอก สู้คนสมัยนี้ไม่ได้ ไหล่ทาง เอาไว้จอดรถ ทำการค้ากัน เป็นอันฮิตกันทั่วโลก ฉลาดกว่าเยอะ ได้รัฐใจดี ทำที่จอดรถให้ ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ใช้ประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ) ทำทางเชื่อมระหว่างเมือง จน จิ๋นซีสามารถ นั่งรถม้าไปทั่วประเทศ เพื่อเห็นประเทศกับตาตัวเอง ขนาดทำแบบนี้ ก็ยังมีคอร์รัปชั่นกันเยอะ (จิ๋นซี เดินทางโดยรถม้าไปทั่วประเทศ 5 รอบเปรียบเสมือนกับว่า จิ๋นซี มีห้องทำงาน บนรถม้า อีกที่หนึ่ง พวกมีห้องทำงานบนรถบัส หรือ เครื่องบินเจ็ท นั้น ได้ทำช้ากว่า จิ๋นซี สองพันกว่าปี ครับ)
ผลงานของ จิ๋นซี ที่เห็นเด่นชัด 2
รถม้า ก็สั่งให้ ช่างทำดุมล้อ ให้มี ขนาดของดุมล้อ เท่ากัน โดยวงล้อ จะขนาดไหนก็ช่าง หาก ล้อไปเสีย หรือ หัก ที่ไหน ก็ สามารถ เปลี่ยนได้ ทำให้ง่ายขึ้น มีมาตรฐานขึ้น (สงสัยเดินทางบ่อยเจอข้อผิดพลาดก็สั่งแก้ สั่งแก้เผื่อภาคเอกชน ด้วย)
หน้าไม้ จิ๋นซีก็เอามาปรับปรุง ทั้งหน้าไม้ใหญ่ และ หน้าไม้เล็ก บรรจุกระสุนคราวละมากขึ้น ขึ้นลำแต่ละครั้ง ยิงได้หลายนัด ยิงได้ไกลขึ้น แม่นขึ้น แรงขึ้น ลูกศร มีขนาดเท่ากัน น้ำหนักเท่ากันหมด อะไหล่ทำแยกชิ้นเป็นชิ้นเล็กๆให้ทหารนำติดตัวไปซ่อมแซมเองได้ ลูกศร อาวุธ โล่ หรือ เกราะ ก็มีการชุบ นิเกิล และ โครเมี่ยม ซึ่งการชุบโครเมี่ยมนี้ เยอรมันยังจดสิทธิบัตร ไม่ถึงร้อยปีเลย ส่วนหน้าไม้เผ่าพันธุ์คอเคซอยด์ใช้พันกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง
กำแพงเมืองจีน จิ๋นซีสั่งสร้างกำแพง เพื่อ ป้องกันอาณาจักร จากพวกเซมิติคทางตะวันตก และมงโกลทางเหนือ สมัยนั้น ยังเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเร่ร่อนใน ทะเลทราย เยี่ยง ชนเผ่าเบดูอิน ทั้งหลาย ในตะวันออกกลาง ก็สั่งซ่อมแซมของเก่าและสร้างของใหม่เชื่อมโดยมีทางเดินเชื่อมกันหมดสะดวกแก่การเปลี่ยนเวรยาม
จิ๋นซี เป็น คนขยัน และ *Active* เขาไม่เคยทำตัวสำมะเลเทเมา เอาแต่ความสบายและความสุขส่วนตน พระสนม มีก็เพราะจากประเพณีเดิม เขาไม่มีชายาไม่คิดจะเสาะแสวงหา เตรียมพร้อมที่จะทำงานจริงๆ กลางคืนอ่านหนังสือราชการและตำราต่างๆ รวมทั้งการคิดค้น ส่วนตอนกลางวันเขาจะต้องว่าการต่างๆในสภาและ ฝึก ทุกๆอย่างของตัวเอง รวมทั้ง ปรึกษา โปรเจคท์ ต่างๆ ด้วย บางที ดึกดื่นก็เรียก ปรึกษาคนสนิท ซึ่ง คนที่จะทำ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ จะต้อง **เสียสละ** ความสุขส่วนตัว ออกไป ซึ่ง ก็หาคนทำได้ยาก อีก นั่นแหละ แทบจะไม่มีเลย ก็ว่าได้
ผลงานของ จิ๋นซี ที่ ไม่ได้รับ การยอมรับ
เรื่อง ยาอายุวัฒนะ นั้น จิ๋นซีกลัวว่าถ้าสิ้นตัวเองไป แผนการทุกอย่างจะขาดช่วง เพราะ รู้ว่า คนสนิท จะแย่งชิงอำนาจกันเอง ไม่ทำโปรเจคท์ต่อแล้ว จึงอยากได้ ยาอายุวัฒนะ เพื่อจะมาทำงานต่อ เป็นอย่างมาก มีการใช้กุศโลบายในการขยายวัฒนธรรม โดยใช้ การหายาอายุวัฒนะเป็น Gimmick ในการบริหารโปรเจคท์นี้ด้วย คือ จัดหา อัจฉริยะอายุน้อยชายหญิง อย่างละ 100 คน มาร่วมในโปรเจคท์นี้
จะเห็นได้ว่า จิ๋นซี ทำเพื่อ สนอง ความต้องการของตัวเอง ที่จะกลายเป็น จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ และ จิ๋นซี ยังตระหนักด้วยว่า หนทาง การเป็นจักรพรรดิ ที่ยิ่งใหญ่ นั้น มันไม่ง่ายและสบายอย่างที่หลายๆคนคิด คือ จะเป็น
คนใจบุญ ก็คงทำไม่สำเร็จ เป็นคนโหดเหี้ยมอย่างเดียว ก็คงทำไม่สำเร็จโดนฆ่าซะก่อน เป็นคนไม่มีความรู้ หรือ เป็นแค่คนอยากสบาย ก็คงเป็นแค่หุ่นเชิด แต่ จิ๋นซี มีศักยภาพครบ ในตัว