2 ก.ค. 2020 เวลา 03:56 • ความคิดเห็น
ปฏิบัติธรรมตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลอยอารมณ์กรรมตัวกระทำ
จิตอาศัยอยู่ในเรือนกายคุณบิดามารดา นำกายบิดามารดามาประพฤติธรรม
ขยับกายของเราให้คงที่ เอามือวางไว้ที่หัวเข่าทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆดึงมือซ้ายมือขวามาประกบกัน ให้เป็นองค์สมาธิเกิดขึ้น หายใจเข้าไปลึกๆ สำรวจกายของเรา กายนิ่งไหม จิตเฉย จิตไม่มีอารมณ์ จิตไม่มีอารมณ์ต่างๆ ที่จะเกิดความนึกคิดจาก จิตของเราที่สะอาด จิตของเราก็อาศัยอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา
ฉะนั้นไม่ต้องไปวุ่นวายกับเรื่องราวกายของเรา กายของเราก็คือกายที่สมมุติขึ้นมาเท่านั้น ต้องนึกอยู่เสมอว่ากายนี้เป็นของเขาให้ใช้อยู่ชั่วขณะหนึ่ง เป็นกายสมมุติไม่ใช่เป็นกายของเรา และกายนี้ก็ปิดกายที่บิดามารดาให้เรามา ต้องรักษาดูแลกายนี้ให้ดีที่สุด ที่จิตเราอาศัยอยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา นั่นแหละ เรียกว่า”จิตที่อยากเกิดมาเป็นมนุษย์มาแก้ไขนิสัยเรื่องราวของกรรม” ก็ตั้งกี่ครั้งๆ ก็ไม่มีอะไรนอกจากอารมณ์กรรมตัวกระทำ แล้วก็จิตที่ดูแลเรื่องราวของอารมณ์ แต่มันมีมากมายก่ายกอง ที่เราจะต้องแก้ไข แก้ไขอยู่ที่วิญญาณทั้งหกของเรา นี่ไปแก้ไขใครที่ไหนหรือ ตรงไหนที่ควรจะแก้ในควรจะแก้ไขในจิตในใจในอารมณ์ของเรา
อารมณ์ก็เกิดขึ้นมาจากหูตาจมูกลิ้นกายใจ คือวิญญาณทั้งหกนั่นเอง ที่จะเป็นบุญเป็นธรรม หรือเป็นกรรมก็อยู่ตรงนี้ ถ้าเราใช้ไม่ถูก มันก็เป็นกรรม ถ้าเราใช้ถูกก็เป็นธรรม หรือว่าเป็นบุญกุศลเกิดขึ้น เมื่อบุญกุศลเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง แล้วบุญนั้นจาง จางหายไป แต่คำว่า บารมีหนีกรรม เป็นปัจจัตตังรู้ได้จากจิตของเรา รู้แล้วว่าเป็นกรรม เห็นประจักษ์ที่แน่แท้ เราก็จะถอยออกมา ถอยออกมาได้แล้ว เราก็จะไม่มีการกระทำนั้นอีก แล้วก็กระทำด้วยความระมัดระวังไม่ให้มันเกิดขึ้น มาคับประคองสิ่งนั้นที่เกิดขึ้น นี่แหละคือเรื่องที่ต้องดูแลวิญญาณทั้งหกของเรา คราวนี้ผู้ที่ดูแลวิญญาณทั้งหกได้ ก็ต้องดูแลทรัพย์สมบัติที่คุณบิดามารดาให้มา ที่ให้เรามาใช้เป็นประโยชน์ต่อจิต อย่าไปใช้ผิดพลาดเกิดขึ้น มันจะเป็นกรรมให้แก่จิต ต้องเกิดแล้วเกิดอีก ตายแล้วตายอีก ไม่รู้ว่านับชาติไม่ได้ หยุดเสียทีเรื่องการเกิด ให้มันน้อยลงน้อยลง
เรามาประพฤติปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมถวายเป็นพุทธะบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา เรารู้แล้วว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชี้ให้เราไม่มีทุกข์ไม่มีกรรม ในคำสอนของท่าน องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนท่านชีให้เห็น โดยที่มีพระสงฆ์เป็นแนวทางที่พี่ให้เราเดินตาม ถ้าไม่มีพระสงฆ์เราก็ไม่สามารถที่จะรับรู้เรื่องราวต่างๆได้ ทีนี้พระสงฆ์เมื่อรับรู้ พระสงฆ์ไม่ปฏิบัตินี่หรือมีทั่วๆไปให้เราเห็น. รับคำสอนมา รับเรื่องราวต่างๆมา ไปบิดเบี้ยว เปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้ฟังหลงใหลในคำสอนนั้นนั้น ก็ทำให้ผู้ฟังไปยึดคำสอนนั้นนั้น ว่าเป็นผู้รู้ เมื่อเป็นผู้รู้ ก็เอาจิตไปยึด ยึดที่ตัวรู้ ไม่ใด้ตัวทำ ตัวรู้เท่านั้น รู้แล้วเพื่ออวดเก่งอวดดี เห็นตัวเองดีแล้ว เห็นไหมตัวรู้ ตัวรู้มันพาไปไหน มันพาไปหาสร้างเวรสร้างกรรมเกิดแก่เจ็บตาย แต่การที่”รู้แล้วละ” นั่นคือธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง รู้แล้วไม่ละ แต่ไปอวดดีอวดเก่ง เห็นตัวเองดีแล้วว่าเป็นผู้มีธรรม เป็นผู้รู้เรื่องราวต่างๆ ก็ยังใช้การไม่ได้ ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ รู้แล้วหนีกรรมนั่นแหละ ผู้ที...ลูกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง รู้แล้วยัง ยังวนเวียนอยู่ก็ต้องเกิดแก่เจ็บตาย
พระพุทธเจ้าท่านไม่อยากเกิดมาแล้ว ท่านเลยสละเรื่องราวอารมณ์ต่างๆ รู้จักอารมณ์ หูตาจมูกลิ้นกายใจ อารมณ์มันเกิดตรงไหนบ้าง เกิดแล้วเป็นอย่างไร ปล่อยวางอย่างงไรให้รู้จริงเกิดมาเป็นสีเป็นภาพและเหตุผล นั่นคือธรรม ที่จะหนีเรื่องราวของกรรมตัวกระทำ มันจะไม่เกิดขึ้นกับจิตของเราอีก
เราเกิดมาตอนนี้อยู่ส่วนกลางศาสนา ต้องเสี่ยงเอา ต้องทนเอาที่เกิดมา บางคนก็เกิดมาที่เป็นเทพก็มีมากมาย ที่จะแสวงหาเรื่องราวของเหตุผล ที่เคยเป็นเทพ จิตเกิดมาก็จะแสวงหาเรื่องราวต่างๆลดละเรื่องของกรรม ไม่ใช่ว่าเป็นเทพเกิดมาแล้วจะต้องมีทรัพย์สินเงินทองมากมายก่ายกอง เทพต้องมีอาการครบสามสิบสองเป็นมนุษย์ นอกนั้นไม่ใช่ หูหนวกตาบอดไม่ใช้ยศฐาหมด แล้วบอกว่าเป็นเทพ ไม่ใช่ มันเกิดมาใช้เวรใช้กรรมไม่ใช่ มันเกิดมาจากอบายภูมิ เป็นไง หมดโทษแล้วก็มาเกิด เกิดมาเป็นคนพิกลพิการเกิดขึ้น เพื่อมาใช้กรรมต่างๆ โดยมากเห็นคนพิกลพิการที่ที่ผิดแปลกไป เค้าบอกว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นเทพลงมาเกิด เป็นผู้ที่ต้องยกย่องสรรเสริญเยินยอเกิดขึ้น ไปยึดเขา เค้าก็ให้เรื่องราวต่างๆเค้าก็ให้อะไร ให้กรรมเรามา เค้าไม่ได้ให้แก้ไขกรรม แต่นั่นแหละเราบอกว่านั่นคือสิ่งที่เขาให้อันประเสริฐ
ถ้าเราไปฟังธรรมะ ธรรมะที่แท้จริง เค้าให้เราลำบาก ปฏิบัติลำบาก ต้องใช้กายไปในเรื่องราวของความลำบากเกิดขึ้น เช่นเดินจงกรมก็ให้เดินนานนาน ไม่ได้เดินประเดี๋ยวประด๋าว นั่งก็ให้นั่งนานนาน เพื่อให้สังขารเนี่ยมันเกิดเจ็บปวดรวดร้าวเกิดขึ้น นั่นแหละจะให้จิตเราทน ทนเพื่อเป็นขันติบารมี ไม่ใช่นั่งรู้สึกเป็นอย่างโน้นอย่างนี้แล้วก็หนี ไม่ใช่เป็นผู้รู้เท่านั้น รู้ว่านี่คือนั่งตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทนไม่ไหวลืมหูลืมตาขึ้นมา หงุดหงิดงุ่นง่านฟุ้งซ่าน กวนใจไม่ไหวละ ฟุ้งซ่านไปด้วยอารมณ์ นั่นแหละคือ “กรรม” กรรมที่จะลากจิตของเรากายของเรา ให้ลุกจากตรงนั้นไปเสีย ได้ไม่ถึงธรรมเกิดขึ้นกับจิตของเรา ฝั่งคงจะเข้าใจนะง่ายง่าย ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เดี๋ยวบอกว่าซับซ้อนจังเลย คิดไม่ได้ ก็คือให้ทนเฉยๆเท่านั้นเอง ทนไป มันจะหงุดหงิดงุ่นง่านหรือไม่พอใจอะไรก็ปล่อยมันทนเอา เราจะปลดปล่อยกรรมออกจากจิตของเรา เรากอดมันไว้ตั้งนานแล้ว จะปล่อยทั้งที ไม่กล้าปล่อย ยังห่วง ห่วงอาลัยมันอยู่ หวงแหนอยู่ แล้วเมื่อไหร่ แล้วเมื่อไหร่กรรมของเราจะเบาบางหรือหมดไปสักที
เรานั่งปฏิบัติเพื่อจะปล่อยอารมณ์กรรมตัวกระทำ เดินก็เหมือนกันเพื่อจะปล่อยอารมณ์กรรมตัวกระทำ ทั้งสี่รอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปล่อยอารมณ์กรรมตัวกระทำทั้งหมด แต่เราก็ไม่ได้ทนอะไรเลย นิดๆหน่อยๆ ก็แย่แล้ว เป็นห่วงกาย เป็นห่วงกายจังเลยทั้งที่ไม่ใช่ของเรา ก็ห่วงกันจัง ห่วงกลัวจะไม่ไหว กลัวจะปวดเมื่อย จะเดินไม่ได้จะนั่งไม่ได้ เราปฏิบัติเพื่อจะลอยกรรมออกจากตัวของเรา ก็ต้องทนสิ อย่าไปห่วงมัน เพราะเราเคยทำกรรมอะไรไว้ ว่ามันหนักหนาสาหัสอย่างไร ไอ้นี่ พอเจ็บปวดหน่อย ก็พยายามทนที่ตั้งสัจจะเกิดขึ้น พยายามทนเข้าไว้ ลอยไปได้ซักหน่อยก็ยังดี ลอยกรรมไป เพราะทนได้ที่กล่าวว่า30นาที บางทีนั่งไปเล็กๆน้อยๆ อ้อ..เจ็บปวดแล้ววุ่นวายแล้ว เราก็ทนท่องพุทโธเร็วเร็วเข้า พุทโธ ไม่ต้องดูลมหายใจ ท่องพุทโธพุทโธในใจอย่างนั้นแหละ ให้มันเพลิดเพลินอยู่กับพระ เราจะได้ค่อยค่อยดึงธรรมออกมาทีละเล็กทีละหน่อยก็ยังดี ถ้าเราทำสำเร็จ การทนถึงผลสำเร็จได้ เมื่อกรรมเรารู้ว่าเราสร้างกรรมมามากมายก่ายกอง เราก็ทดลองนั่ง ที่เล็กทีละน้อย ต่อไปก็มากขึ้นมากขึ้น ให้ถึงที่สุดที่เราจะทนไม่ไหว กำหนดให้มันยาวขึ้น กะว่ามันจะทนไม่ไหว ดูสิว่ามันอะไรมันจะเกิดขึ้น ไม่ตายมันไม่พิการหรอก
ดังนั้น พระอรหันต์ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนั่งเป็นวันเป็นคืน ทำไมถึงไม่ตาย ทำไมไม่พิกลพิการเกิดขึ้น เพราะท่านทน ผลต่ออารมณ์กรรมตัวกระทำ ท่านจึงปลดปล่อยเรื่องราวของกรรมได้ เหมือนกับวันนี้ไม่มีอะไรจะกินทนไม่ไหวแล้ว จิตใจทนไม่ไหววุ่นวายไปหมด ใครเห็นหน้าเห็นตาก็ไม่พอใจ ความหิวกระหายเกิดขึ้น นั่นเขาไม่รู้จักอารมณ์มันก็เกิดขึ้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นให้เกิดจิตของตัวเองได้ศึกษาอารมณ์มีมากมายเกิดขึ้น ศึกษาให้ทุก ทุอย่าง เส้นขนทุกเส้นเป็นอารมณ์ทั้งหมด นั่นแหละคือกรรมทั้งหมด เราไปดูหมา หมามีขนเต็มเลย อ๋อนี่เหมือนกรามทั้งนั้นเลย เส้นขนหมาแต่ละเส้นๆ กรรมหนึ่งเส้นกรรมหนึ่งเส้น เมื่อไหร่จะถอนออก ก็ต้องทน ทนที่จะกระทำไปเรื่อยเรื่อย จิตดีๆ ก็ถอนได้เร็ว เดี๋ยวมันก็หมดกรรม อย่างน้อยน้อย ให้รู้จักธรรมที่แท้จริงก็พอแล้วในชาตินี้ ไม่ต้องมากมาย จิตก็บริสุทธิ์กายก็บริสุทธิ์ แล้วจะไปไหน บวชเป็นพระเป็นชีก็ไปคอยชั้นดุสิต เป็นฆราวาสอุบาสกอุบาสิกาก็ไปเป็นเทพเป็นพรหม คอยมาเกิดพระอาทิตย์ขึ้นเมื่อไหร่ ก็จะมาเกิดที่แสงพระอาทิตย์สองลงมา เราจะได้เบิกบานสักที นี่พุทโธ ง๋อยเหงาเหลือเกิน ลองท่องพุทโธ ให้มันเบิกบานบ้างสิ ให้จิตมันนิ่ง
ก่อนที่จะเริ่มประพฤติปฏิบัติให้สำรวจตัวเอง กายนิ่งกลั้นลมหายใจสักนิดนึง ให้นานนานหน่อย สำรวจสำรวจทุกท่าทางของเรานิ่งไหม และเราก็บอกจิตเฉยจิตไม่มีอารมณ์ อ้อนี่มันไม่มีใจ มันนิ่งจริงๆกำหนดขึ้นมาแล้วเราก็ภาวนา ถ้าจิตนิ่งจิตดีก็ภาวนาพุทโธ พุทโธจะไปไหน พุทโธก็อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เรามุ่งมั่นอยู่ในพุทโธ เป็นที่ตั้งมั่นจิตของเรา ลมหายใจเข้าออกก็เป็นพุทโธ ก็อย่างลมหายใจเข้าออกไปที่นูนไปที่นี่ไปเรื่องโน้นไปเรื่องนี้ หายใจออกก็จะกินข้าวหายใจเข้าก็จะกินข้าว มันเป็นไง มันมีแต่ตัวยึดตัวหนักหน้าทั้งนั้น ตัวอะไรทั้งนั้น ตัวโลภ ตัวหลงทั้งนั้น บอกว่าข้าพเจ้าหิวข้าว ต้องกินข้าว กินไปกินมาเป็นตัวโลภไปเลย ไม่ใช่ประทังสังขาร นั่นการศึกษา มันศึกษาได้ทุกอย่าง ที่เรากระทำขึ้นมา นั่นคือ อารมณ์ทั้งนั้น ถ้ามันไม่มีเราก็พยายามศึกษา ศึกษาให้มากๆ ทีนี้เรื่องตาเรื่องหูมันก็ยาก วิญญาณทั้งสองอย่างนี้ยาก ยากที่จะแกะรอยอารมณ์ อารมณ์ของเราที่เกิดขึ้น อย่างตาเราไปมองต้นไม้ นั่นคือจิต นั่นคืออารมณ์ใช่ไหม ที่ส่งไป มันเผลอไปได้ยังไงที่ไปมองต้นไม้ เพราะจิตมันไม่เป็นจิต มันยึดไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่ยึดอยู่กับพระ มันก็เลยเป็นเรื่องราวต่างๆให้เกิดขึ้น ซึ่งไปสร้างเวรสร้างกรรมเรื่องโน้นเรื่องนี้เกิดขึ้น
มาประพฤติปฏิบัติธรรมปล่อยเวรปล่อยกรรมไปบ้าง จะได้เกิดน้อยๆหน่อย นี่เค้าถามอาตมามา นี่มาเฝ้ามารับใช้ศาสนามาชี้แจงเรื่องราวต่างๆ เค้าจะรู้เรื่องไหมเนี่ย ถ้าไม่รู้เรื่องก็ต้องบอกเขาให้รู้เรื่อง จะได้ไม่ได้ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป จะได้ซักดวงจิตหนึ่งก็ยังดี หรือได้ทั้งหมดก็ยิ่งดีใหญ่ ก็มีแสงรัตนะ ธรรมจักรคอยส่งแสงลงมาให้แก่จิต หรือบอกว่าตั้งใจทำบุญทำกุศลกันจริงๆ แม้แต่ เมื่อตอนก่อนหน้านี้ คนธรรพ์เทพเขาก็มาฟังธรรมทำร่วมกัน เพราะผู้ดีๆ จิตดีๆ มาทำได้ เค้าก็มาขอร่วม ถ้าคิดโลภโกรธหลงไม่ต้องมาก เค้ารู้นี่ตาทิพย์หูทิพย์ ตาทิพย์หูทิพย์เค้าก็ไม่มาฟังด้วย อย่างญาติโยมจิตขณะนี้ ดีเหมือนกัน ปรากฏภาพที่ไม่เคยปรากฏ ก็ปรากฎขึ้นมาให้รับรู้ ว่าขณะนี้มีพระสวดเต็มไปหมดเลย เสียงดังลั่น เป็นพันเป็นหมื่น แล้วก็ยังมีที่ยังอยู่นี่ มีทวยเทพคนธรรพ์ แล้วยังมีผู้ที่ เขาเรียกอะไร เรียกให้มันเพราะๆ หน่อย ที่โยมเขาเรียกกัน เป็นคนต่างประเทศเขามาด้วย คนต่างประเทศมาฟังด้วยนะ ประเทศไหน ประเทศดาวอังคาร ดาวพฤหัสก็มา มาแล้ว มาสองประเทศ มาฟังมาดูการกระทำ ของผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เค้าจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์กับเค้าบ้าง จะได้มาแก้ไข ดาวพวกนี้นะ รองบางที่ก็รองเทวดาจิตของเขา บางที่ก็รองจากเทพไม่ถึงกับเป็นเทพให้เข้าใจนะ แต่เหนือกว่าคนธรรพ์คนลับแล มันเป็นชั้นๆอย่างนี้นะ ก็บอกไว้ เป็นที่สังเกตแค่นั้นเอง อย่าไปสนใจอะไรมัน สิ่งที่เราฟังจะได้เป็นสติ จะได้ไม่มีใครหลอกเราได้ว่า เออสิ่งนั้นสิ่งนี้อะไรต่างๆ เราฟังไว้ ให้รับรู้ว่า ว่าเป็นสติเป็นปัญญาของเราให้รับรู้ เพื่อจะโยงจิตทุกคนทำได้อย่างนี้นะ อาตมาไม่อยากพูดเลยว่า ไปทางไหน หมั่นฝึกหมั่นทำหมั่นปฏิบัติ ตั้งอกตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์จากจิตที่ไม่มีอะไรข้องแวะเกิด อย่างนี้สิดี ไม่มีสิ่งที่เกาะเกี่ยวในจิตในใจของตัวเอง แต่ไอ้สิ่งที่รบกวนนะมันมี เพราะเรามันอยู่กับเขา เค้าก็เกาะเกี่ยวเราเป็นธรรมดา ตอนนี้เหมือนกับโยมไปถูกขี้โคลนมา อาตมาราดน้ำมันไป ขี้โคลนก็ร่วงแผล็บๆ ออกมา แต่มันยังไม่สะอาดหรอก จนกว่าโยม ไปเอาสบู่หรือที่มันถูขัด มันสะอาดกว่านี้ มันก็ค่อยค่อยสะอาดขึ้น แต่วันนี้ก็เอามาลาดเอาขี้โคลนออกไปบ้าง เพื่อจิตน้อยๆ จิตที่ควรกระทำ ทำให้ดี มันจะได้เดินทางกันได้ถูกปฏิบัติกันได้ถูก ปฏิบัติถูกมันก็ไปถูก ปฏิบัติผิดมันก็ไปผิด มันก็ผิดอยู่นั่นแหละ อย่างสมมติว่า จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ สมมุติว่าปฏิบัติผิดทางเนี่ย เช่น ไปเอาไสยศาสตร์มา เอาตำราเรื่องโหราศาสตร์ เรื่องอะไรต่างๆมา ที่ทำกันอยู่ขณะนี้ มีมากมายก่ายกอง ปฏิบัติให้ตายมันก็ลงนรก ไปไหนไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้สอนให้ทำอย่างงั้น ฤทธิ์ของธรรมมันมีไม่ใช่ไม่มี แต่เค้าไม่ได้ใช้พร่ำเพื่อ ใช้ในสิ่งที่ควรใช้ ไม่ไปทำลายใคร ไม่ทำให้ใครหลงใหล ช่วยเหลือให้ผู้นั้นมีกายดีจิตดีเกิดขึ้น ได้แค่นั้นเอง
ก็ตั้งอกตั้งใจกันให้บรรลุความสำเร็จของเรา เดี๋ยวบอกว่าฟังแต่พื้นๆ เอาปรมัตถ์มา
การเดินทางของจิตของเรา กายของเราเปรียบเหมือนเรือลำหนึ่ง จิตของเรานั่งอยู่ในเรือ เมื่อนั่งในเรือแล้ว เรือลำนี้ก็มีธาตุทั้งสี่เป็นผู้ประคับประคอง ให้เกิดเป็นลำเรือ เรือลำนี้ ก็มีโลภโกรธหลง ลงอยู่ในเรือเต็มลำเรือ ถ้าใครไม่รู้ จิตที่ไปนั่งแล้ว ก็บริโภคโลภโกรธหลงอยู่ในลำเรือนั้น ไม่สามารถจะพายเรือขึ้นเหนือน้ำได้ แม้แต่ถูกคลื่นเล็กๆน้อยๆก็ไม่เอาแล้ว ให้ประพฤติปฏิบัติ ให้เดินที่ดินบ้าง ฝนตกแดดออกไปกระทบบ้างไปไม่ได้เลย วางพายเก็บพายนั่งกินทรัพย์สมบัติโลภโกรธหลงที่อยู่ในลำเรือ มีแก้วแหวนเงินทองข้าวปลาอาหารอยู่ในลำเรือนั้น ก่อนนั่งกินสบายเลยสิ ตัวลอยไปลอยไป ลอยไปกระทบแก่งหินบ้าง เรือก็ลอกหลุด เรือรั่วบ้าง พอเรือรั่วก็ไม่มีปัญญาปิด พอเรือรั่ว ก็รั่วไปเรื่อยๆ รั่วจากรูเล็กเป็นรูใหญ่ขึ้นๆ ในที่สุดเรือลำนั้นถูกคลื่น คลื่นชัดทีเดียว เรือลำนั้นก็แตกสลายล่ม จิตของเราก็ร่วงลงไปสู่ท้องนำ้ คราวนี้ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติธรรมเนี่ย เท่ากับฝึกการพายเรือ เพื่อจะไม่เอาโลภโกรธหลงที่อยู่ในเรือ เอามาใช้ จึงเพียงแต่จะหยิบ หยิบของในลำเรือนั้นทิ้งไป ให้เรือมันเบา ถ้ามันพายแล้วเรือมันหนัก พายขึ้นไปเหนือน้ำไม่ได้ ไปกระทบคลื่นเล็กๆน้อยๆก็ไปไม่ไหวแล้ว เค้าจะฝึกในการพาย พายไปหยิบทิ้งไปๆ แล้วก็คัดหัวเรือให้ดีๆ คือ ไม่ไปหมกมุ่นอยู่กับตกตัวโลภ ตัวยึด ตัวอะไรที่สวยงามไม่เอา เค้าต้องประคับประคองเรือให้ได้ในการพาย เอาลองดู จะสอนให้ เริ่มลงเรือสิ เอาจิตนั่งบนเรือเลยตอนนี้ จับพายขึ้นมา จับพายขึ้นมาแล้ว อีกมือหนึ่งก็หยิบตัวโลภทิ้งไปบ้าง ตัวโกรธทิ้งไปบ้าง ตัวยึดทิ้งไปบ้าง เรือเราเมื่อกี้มันมีอะไรเต็มไปหมด มันก็ค่อยๆ จางลง มากขึ้น ที่นี้การพายเรือเราก็ พายเรืออย่างไร จะให้หัวเรือมันตรง เราก็วางไม้พายลงไปลึกลึก แล้วก็ค่อยๆเหนียวพายลงไป ค่อยๆเหนียวค่อยๆอยู่ เรือมันก็แล่นไป แล่นไป ค่อยแล่นไป ถ้าเอาไม้พาย พายที่ปริมๆน้ำ พายตื้นๆ เรือมันจะไปไหนได้ไหม มันก็ไปไม่ได้ ไปไม่ได้หัวเรือมันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวไปเอาโลภโกรธหลงมาใช้อีก แล้วก็น้ำ คลื่นที่พัดมา กระทบกระแทกหัวเรือหมุนไม่นิ่งแล้ว มันไม่ขึ้น พายเรือเท่าไหร่มันก็ไม่ขึ้น วางไม้พายให้มันเต็มที่ แล้วก็ค่อยๆ อย่าไปจ้ำจวกแรงๆ เดี๋ยวเรือล่มอีก คือคิดว่าข้าพเจ้าพายเรือเป็น ปฏิบัติได้แล้วอย่างโง้นอย่างงี้ ข้าพเจ้ารู้แล้ว โลภโกรธหลงเป็นยังไง อย่าเพิ่งไปรู้เลย ค่อยๆพายไป แล้วเจอคลื่น คลื่นเล็กๆ เราก็ไม่เป็นไร บางทีก็พายน้ำนิ่ง พายนำ้นิ่งสบายเขียว ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่มีอะไร ไปเรื่อยเรื่อย อยู่ในกลางแม่น้ำ พายน้ำนิ่ง เรือค่อยค่อยไป ทีละนิดทีละหน่อย (ปร) เรือกลับไปแล้ว เรือกำลังมีคลื่น ที่มากกว่าปกติ ก็พยายามคัดเรือให้ได้ ต้องใช้กำลัง ต่อสู้. ( ปร) ตัด โลภโกรธหลงลงไป เรือมันก็วิ่งไป (ปร) ให้หยุดเรือ (ปร) พายไปเรื่อยๆ กำลังนิ่งเชียว เกิดคลื่นเล็กๆ ข้างหน้าก็ไม่มีอะไร มีแสงเรืองรองอ่อนๆ แสงสีทอง อุ้ยสบายจังเลย พายเพลินไป พายเพลินไป ไม่เป็นคลื่นลูกใหญ่มันมาซัดตูม แต่ด้วยการที่เร่อของเรา เราพายที่ลึกๆ นี้แหละนะ พายลึกๆ คลื่นมาก็สามารถพัดหัวเรือจมได้ นั้นก็คือ โรคภัยไข้เจ็บ หรือว่า สิ่งที่จะมาทำร้ายเราให้กวนจิตกวนใจหรือสิ่งที่จะทำให้ลำบากลำบนเกิดขึ้นจากอารมณ์กรรมตัวกระทำ เราก็ประคับประคองด้วยการสร้างบุญ สร้างบุญทำบุญเกิดมา ทิ้งทรัพย์สมบัติต่างๆที่เราหามาได้ ฝากไว้กับศาสนาเกิดขึ้น เห็นไหมประคับประคองการพายเรือ นั่งเรือ พอคลื่นลูกนั้ผ่านไปปุ๊บ ช่วงน้ำนิ่งอีกแล้ว โอ้โหต้องพายอีกแล้ว (ปร)แค่นี้ก่อนนะ คราวหน้าสอนใหม่
โฆษณา