7 ก.ค. 2020 เวลา 13:01
"พระแสงขรรค์ชัยศรี" หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ กับความเป็นมาและเรื่องอัศจรรย์ เมื่ออสนีบาตกลงจากฟากฟ้า ครั้งนำพระแสงขรรค์เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง
ภาพเขียนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากหนังสือ :หนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงวัฒนธรรม
เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ หมายถึงสิ่งของเครื่องใช้ 5 สิ่งที่เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นพระราชา ตามตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยา เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่ พระมหามงกุฎ พระขรรค์ชัยศรี พัชนีฝักมะขาม ธารพระกร และฉลองพระบาท
เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ จากหนังสือ พระราชพิธีแห่งกรุงสยามฯ
ในครั้งนี้จึงขอยกเรื่องราวเกี่ยวกับ หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพิธีราชาภิเษก "พระแสงขรรค์ชัยศรี" มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง
ภาพพระแสงขรรค์ชัยศรี จากหนังสือ พระราชพิธีแห่งกรุงสยามฯ
ภาพเครื่องราชกกุธภัณฑ์รวมทั้งพระแสงอัษฎาวุธทั้งหมด จากหนังสือ พระราชพิธีแห่งกรุงสยามฯ
สมบัติมีค่าทั้งหลายของกรุงศรีอยุธยาได้สูญหายไปทั้งหมดเมื่อคราวเสียกรุงใน พ.ศ.2310 ครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดฯให้สร้างขึ้นใหม่หลายอย่าง เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีและความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา แต่พระแสงขรรค์ชัยศรีของกรุงรัตนโกสินทร์นี้ไม่ได้สร้างขึ้นใหม่ เป็นสมบัติโบราณที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี ที่เพิ่งได้มาใหม่ช่วงต้นรัชกาลที่ 1
พระแสงขรรค์ชัยศรี ได้ถูกเอ่ยถึงทั้งในราชสำนักอยุธยา รวมทั้งในหลักศิลาจารึกเก่าแก่จากวัดศรีชุม จ.สุโขทัย หรือที่เรียกกันว่า จารึกสุโขทัยหลักที่ 2 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพระขรรค์ซึ่งได้มาจากราชสำนักขอม ที่เมืองยโสธรปุระ หรือเมืองพระนครธม
“…เมื่อก่อนผีฟ้า เจ้าเมืองศรียโสธรปุระ ให้ลูกสาวชื่อนางสิขรมหาเทวีกับขันชัยศรีให้นามเกียรติแก่พ่อขุนผาเมือง…”
แปลเป็นความหมายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า "ผีฟ้า เจ้าเมืองยโสธรปุระ ซึ่งหมายถึงกษัตริย์แห่งนครธม หรือเมืองพระนครหลวงของขอม ได้พระราชทานพระแสงขรรค์ชัยศรี พร้อมกับนางศิขรเทวี อันเป็นพระราชธิดาของพระองค์ ให้กับพ่อขุนผาเมือง"
จารึกวัดศรีชุม(ซ้าย) มณฑปวัดศรีชุม สุโขทัย(ขวา)
ในยุคนั้น ขอมเป็นมหาอาณาจักร อยู่ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้เรืองอำนาจที่สุดของขอม แต่เมื่อล่วงเข้าวัยชรา มีพระชนมายุถึง 90 พรรษาแล้ว เมื่อทรงทราบว่ามีอาณาจักรใหม่เกิดขึ้นในย่านใกล้เคียง จึงทรงเรียกส่วนหนึ่งของกองทัพขอมที่ไปยึดครองจามปานคร ซึ่งอยู่ตอนกลางของเวียดนามในปัจจุบันให้กลับมาป้องกันนครธม
แต่เมื่อทรงเห็นว่าผู้มาใหม่ที่ปกครองสุโขทัยนั้นรักสงบไม่รุกรานต่อ และเพื่อความสงบสุขในชีวิตบั้นปลายของพระองค์ จึงทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับพ่อขุนศรีเนานำถม เสนอผูกพันเป็นญาติ อันเป็นกุศโลบายทางการเมืองในยุคนั้น โดยพระราชทาน พระนางสิขรมหาเทวี พระราชธิดา ให้แก่ พ่อขุนผาเมือง โอรสของพ่อขุนศรีเนานำถม ทั้งยังพระราชทานพระขรรค์ขัยศรี และบรรดาศักดิ์ “ศรีอินทรปตินทราทิตย์” เพื่อเป็นเกียรติแก่พ่อขุนผาเมือง พระราชบุตรเขยด้วย
เมื่อพ่อขุนศรีเนานำถมสวรรคต "ขอมสมาดโขญลำพง" ซึ่งครองเมืองหนึ่งในย่านใกล้เคียงได้เข้ายึดเมืองสุโขทัย พ่อขุนบางกลางหาว ผู้ครองเมืองบางยาง ซึ่งอยู่ที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลกในปัจจุบัน ได้แจ้งให้ พ่อขุนผาเมือง พระสหาย ซึ่งเป็นโอรสของพ่อขุนศรีเนานำถม ซึ่งไปครองเมืองราด คือ เมืองศรีเทพ ในจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ทราบข่าว และรวมกำลังกันกันขับไล่ขอมสมาดโขลญลำพง โดยพ่อขุนผาเมืองยึดได้เมืองสุโขทัย และพ่อขุนบางกลางหาวยึดได้เมืองศรีสัชนาลัย
แต่พ่อขุนผาเมืองได้แสดงน้ำใจตอบแทนพระสหายที่ช่วยกอบกู้ราชธานี โดยยกเมืองสุโขทัยให้ครอบครอง ทั้งยังมอบสิ่งมีค่าอีก 2 สิ่งเสริมเกียรติพระสหาย คือ พระขรรค์ชัยศรีและพระนามศรีอินทรปตินทราทิตย์ ที่ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ส่วนตัวเองไปครองเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นเมืองรอง
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า เหตุที่พ่อขุนผาเมืองยกกรุงสุโขทัยให้พ่อขุนบางกลางหาวปกครอง อาจเป็นเพราะพ่อขุนผาเมืองมีมเหสีเป็นขอม ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำของชนสุโขทัยที่กำลังต่อสู้กับอิทธิพลขอมในเวลานั้น และการมอบพระขรรค์ชัยศรีกับพระนามศรีอินทรปตินทราทิตย์ให้ ก็อาจให้เป็นยันต์ปกป้องคุ้มครองจากการรุกรานของขอม แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์องค์ใหม่ของสุโขทัยที่กำจัดขอมสบาดโขลญลำพงไป ก็มีความนิยมในพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และมีสายสัมพันธ์กับราชอาณาจักรขอม
การเสียสละของพ่อขุนผาเมือง ที่เห็นว่าตัวเองยังมีข้อกังขา อาจทำให้เป็นผลเสียแก่ประเทศชาติได้ จึงสนับสนุนให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่มีความเหมาะสมกว่าขึ้นปกครองประเทศ นับเป็นแบบอย่างของผู้ปกครองที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของอาณาจักรมากกว่าผลประโยชน์ของตัวเอง
ส่วนทางพงศาวดารฝั่งราชสำนักอยุธยามีข้อความระบุถึง พระแสงขรรค์ชัยศรี ว่า
"...เมื่อ พ.ศ.๒๒๗๕ เมื่อสิ้นแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ ได้เกิดแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่าง เจ้าฟ้าพร ผู้เป็นพระอนุชา กับ เจ้าฟ้านเรนทร์ ผู้เป็นพระราชโอรส ทำสงครามกลางเมืองกันหลายวัน ฝ่ายพระเจ้าหลานสู้ไม่ได้จึงหนีพร้อมกับหอบเครื่องราชกกุธภัณฑ์ไปด้วย เพื่อขัดขวางการบรมราชาภิเษก แต่ปรากฏว่าเรือไปล่ม สมบัติล้ำค่าของชาติหายหมด เจ้าฟ้าพรจึงต้องราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยไม่มีเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามราชประเพณี..."
ดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงน่าจะเป็นหลักฐานได้ว่า พระแสงขรรค์ชัยศรีที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราราชาภิเษกสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ปัจจุบันนั้น ไม่ใช่องค์เดียวกับสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา
แต่พระแสงขรรค์ชัยศรีองค์ปัจจุบันนั้นได้ถูกค้นพบโดยชาวประมงในแถบเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
ประเทศกัมพูชาซึ่งขณะนั้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กัมพูชาเป็นประเทศราชของสยาม ได้มีชาวประมงทอดแหหาปลาใน "โตนเลซับ" หรือทะเลสาปเขมร เมืองเสียมราฐและได้พระแสงขรรค์ติดแหขึ้นมา อยู่ในสภาพดีไม่ผุกกร่อน มีลักษณะเก่าแก่โบราณรวมทั้งมีลักษณะงดงามมาก จึงนำส่งให้กรมการเมืองกัมพูชาในขณะนั้น
ภาพทะเลสาปเขมร หรือ โตนเทซับ :https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/abroad/1025080
ภาพทะเลสาปเขมร หรือ โตนเทซับ :https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/abroad/1025080
การพิจารณาลักษณะพระขรรค์ บางส่วนกล่าวกันว่าน่าจะเป็นพระแสงขรรค์ของพระเจ้าธรณินทรวรมัน ที่ 2 ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพราะเมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราชสมบัติที่กัมพูชาแล้ว ได้ทรงสร้างเมืองขึ้นใหม่ พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า "ชัยศรีปุระ" ตรงกับนามของพระแสงขรรค์คู่เมือง คือ "ชัยศรี"
ต่อมาเมื่อกรุงกัมพูชาถูกรุกรานจากกองทัพสยาม พระแสงขรรค์องค์นี้ได้สูญหายไปโดยปราศจากร่องรอย จนกระทั่งถูกพบเข้าจากชาวประมง
ทางกรมการเมืองเสียมราฐเชื่อกันว่าเป็นพระราชศาสตราคู่บ้านคู่เมืองกัมพูชา จึงได้นําพระขรรค์นี้ไปมอบให้กับเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ผู้สําเร็จราชการเมืองพระตะบองและเสียมราฐเข้าพิจารณา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระมหามงกุฎ ฉลองพระองค์ครุย และทรงพระแสงขรรค์ชัยศรีพระหัตถ์ซ้าย ภาพจาก หนังสือ พระราชพิธีแห่งกรุงสยามฯ
และต่อมาจึงได้นําเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อความทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งเข้ามาถวายที่กรุงเทพมหานคร
1
เมื่อนำพระขรรค์องค์นี้เข้ามากรุงเทพฯ จึงได้เกิดเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ขึ้น โดยมีการบันทึกจาก ม.ร.ว.เทวาธิราช ป. มาลากุล ตำแหน่งอดีตสมุหราชพิธี (ตำแหน่งนี้ มีการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับพระราชพิธีจึงมีเอกสารที่บันทึกกันต่อๆมาทุกรัชสมัยของราชงศ์จักรี) บันทึกได้บรรยายเหตุการณ์ครั้นพระแสงขรรค์เดินทางเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ว่า
“เมื่อวันที่พระแสงขรรค์นี้มาถึง อสุนีบาตตกลงมาในพระนครถึง ๗ แห่ง มีที่ประตูวิเศษไชยศรี เป็นต้น อันเป็นทางที่พระแสงขรรค์องค์นี้ผ่าน”
ระหว่างการเชิญพระแสงขรรค์องค์นี้ จากกรุงกัมพูชามาสู่กรุงเทพมหานคร ได้มีปาฏิหาริย์เกิดอสนีบาตฟ้าผ่าฟาดลงตามสถานที่ต่างๆ ที่เชิญพระแสงขรรค์ผ่านไปถึง 7 ครั้ง
โดย 5 ครั้งแรกนั้นไม่ได้บันทึกไว้ว่ามีฟ้าผ่าลงตรงที่ใดบ้าง แต่ 2 ครั้งสุดท้าย มีฟ้าผ่าลงที่ประตูพระบรมมหาราชวังทั้งสองประตูเป็นอัศจรรย์ ในบริเวณพระราชฐานชั้นในและชั้นนอก
ภาพเขียนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากหนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงวัฒนธรรม
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงพระราชทานนามพระแสงขรรค์องค์นี้ว่า “พระแสงขรรค์ชัยศรี” รวมทั้งเหตุอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ณ ประตูพระบรมมหาราชวังทั้ง 2 แห่งจึงมีสร้อยนามเหมือนพระแสงขรรค์ชัยศรี
จึงพระราชทานนามประตูชั้นนอกว่า "ประตูวิเศษไชยศรี" และประตูชั้นในว่า "ประตูพิมานไชยศรี" โดยชื่อของประตูทั้งสองนั้นมีนามเดิมของพระแสงขรรค์นั้นเป็นสร้อยต่อท้าย คือ "ชัยศรี"
ประตูวิเศษไชยศรี(บน) ประตูพิมานไชยศรี(ล่าง) ภาพจาก Google Earth
เรื่องราวของ"พระแสงขรรค์ชัยศรี" หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ และที่หลายท่านคงได้คุ้น เคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง เพราะประตู"วิเศษไชยศรี" นี่เอง คือทางผ่านเข้าออกพระบรมมหาราชวังสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้เยี่ยมชม
ประวัติศาสตร์ที่เล่าในบทความนี้มาจากเกร็ดเล็กๆ ผ่านชื่อประตูเพียงสองบานของพระบรมมหาราชวัง จุดเล็กที่สามารถต่อยอดให้ท่านผู้อ่านทราบถึงโบราณกาลย้อนไปถึงสมัยอาณาจักรสุโขทัย และในยุคที่ขอมเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ เกี่ยวเนื่องผ่าน พระแสงขรรค์องหนึ่งแห่งสมบัติชาติซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีภายในพระบรมมหาราชวัง
เรียบเรียง:เจาะเวลาหาอดีต
❤️กดไลค์ กดแชร์ ติดตามเป็นกำลัง❤️
🙏ขอบพระคุณครับ🙏
อ้างอิง เนื้อหา/รูปภาพ:
- พระราชพิธีแห่งกรุงสยาม ตั้งแต่โบราณกาล ถึง พ.ศ. 2475
โดย H.G. Quaritch Wales
- เครื่องประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”, เสวยราชสมบัติกษัตรา สำนักพิมพ์ มติชน 2562 โดย ผศ. ดร. พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์
- เรื่องเก่า เล่าสนุก โดย โรม บุญนาค
- หนังสือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2560
โฆษณา